บุคคลตัวอย่าง
เรื่อง : ภายในไม่กี่ปี..มีตั้ง 5 โรงงาน
                                 


ภายในไม่กี่ปี..มีตั้ง 5 โรงงาน

          มนุษย์เงินเดือน ควรอ่านเรื่องนี้ คนอยากมีกิจการ ควรอ่านเรื่องนี้ คนมีปัญหาธุรกิจ ควรอ่านเรื่องนี้อยากเลี้ยงลูกให้ดีและกลายเป็นเศรษฐีควรอ่านเรื่องนี้ที่สำคัญ..คนอยากรวย อย่าพลาด ในการอ่านเรื่องนี้! ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ.. แต่จะมีสักกี่คนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ !“สามีเริ่ มทำธุรกิจ โดยเริ่ มจากใช้เวลาหลังเลิกงานไปรับออร์เดอร์ชิ้นส่วนยานยนต์จากบริษัทต่าง ๆ และไปจ้างหลายโรงงานให้ผลิตให้ ทำหน้าที่คล้าย ๆ


พ่อค้าคนกลาง แต่พอทำ ๆ ไป มันไม่ง่ายอย่างที่เราคิด เพราะปัญหามาก เนื่ องจากของไม่ ได้สเปกบ้าง สั่งเราผลิตแล้ว อยู่ ๆ ก็ยกเลิกไม่เอาบ้าง โดนโกงบ้าง ทำให้เราขาดทุนมีหนี้สินพะรุงพะรัง และในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า ซึ่งเราก็ไม่ย่อท้อ พยายามเริ่มต้นใหม่ แต่ไม่ว่าจะเริ่มใหม่สักกี่ครั้ง ผลสุดท้ายก็ล้มเหลวทุกครั้ง ซึ่งเราล้มอย่างนี้มาถึง 2-3 ครั้งแล้ว จนกระทั่งเราไปต่อไม่ได้ เพราะมีหนี้สินเป็นล้าน ๆ อีกทั้งธนาคารก็กำลังจะมายึดบ้าน ช่วงนั้นพวกเราทั้งเครียด ทั้งกลุ้ม จึงตัดสินใจเลิกทำธุรกิจ แล้วขายบ้านทิ้งเพื่อปลดหนี้ ตอนนั้นเราก็คิดว่ า ต่ อไปจะไม่ ทำธุ รกิจอีกแล้วเพราะเข็ดกับปัญหา เข็ดต่อภาวะหนี้สินจำนวนมหาศาลในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า ซึ่งเราก็ไม่ย่อท้อ พยายามเริ่มต้นใหม่ แต่ไม่ว่าจะเริ่มใหม่สักกี่ครั้ง ผลสุดท้ายก็ล้มเหลวทุกครั้งในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ มีหลายคนอยากปฏิวัติความจนจึงไปซื้อหนังสือประเภท ‘ตำราสอนให้รวย’ มานั่งอ่านกัน แต่อ่านจบไปหลายเล่ม ก็ยังรวยได้ไม่สมกับที่คาดหวังไว้..

          แต่วันนี้..เราเจอทางเลือกที่ดีกว่า เพราะจะได้คุยกับคนเคยจน ที่ปัจจุบันรวยได้จริง ซึ่งเคล็ดลับความรวยของพวกเขาต่ างจากตำราทุกเล่มในท้องตลาด

          และนับจากวินาทีนี้..เราขออาสาเป็นตัวแทนไปถามถึงเคล็ดลับ ว่าอะไรทำให้เขารวยเผื่ อคุณรู้แล้วอาจกลายเป็นเศรษฐีในอนาคตคนหนึ่งก็ได้

          ‘เขา’ และ ‘เธอ’ ผู้นี้ คือ คุณมนู-วรรณพรไตรเนตร อดีตมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คู่หนึ่งที่ฝ่ายสามีทำงานบริษัท ส่วนภรรยารับราชการครูมีลูกด้วยกัน 2 คน คือ วรรณนรีและพิมพวรรณหรือ น้องมิ้มและน้องหม่อน ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจ หจก.วี.เอ็ม.ที. เอ็นจิเนียริ่ ง และบริษัท วี.เอ็ม.ที. อินดัสทรีจำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มียอดการผลิตที่มาแรง และเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ !!



          “ชีวิตเราเหมือนคนในสังคมเมืองส่วนใหญ่คือเป็นลูกจ้างที่ ต้องผ่ อนบ้าน ผ่ อนรถ แต่ ดี หน่ อยตรงที่สามีเป็นคนรักความก้าวหน้า พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว ดิ้นรนหาช่ องทางลงทุนทำธุรกิจของตัวเองมาโดยตลอด” จนเราต้องขายบ้าน และไปเช่าแฟลตอยู่ เหมือนกับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่อีกครั้ง โชคยังดี ที่ ช่ วงนั้นสามีได้ย้ายงานใหม่ ไปรับตำแหน่งผู้บริหาระดับสูง โดยกินเงินเดือนที่เยอะขึ้น เราจึงลาออกจากการเป็นข้าราชการครู มาเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน หันมาศึกษาธรรมะ เพราะได้เริ่มเข้าวัดพระธรรมกาย.. แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราอีกครั้ง เพราะอยู่ ๆ ลูกค้าเก่ า ที่ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มาอ้อนวอนขอร้องสามีให้ช่วยผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกให้เขาอีกครั้งเนื่องจากเขาเห็นว่าเราชำนาญด้านนี้ และด้วยความเกรงใจ จึงเป็นเหตุให้เราจำเป็นต้องหวนคืนสู่ การทำธุรกิจใหม่ อีกรอบ โดยการไปเช่ าพื้นที่ ขนาด 50 ตารางวาในโรงงานอื่น ผลิตชิ้นส่วนรถให้ลูกค้ารายนี้ ขณะที่เรากลับเข้าสู่ การทำธุรกิจ

          ก็ได้ข่าวการสร้างสภาธรรมกายสากลที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่รองรับคนมานั่งสมาธิจำนวนเรือนแสน ทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากทำบุญนี้มาก จึงบริจาคทำบุญสร้างเสาค้ำฟ้าไป 1 S ทันที ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้นเราก็เพิ่ งเริ่ มมีธุรกิจ ไม่ ได้มีเงินถุงเงินถังอะไรมากมาย อีกทั้งไม่รู้ว่าการหันกลับมาทำธุรกิจใหม่ในครั้งนี้จะเจ๊งอีกหรือไม่ แต่เราก็คิดว่า ยังไงก็ต้องทำบุญตรงนี้ให้ได้ เพราะถ้าเขาสร้างเสร็จแล้ว แม้ในอนาคตเราจะมีเงินก็หมดสิทธิ์ได้บุญตรงนี้ ซึ่ งพอทำบุญเสร็จมันก็แปลก มีลูกค้ามาจ้างเราผลิตชิ้นส่วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนโรงงานที่เขาให้เราเช่าพื้นที่บอกว่า ให้เราหาพื้นที่เปิดโรงงานทำเอง เพราะงานของเราเยอะมากจนเขารับงานที่ส่งต่อจากเราไปช่วยประกอบไม่ไหวแล้ว และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เราต้องย้ายออกมาเปิดโรงงานแห่งแรกที่ถนนปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ ในปี 2539 หลังจากที่ได้ทำบุญ S แรกกับวัดพระธรรมกาย งานก็เข้ามาอย่างล้นทะลัก จนต้องกลับบ้านดึกถึงตี 1 ตี 2 ทุกวัน จากนั้นสามีก็ต้องลาออกจากงานประจำ

          มาทำโรงงานเต็มตัว ซึ่งช่วงนั้นรายได้ต่อเดือนขยับจากเดือนละ 3 แสนบาท.. เป็น 5 แสน.. เป็น 9 แสน จนเราก็รู้สึกเหลือเชื่อ ! ” แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ.. เพราะพวกเขากำลังก้าวสู่วิกฤตชีวิตครั้งยิ่งใหญ่โดยไม่รู้ตัว ! “ลาออกจากงานในปี 2540 ได้ไม่นาน ประเทศเราก็เข้าสู่ ภาวะ IMF ทันที ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล้มระเนระนาด หยุดการก่อสร้างหมด รถบรรทุกที่ใช้ในการขนดินขนหินก็ไม่มีงานทำ ทำให้เราเจอผลกระทบโดยตรง เนื่องจากโรงงานเราผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุก ทำให้เราไม่มีออร์เดอร์เข้ามาเลย หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สั่งของกับเรา อยู่ๆ ก็ยกเลิกไม่เอาของไปเฉยๆ แถมจะเอาไปขายต่อให้ใครเขาก็ไม่รับ จนต้องเอาไปย่อยเป็นเศษเหล็ก

          วิกฤตครั้งนี้.. ทำให้เราฟุบไม่เป็นท่า ขาดทุนย่อยยับ จนคนงานทยอยลาออก จากเดิมที่มีคนงานถึง 27 คน ก็เหลือเพียง 3 คน เราทุกข์และเครียด เพราะเป็นการล้มครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวเรา สามีก็ไม่มีงานจะทำแล้ว ส่วนเราก็ลาออกจากครูแล้ว เรียกได้ว่า หมดตัว ติดลบหมดหนทาง จนเราต้องหอบครอบครัวไปวัด ไปกราบหลวงพ่ อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่ งท่ านก็บอกให้ครอบครัวเราอยู่ ในบุญ ให้นั่ งสมาธิ และให้พรว่ า ‘นับจากวันนี้เป็นต้นไป ขอให้โรงงานลูกมีงานทำตลอดไป...’ ซึ่งพอกลับมา มันแปลกมาก จากออร์เดอร์ที่ไม่มีเข้ามาเลย ก็เริ่มทยอยเข้ามา จนพอมีเงินเข้ามาบ้าง และพอมีเงินเข้ามา เราก็จะแบ่งเงินนั้นไปทำบุญตลอด เพื่ อเติมบุญให้กับตัวเอง เพราะเราคิดว่ า การที่ ตั้งโรงงานหรือเริ่ มธุรกิจมาตั้งหลายครั้งแต่ ก็ต้องมีอันเป็นไปทุกครั้ง เพราะบุญเราไม่ถึง ดังนั้นเราต้องทำให้ตัวเองบุญถึง และมากพอที่จะรองรับสมบัติที่ใหญ่กว่าเดิม คือ ได้เป็นเจ้าของโรงงานแบบสบาย ๆ กับเขา สักที ดังนั้นพอถึงช่วงบุญใหญ่ งานทอดกฐินประจำปี ทีไร แม้เราไม่ค่อยจะมีเงิน ก็ยังคงทุ่มทำบุญอย่างสุดกำลัง ในช่วงปี 2541-2543 ทั้ง ๆ ที่เรามีหนี้ท่วมหัวแท้ ๆ แต่เราก็ตัดสินใจทำบุญกันมากถึงระดับ S มาตลอด ซึ่งพอทำเสร็จ เราก็ฟื้นตัวแบบเป็นขั้นบันได หลังจากนั้นเพียง 3 ปี พอถึงปี 2544 เราสามารถปลดหนี้ได้เกือบหมด และเป็นปีที่ เราคิดว่ า ถึงเวลาแล้ว..ที่เราจะต้องเป็นประธานกองกฐิน 1 M สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเราเชื่อว่า..บุญจากการเป็นประธานกองกฐิน เป็นบุญที่มากในระดับที่สามารถจะรองรับสภาวะผู้นำได้ คือ ถ้าเราคิดจะเป็นเจ้าของโรงงานเจ้าของกิจการ หรือเป็นประธานบริษัท เราต้องมีบุญในระดับประธาน ซึ่งบุญนั้น ก็คือ การเป็นประธานกองกฐิน และที่ สำคัญเราอยากจะทำบุญนี้บูชาธรรมหลวงปู่วัดปากน้ำ เพื่อเป็นการตอบแทนท่าน ที่ท่านมาเข้าฝัน แล้วมีเหตุให้เราเข้าวัดมาศึกษาธรรมะ

..แต่การทำบุญ M ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้เราจะปลดหนี้แล้ว แต่เป็นช่วงที่เราฟื้นตัว คือ ไม่มีเงินนอน
นิ่ง ๆ ถึง 1 M มีแต่เงินหมุนในธุรกิจ ซึ่งวันจันทร์หน้า
โรงงานแห่งที่ 1
โรงงานแห่งที่ 2
โรงงานแห่งที่ 3 และ 4
          เราทุกข์และเครียด เพราะเป็นการล้มครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวเรา สามีก็ไม่มีงานจะทำแล้ว ส่วนเราก็ลาออกจากครูแล้ว เรียกได้ว่า หมดตัว ติดลบ หมดหนทางเราต้องเอาเงินหมุนก้อนนี้ไปจ่ายลูกค้า !!!เราจึงคิดว่าเป็นไงเป็นกัน จะเอาเงินก้อนนี้แหละชิงทำบุญก่อน เพราะกลัวว่าเกิดธุรกิจเราล้มขึ้นมาอีก เราจะไม่มีเงินทำบุญ จะหมดโอกาสเป็นประธานกองกันชาตินี้ เพราะชีวิตเราเจอภาวะธุรกิจล้มมาหลายครั้งแล้ว และเราก็คิดต่ออีกว่า แม้ทำบุญครั้งนี้..เราจะหมดตัว ก็รับได้ แล้วก็จะไม่ เสียใจ ไม่ เสียดายด้วย เพราะเป็นการตัดสินใจของเราเอง เพราะสถานภาพของเราตอนนี้ หากบุญไม่ถึงก็ไปต่อไม่ได้ แล้วเราก็จะหวนกลับเข้าสู่ภาวะอับจนอีกและในที่ สุด..เราก็ตัดสินใจเอาเงิน M แรกของชีวิตถวายเป็นประธานกองกฐิน เราปลื้มจนน้ำตาไหล แม้ทุกวันนี้ ย้อนนึกถึงแล้วน้ำตาก็ยังไหลเพราะความปลื้ม เพราะน้อยคนนักที่จะกล้าตัดสินใจอย่างเรา”

          แต่ก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น!!! “ หลังจากเราทำบุญไปแล้ว ธนาคารที่เรายื่นเรื่องทำโอดีไว้ยังไม่ อนุมัติวงเงิน แต่ เราก็โชคดีที่ ได้เงินกู้จากแหล่ งใหม่ ที่ ไม่ ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แถมยอมปล่ อยเงินมาให้เราก่ อนกำหนด จึงทำให้เราสามารถจ่ ายเงินลูกค้าในวันจันทร์ได้ทันเวลาอย่ างเฉียดฉิว และนับจากวันนั้น ก็เกิดการเปลี่ ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นในธุรกิจ คือ สามีไปเจออดีตเจ้านายเก่าในงานศพเพื่อน ซึ่งพอคุยกันไปคุยกันมา เจ้านายเก่าเขาก็คิดจะช่วยเหลือเรา จึงสั่งให้ผู้จัดการทุกโรงงานที่เขามีคอนเน็กชั่นอยู่ ปล่อยงานทำชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ให้เราหมด ซึ่งเรางงมาก เพราะนับจากวันนั้น ออร์เดอร์

          ก็เข้ามาอย่างกับพายุ มียอดการสั่งพุ่งไปถึง 27 ล้านบาทต่อเดือน จนต้องทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ทำให้รายได้เราถีบตัวสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว และหลังจากทำบุญกฐิน M แรกเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากเรามีออร์เดอร์เข้ามามากอย่ างต่ อเนื่ องจึงสามารถทำบุญต่อเป็น M ที่ 2 ในงานสลายร่างคุณยายทันที  ส่ งมอบธุรกิจให้รุ่ นลูก ในช่ วงเศรษฐกิจตกต่ำปี 2550 !!

          “หลังจากที่มิ้มเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกแล้ว ระหว่างที่รอต่อปริญญาเอก ก็บินกลับมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ทำงานโรงงาน เนื่องจากคุณพ่อป่วยหนัก และคุณแม่ ก็ต้องคอยดูแลคุณพ่อตลอดเวลา จึงกลายเป็นว่ามิ้มกับหม่อนต้องมารับช่วงกิจการแทนท่านทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นมิ้มอายุได้แค่ 25 ปีเท่านั้น แม้เป็นเด็กจบใหม่ไฟแรงก็จริง แต่ไม่มีประสบการณ์เพราะมิ้มกับหม่อนไม่ได้เรียนวิศวะฯ แถมเรียนมาทางสายศิลป์ภาษา ไม่มีความรู้เรื่องช่างกันเลย หนำซ้ำยังเป็นเด็กผู้หญิง ในโรงงานมีแต่ผู้ชาย ที่เป็นทั้งวิศวกร ทั้งช่าง ซึ่งในสายตาของพนักงาน มิ้มก็เป็นแค่ เด็กผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์จะคุมงานอย่างไร?

          “ความรู้สึกจากใจจริงของมิ้มที่ เข้ามาสานต่องานโรงงานจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งนอกจากเป็นการตอบแทนบุญคุณท่านทั้งสองแล้ว ยังเกิดจากความรู้สึกที่มิ้มอยากตอบแทนพนักงานทุกคนในโรงงานแห่งนี้ ที่มีส่วนช่วยกันสร้างโรงงานตั้งแต่ สมัยคุณพ่อคุณแม่ จนท่านสามารถให้แม้เป็นเด็กจบใหม่ไฟแรงก็จริง แต่ไม่มีประสบการณ์เพราะมิ้มกับหม่อนไม่ได้เรียนวิศวะฯ แถมเรียนมาทางสายศิลป์ภาษา ไม่มีความรู้เรื่องช่างกันเลย
และนับจากนั้น... ชีวิตเราก็พลิกฟื้นได้แบบมั่นคง เพราะงานเข้ามามากจนเราก็ไม่อยากจะเชื่อจนมีกำไรทยอยคืนหนี้โอดีได้เร็วมากซึ่งถ้านับเวลาหลังจากทำบุญกฐิน M แรก ผ่านไปเพียง 2 ปีเท่านั้น เราก็ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นเป็นโรงที่ 2 ในปี 2546 มีคนงานเพิ่มเป็น 40 คน มีเงินซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และสวยกว่าเดิม มีเงินไปซื้อที่ ดินสะสมเอาไว้มากมาย สามารถทำบุญอื่น ๆ ได้อีก อีกทั้งยังมีเงินทำบุญเป็นประธานกองกฐินในระดับ M ได้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง... ตอนนี้.. เราเริ่มเป็นเศรษฐี มีความมั่นคงทางอาชีพและการเงินมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนกระทั่ งถึงงานกฐินปี 2550 เรามีเงินทำบุญทอดกฐินมากถึง 10 M และพอหลังจากทำบุญไปนี่เอง กำไรเราก็เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 4-5 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ จากเดิมเราคือมนุษย์เงินเดือนธรรมดาเท่านั้นโอกาสมิ้มได้เรียนสูง ๆ จบอักษรจุฬาฯ จบเมืองนอก ซึ่งมิ้มถือว่าทุกคนมีส่วนทำให้มิ้มได้โอกาสที่ดีที่สุดตรงนี้ และการที่มิ้มกลับมาวันนี้ มิ้มอยากจะกลับมาดูแลพี่ ๆ พนักงานทุกคน เพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขขึ้น

          แต่การที่ มิ้มจะทำตรงนี้ได้นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากมิ้มไม่ได้เอาสิ่งที่ เรียนรู้จากวัดพระธรรมกายมาใช้ เพราะตั้งแต่เด็ก มิ้มได้รับการหล่อหลอมจากวัด ถูกฝึกฝนเรียนรู้จากกิจกรรมของวัด เช่น การให้กำลังใจ ภาวะการเป็นผู้นำ การรวมใจ การสร้างความสามัคคี เพราะวัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ มีระบบการบริหารที่ดี เนื่องจากวัดต้องบริหารเจ้าหน้าที่ในองค์กรเป็นพัน ๆ คน อีกทั้งมิ้มยังถูกส่งไปต่างประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนของวัดในการทำกิจกรรมทางด้านศาสนา ซึ่งทำให้มิ้มมีประสบการณ์ที่ เอามาใช้ในการบริหารโรงงานได้อย่างดีเยี่ยมอีกทั้งการที่ มิ้มฝึกสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้มิ้มเรียนรู้งานจากคุ ณพ่ อได้เร็วและประยุ กต์ได้เก่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นงานสายวิศวะแท้ ๆ เพราะขณะคุณพ่อสอนงาน มิ้มมีสมาธิต่อเนื่อง ไม่วอกแวก จำแม่น จนสามารถดูแบบและแก้ปัญหางานได้ไอ้ขี้เหล้าวงเดียวกัน ดังนั้นเขาจะไม่เกรงใจเรา
นอกจากนี้ มิ้มยังส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธ-ศาสนา เปิดโอกาสให้พนักงานของเราเข้าร่วมสอบทางก้าวหน้า (World-PEC) ไปร่วมงานตักบาตรพระตามจังหวัดต่าง ๆ นิมนต์พระอาจารย์มาอบรมสมาธิ อีกทั้งพอถึงช่ วงงานสันทนาการประจำปี ต้องจัดกิจกรรมหล่อหลอมให้กับพนักงาน เพื่อให้เขาสามัคคีกัน และเพื่อเป็นการพัฒนาให้เขาเกิดจิตสำนึกรักโรงงาน โดยให้เขาช่วยกันพัฒนาโรงงาน เช่น ช่วยกันทาสี ช่วยกันทำความสะอาดโรงงาน จนเขาเกิดความรู้สึกว่ า โรงงานเป็นของเรา เราต้องช่วยกัน เพราะถ้าเราจับมือกันทำให้โรงงานดี เราก็จะดีไปพร้อม ๆ กันทุกคน สิ่งเหล่านี้มิ้มได้วัดพระธรรมกายเป็นต้นแบบค่ะ” ชนิดที่มิ้มเองก็ไม่อยากจะเชื่อ” มิ้มมีหลักการบริหารโรงงานอย่างไร ?

          “มิ้มดำเนินธุรกิจตามหลักการบริหารที่คุณพ่อแนะนำ แต่มิ้มเพิ่มนโยบายส่วนตัว คือ ปีใหม่ ไม่ เลี้ยงเหล้าพนักงาน และไม่ ให้ของขวัญที่ เป็นเหล้า และไม่ รับเหล้าจากใครเลย มิ้มชัดเจนตรงนี้มาก เพราะมิ้มมีความปรารถนาดีกับพนักงาน กับ ลูกค้าของมิ้ม เพราะหากให้เหล้า เขาดื่ ม หากเขาเมาแล้วประสบอุบัติเหตุตาย ก็เท่ากับมิ้มหยิบยื่นความหายนะให้กับเขา อีกทั้งพอกลับบ้านไป ก็ไปทะเลาะกับคนที่บ้าน ในเมื่ อรู้ทั้งรู้ว่ าเหล้าเป็นสิ่ งไม่ ดี มิ้มจะเอาไปให้ลูกค้าหรือพนักงานทำไม อย่ างหัวหน้างานที่ นี่ มิ้มให้นโยบายว่ า อย่ าดื่ มเหล้ากับลูกน้องเด็ดขาด เพราะการเป็นเจ้านาย ถ้าเราไปเมาให้ลูกน้องเห็นในวงเหล้า แล้วเผลอพูดจาเลอะ ๆ เทอะ ๆ เวลาสั่งงานเขา เขาจะไม่ เชื่ อเรา และจะเสียการปกครองในภายหลัง เพราะลูกน้องจะรู้สึกว่ า หัวหน้าคนนี้ก็ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน ก็เป็นแค่ปีใหม่ไม่เลี้ยงเหล้าพนักงาน และไม่ให้ของขวัญที่ เป็นเหล้า และไม่ รับเหล้ากับใครเลย มิ้มชัดเจนตรงนี้มาก การรับช่วงโรงงานต่อจากคุณพ่อคุณแม่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีผลกระทบอะไรไหม ?

          “ไม่ กระทบเลย แถมกำไรเพิ่ มมากกว่ าเดิม เพราะมิ้มใช้หลักเดียวกับที่ คุณพ่ อคุณแม่ ทำมาโดยตลอด คือ ไม่ เคยทิ้งบุญเลย ทำบุญทุกบุญเต็มที่ในระดับ M และทำบุญทอดกฐินแบบสุดกำลังมาโดยตลอด จนอยู่ ๆ แม้ภาวะเศรษฐกิจตก ในต้นปี 2553

          บุญก็ส่งผลแบบพรวดพราด คือ งานเข้ามามากจนมิ้มถูกบีบให้ขยายโรงงานเป็นโรงที่ 3 อีก 1 โรง และตอนปลายปี ก็ขยายโรงงานโรงที่ 4 ได้อีก 1 โรง และสามารถซื้อโรงงานโรงที่ 5 เอาไว้ให้เขาเช่าอีก 1 โรง ซึ่งรวมแล้วตอนนี้มีคนงานมากถึงเกือบ 100 คน จนกระทั่งถึงงานบุญทอดกฐินปี 53 ซึ่งเป็นปีที่เราไม่ มีเงินนอนนิ่ ง ๆ อะไรมากมาย เพราะอยู่ ในช่ วงขยายโรงงานถึง 2 โรง ต้องสั่งเครื่องจักรเข้ามาเยอะ แต่เราก็ทำกันอย่างสุดกำลังที่ 11 M และพอทำบุญเสร็จ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งขยายโรงงานแท้ ๆ แต่โรงงานของเราก็ทุบสถิติกลายเป็นโรงงานที่ มีการทำงานล่ วงเวลา(โอที) มากที่สุดโรงงานหนึ่งในละแวกนั้นเลย เพราะงานเข้าเยอะจนทำไม่ทัน จนทุกวันนี้ต้องไปจ้างโรงงานอื่นให้ช่วย” ความรู้สึกของพ่อแม่ น้องมิ้ม น้องหม่อน

          “ทุกวันนี้ ครอบครัวเรามีความสุขมาก พอย้อนนึกถึงเมื่ อก่ อนที่ เรายังจนเพราะเราไม่ มีสมบัติ ไม่ มีมรดก ไม่ มีกิจการจากพ่ อแม่ เป็นเพียงลูกจ้างกินเงินเดือน แม้อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเราบุญไม่ถึง กิจการจึงล้มแล้วล้มอีก แต่ปัจจุบันเรามีมากกว่าที่เราคาดหวัง คือ มีถึง 5 โรงงาน นึกแล้วยังปลื้ม รู้สึกคิดไม่ผิดที่เราตัดสินใจเป็นประธานกฐิน M แรก เพราะนับจากนั้นชีวิตก็พลิกมาโดยตลอด จนเราเองก็ไม่อยากเชื่อ” 10 ภายในไม่กี่ปี..มีตั้ง 5 โรงงาน 11

 

ความรู้สึกของลูก ๆ

          “มิ้มกับหม่อนไม่ใช่คนเก่ง แถมเป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์อะไรมาจากไหน จึงเชื่อมั่นว่า บุญมีจริง และบุญเท่ านั้นที่ ทำให้มิ้มมายืนอยู่ ตรงนี้ได้ เพราะบุญ คือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุขความสำเร็จในชีวิตมนุษย์ มีแต่ คนแปลกใจที่ เห็นมิ้มมาทำงานโรงงานได้ดีถึงขนาดนี้ ซึ่งถ้าไม่ใช่ เป็นเพราะครอบครัวเราไปวัดและทำบุญอย่างสุดกำลัง มิ้มก็คงจะเป็นเหมือนนักศึกษาจบใหม่หลาย ๆ คน ที่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อาจจะตกงานหรือได้งานที่ เลือกไม่ ได้ ได้เงินเดือนแค่ หลักหมื่น แต่เพราะบุญแท้ ๆ ทำให้แม้ไม่มีประสบการณ์การทำงาน ไม่มีความรู้โดยตรง ก็สามารถสืบทอดกิจการโรงงานและบริหารงานได้เดือนละหลายล้านบาท อีกทั้งยังขยายโรงงานได้เพิ่มอีก 3 โรงงานภายในปีเดียว ในเจนเนอเรชั่นเน็กซ์อย่างมิ้มและหม่อน หากไม่เรียกว่าบุญ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ณ วันนี้ มิ้มกับหม่อนภูมิใจที่สุด ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของคุณพ่ อคุณแม่ เพราะถ้ามิ้มไปเกิดเป็นลูกคนรวยคนอื่นที่ไม่เข้าวัด มิ้มก็อาจจะรวย แต่ไม่เข้าใจวิถีการดำเนินชีวิต อาจใช้เงินลงทุนในธุรกิจอบายมุขหรืออาจจะรักษาสมบัติที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ไม่ได้ อีกทั้งยังไม่ได้ฝึกฝนตัวเอง จนมีความสามารถมารองรับงานได้ดีถึงขนาดนี้ เพราะตลอดเวลามิ้มรู้ตัวดีว่า มิ้มไม่ได้เป็นคนเก่งที่สุด ไม่ได้ฉลาดที่สุด แต่มิ้มได้โอกาสในการออกแบบชีวิตเพื่ อให้ได้สิ่ งที่ ดีที่ สุด เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งหมดนี้ได้มาเพราะการที่ คุณพ่อคุณแม่ พาไปวัดตั้งแต่ เล็ก สอนมิ้มเรื่องการทำบุญ ให้มิ้มฝึกสมาธิ และทำกิจกรรมเยาวชนกับทางวัด อีกทั้งยังปลูกฝังลูก ๆ ว่า ต้องสั่งสมบุญทุกบุญอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทุกปีเราต้องเป็นประธานกองทอดกฐิน เพราะบุญนี้เป็นบุญที่มีอานิสงส์มาก ที่ทำให้เรามีวันนี้ดังนั้น มิ้มกับหม่อนจึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านให้มาร่ วมเป็นประธานทอดกฐินกันเถิดค่ะ เพราะครอบครัวเราพิสูจน์แล้วว่า บุญกฐินเป็นบุญที่พลิกชีวิตและพลิกวิกฤตได้จริงๆ...”