๕๐ปีหลังจากนั้น...
ดาวอังคารเริ่มอุ่นขึ้น
อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากลบแปดสิบกว่ามาอยู่ที่ระดับ ศูนย์องศาเซลเซียส
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนและน้ำค่อย ๆ ซึมเล็ดลอด ออกมาจากเปลือกดาว
บรรยากาศเริ่มหนาแน่น ปุยเมฆขาวก่อตัว ท้องฟ้าจะเริ่ม เปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีฟ้า
และแล้วเมื่อถึงราวกลางศตวรรษหน้า ดาวอังคารก็ จะกลายเป็นอาณานิคมแห่งใหม่ของมนุษยชาติที่จอแจไปด้วยผู้คนจากต่างดาว
(ดาวโลก) เมืองไบโอสเฟียร์ใหญ่น้อยจะทยอยผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว รถบรรทุกและรถเก๋งชนิดปรับ
แรงดันอากาศจะออกมาวิ่งกันขวักไขว่ แล้วสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ยินข่าวการจราจรติดขัด
บนดาวอังคาร
ที่โม้..เอ้ย! ที่เขียนมาให้อ่านนี่
ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์หรือเรื่องเพ้อฝันนะครับ แต่เป็นโครงการจริงที่องค์การนาซาของสหรัฐอเมริกาเขาวางแผนล่วงหน้าเอาไว้แล้วถึง
๒๐๐ ปี โดยใช้ชื่อโครงการว่า เทอราฟอร์เมชัน หรือโครงการสร้างอาณานิคมใหม่บนดาวอังคาร
แม้จะ ต้องทุ่มเม็ดเงินมหาศาล แต่เขาก็คาดกันว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะมหาศาลยิ่งกว่า
น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะครับ
ความคิดฝันของคนเรานี่ เรียกได้ว่าเกินจิ้นแท้ ๆ เลยเชียว มีอีกเรื่องนึงครับ
เกินจิ้นกว่านั้นอีก!!...
พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่าพระอัครสาวกชื่อ
อภิภู ของพระสิขีพุทธเจ้าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถเปล่งวาจาให้สัตว์ที่อยู่ไกลออกไปถึงหนึ่งล้านจักรวาลได้ยินเสียงได้
แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะทรงสามารถตรัสให้สัตว์ในจักรวาลอื่นได้ยินพระสุรเสียงได้เท่าไร
ดูก่อนอานนท์ เธออย่านำฝุ่นเพียงปลายเล็บมือมาเทียบกับฝุ่นในจักรวาลเลย
เพราะวิสัย ของพระสาวกเป็นอย่างหนึ่ง วิสัยของพระพุทธเจ้าก็อีกอย่างหนึ่ง
พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่า...
แม้ครั้งที่สอง (โปรดตอบคำถามของข้าพระองค์ด้วย) ดูก่อนอานนท์
เธออย่านำแสงหิ่งห้อยมาเทียบกับแสงอาทิตย์ อย่านำนกนางแอ่นมาเทียบกับ
พญาครุฑ อย่านำปีศาจคลุกฝุ่นมาเทียบกับท้าวสักกเทวราชเลย เพราะวิสัยของพระสาวกเป็นอย่างหนึ่ง
วิสัยของพระพุทธเจ้าก็อีกอย่างหนึ่ง พระอภิภูนั้นเป็นสาวก ส่วนพระตถาคตทั้งหลายใครจะเปรียบประมาณไม่ได้
พระพุทธเจ้าข้า ...
แม้ครั้งที่สาม (ได้โปรดเถิด..)
อานนท์ เมื่อตถาคตมีความจำนง
จะพูดให้สัตว์ตลอดทั่วแสนโกฏิ จักรวาลได้ยินเสียง หรือจะให้ไกลกว่านั้นก็สามารถทำได้
โอ้โฮ...ไม่ธรรมดานะครับนี่
แค่เราตะโกนเรียกน้อง ๆ พี่ ๆ จากหน้าสภาฯ ไปท้ายสภาฯ ก็ต้องตะเบ็งเสียงกันจนลิ้นไก่กระพือแล้วกระพืออีก
แล้วนี่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสให้คนที่อยู่ในจักรวาลอื่นได้ยินได้ยังไง
น่าสงสัยมั๊ยครับ?.. ถ้าคุณสงสัย พระอานนท์ท่านก็สงสัยเช่นกัน
ด้วยวิธีการอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า
ตถาคตอยู่ในที่นี้
แผ่รัศมีไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล พอสัตว์ทั้งหลายเห็นแสงสว่าง ตถาคตก็เปล่งเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน
ด้วยวิธีอย่างนี้แลอานนท์
...นี่แหละครับที่เขาว่ากันว่า
พุทธวิสัย นั้นเป็นอจินไตย คือเป็นสิ่งที่เกินจินตนาการ ไม่อาจประมาณได้ด้วยวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์หรือคาดเดาด้วยวิธีใด ๆ พวกฝรั่งเขาจะไปดวงจันทร์
ดาวอังคารหรือดาวอะไร เขาก็ต้องใช้งบใช้เงินมหาศาล ลองถูกลองผิดเสี่ยงตายกันครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือไม่ต้องเสี่ยงแต่อย่างใดเลย
เพียงตั้งใจสั่งสมบุญบารมีเรื่อยไป เมื่อใดบุญเต็มเปี่ยมเมื่อนั้นทุกสิ่งก็ตกเป็นรอง
คำว่า เป็นไปไม่ได้ จะหมดไป คำว่า อจินไตย จะบังเกิดขึ้นมาแทน
แล้วทุกสิ่งก็จะเป็นไปดังใจปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งบุญ
ดังถ้อยวลีอมตะที่ว่า
ล้านจินตนาการก็มิอาจสู้หนึ่งบุญบันดาล เราเป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ต้องหมั่นสร้างบุญบารมีตามอย่างท่านนะครับ
แล้ววันหนึ่งเราจะได้ไปเก็บหินเก็บทรายจากนอกจักรวาล มาประมูลขายทำบุญกฐินพระราชฯ
ด้วยกัน..โฮะ ๆ ๆ ๆ (๒M.. ๒M.. ๒M..)
เอาว่า.. ฉบับหน้าเรายังคงนัดพบกันที่ดาวอังคารเหมือนเดิมไปก่อนละกันนะคร๊าบ..