เปิดตู้พระไตรปิฏก  โดยใจฟ้า

 

 พ.ศ. ๒๕๖๓...

      “ฮูสตั้นวอสอง ฮูสตั้นวอสอง”
      “ส..ส..สอง โอ! พระเจ้า!! ผมไม่อยากเชื่อเลย.. ค..คุ..คุณไปถึงที่นั่นแล้วจริง ๆ รึ.. หรือว่าผมกำลังฝันไป”
      “ใช่ มันน่าอัศจรรย์จริง ๆ ต้องขอบคุณเครื่องยนต์อันทรงพลังของยานมาร์สไพโอเนียที่ทำให้ผมมาอยู่ ณ บริเวณ ‘อาเรสวัลลิส’ บนดาวอังคารตามแผนการที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว”
      “ดีมากเลยจอร์จ อย่างนั้นคุณควรจะเริ่มภารกิจแรกของเราได้เลยนะ นั่นคือคุณจะต้องสำรวจการกระจายรังสีของดวงอาทิตย์ และวิเคราะห์บรรยากาศ รวมทั้งองค์ประกอบของผิวดินบนดาวดวงนั้นอย่างละเอียด...”
      “ได้ครับพี่”
      “แล้วก็..เอ้อ ไหน ๆ ก็ต้องวิเคราะห์เรื่องดินอยู่แล้ว อย่างงั้นคุณช่วยเจาะลึกลงไปอีกสักหน่อย เก็บข้อมูลถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเมืองไบโอสเฟียร์ในอนาคตไปด้วยซะเลยจะดีมั๊ย?”
      “ดีครับท่าน”       “และอย่าลืมภารกิจหลักของเรานั่นคือทีมงานชุดบุกเบิกของคุณจะต้องทำการปลูกพืชทดลองให้มีสีเขียวบนดาวเคราะห์สีแดง ดวงนั้นให้ได้ภายในระยะเวลาสิบปีเท่านั้น คุณคิดว่าจะทันไหม?”
      “ทันครับผม”
      “ดีมาก ๆ แล้วขากลับอย่าลืมเก็บฝุ่นสีแดงมาฝากซักถุงด้วยล่ะ เอาไปประมูลขาย เดี๋ยวจะได้รวยกันยกใหญ่.. โฮะ ๆ ๆ”
      “เหมาะสมครับบอส..โฮะ ๆ ๆ”

พ.ศ. ๒๕๗๓...

      “ฮูสตั้น ๆ วอสอง”
      “สอง! ว่าไง”       “เราพบคาร์บอนไดออกไซด์แข็งและแร่กำมะถันเป็นจำนวนมากตามที่คุณจอร์จและทีมบุกเบิกชุดแรกได้ระบุไว้แล้วครับ”       “วิเศษมาก!..แล้วพบหินคาร์บอเนตกับแร่เหล็กออกไซด์ด้วยมั๊ย?”
      “เยสเซ่อร์”
      “เลอเลิศ! อย่างงั้นคุณเริ่มผลิตก๊าซเรือนกระจกป้องกันไม่ให้ความร้อนกระจายหนี และผลิตโอโซนเทียมป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลต จากดวงอาทิตย์ให้ปกคลุมทั่วทั้งดาวได้เลยนะ”
      “เย่..ห์”

      “เอ้อ.. แล้วก็ช่วยเก็บหินดาวอังคารมาฝากซักสองสามก้อนด้วยสินะ เอาไปประมูลขาย จะได้รวยกันใหญ่ละคราวนี้.. โฮะ ๆ”
      “O.K. เดี๋ยวเอาไปฝากยี่สิบก้อนเลย หารสองนะ..โฮะ ๆ”

๕๐ปีหลังจากนั้น...
       ดาวอังคารเริ่มอุ่นขึ้น อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากลบแปดสิบกว่ามาอยู่ที่ระดับ ศูนย์องศาเซลเซียส ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนและน้ำค่อย ๆ ซึมเล็ดลอด ออกมาจากเปลือกดาว บรรยากาศเริ่มหนาแน่น ปุยเมฆขาวก่อตัว ท้องฟ้าจะเริ่ม เปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีฟ้า และแล้วเมื่อถึงราวกลางศตวรรษหน้า ดาวอังคารก็ จะกลายเป็นอาณานิคมแห่งใหม่ของมนุษยชาติที่จอแจไปด้วยผู้คนจากต่างดาว (ดาวโลก) เมืองไบโอสเฟียร์ใหญ่น้อยจะทยอยผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ธุรกิจ อุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว รถบรรทุกและรถเก๋งชนิดปรับ แรงดันอากาศจะออกมาวิ่งกันขวักไขว่ แล้วสักวันหนึ่งเราอาจจะได้ยินข่าวการจราจรติดขัด บนดาวอังคาร
       ที่โม้..เอ้ย! ที่เขียนมาให้อ่านนี่ ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์หรือเรื่องเพ้อฝันนะครับ แต่เป็นโครงการจริงที่องค์การนาซาของสหรัฐอเมริกาเขาวางแผนล่วงหน้าเอาไว้แล้วถึง ๒๐๐ ปี โดยใช้ชื่อโครงการว่า “เทอราฟอร์เมชัน” หรือโครงการสร้างอาณานิคมใหม่บนดาวอังคาร แม้จะ ต้องทุ่มเม็ดเงินมหาศาล แต่เขาก็คาดกันว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะมหาศาลยิ่งกว่า        น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะครับ ความคิดฝันของคนเรานี่ เรียกได้ว่าเกินจิ้นแท้ ๆ เลยเชียว มีอีกเรื่องนึงครับ
       เกินจิ้นกว่านั้นอีก!!...

       “พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่าพระอัครสาวกชื่อ ‘อภิภู’ ของพระสิขีพุทธเจ้าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก สามารถเปล่งวาจาให้สัตว์ที่อยู่ไกลออกไปถึงหนึ่งล้านจักรวาลได้ยินเสียงได้ แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะทรงสามารถตรัสให้สัตว์ในจักรวาลอื่นได้ยินพระสุรเสียงได้เท่าไร”
       “ดูก่อนอานนท์ เธออย่านำฝุ่นเพียงปลายเล็บมือมาเทียบกับฝุ่นในจักรวาลเลย เพราะวิสัย ของพระสาวกเป็นอย่างหนึ่ง วิสัยของพระพุทธเจ้าก็อีกอย่างหนึ่ง”
       “พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่า...” แม้ครั้งที่สอง (โปรดตอบคำถามของข้าพระองค์ด้วย)        “ดูก่อนอานนท์ เธออย่านำแสงหิ่งห้อยมาเทียบกับแสงอาทิตย์ อย่านำนกนางแอ่นมาเทียบกับ พญาครุฑ อย่านำปีศาจคลุกฝุ่นมาเทียบกับท้าวสักกเทวราชเลย เพราะวิสัยของพระสาวกเป็นอย่างหนึ่ง วิสัยของพระพุทธเจ้าก็อีกอย่างหนึ่ง พระอภิภูนั้นเป็นสาวก ส่วนพระตถาคตทั้งหลายใครจะเปรียบประมาณไม่ได้”
       “พระพุทธเจ้าข้า ...” แม้ครั้งที่สาม (ได้โปรดเถิด..)
       “อานนท์ เมื่อตถาคตมีความจำนง จะพูดให้สัตว์ตลอดทั่วแสนโกฏิ จักรวาลได้ยินเสียง หรือจะให้ไกลกว่านั้นก็สามารถทำได้”
       โอ้โฮ...ไม่ธรรมดานะครับนี่ แค่เราตะโกนเรียกน้อง ๆ พี่ ๆ จากหน้าสภาฯ ไปท้ายสภาฯ ก็ต้องตะเบ็งเสียงกันจนลิ้นไก่กระพือแล้วกระพืออีก แล้วนี่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสให้คนที่อยู่ในจักรวาลอื่นได้ยินได้ยังไง น่าสงสัยมั๊ยครับ?.. ถ้าคุณสงสัย พระอานนท์ท่านก็สงสัยเช่นกัน “ด้วยวิธีการอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
       “ตถาคตอยู่ในที่นี้ แผ่รัศมีไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล พอสัตว์ทั้งหลายเห็นแสงสว่าง ตถาคตก็เปล่งเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน ด้วยวิธีอย่างนี้แลอานนท์”
       ...นี่แหละครับที่เขาว่ากันว่า ‘พุทธวิสัย’ นั้นเป็นอจินไตย คือเป็นสิ่งที่เกินจินตนาการ ไม่อาจประมาณได้ด้วยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์หรือคาดเดาด้วยวิธีใด ๆ พวกฝรั่งเขาจะไปดวงจันทร์ ดาวอังคารหรือดาวอะไร เขาก็ต้องใช้งบใช้เงินมหาศาล ลองถูกลองผิดเสี่ยงตายกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณหรือไม่ต้องเสี่ยงแต่อย่างใดเลย เพียงตั้งใจสั่งสมบุญบารมีเรื่อยไป เมื่อใดบุญเต็มเปี่ยมเมื่อนั้นทุกสิ่งก็ตกเป็นรอง คำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ จะหมดไป คำว่า ‘อจินไตย’ จะบังเกิดขึ้นมาแทน แล้วทุกสิ่งก็จะเป็นไปดังใจปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งบุญ
       ดังถ้อยวลีอมตะที่ว่า ‘ล้านจินตนาการก็มิอาจสู้หนึ่งบุญบันดาล’        เราเป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ต้องหมั่นสร้างบุญบารมีตามอย่างท่านนะครับ แล้ววันหนึ่งเราจะได้ไปเก็บหินเก็บทรายจากนอกจักรวาล มาประมูลขายทำบุญกฐินพระราชฯ ด้วยกัน..โฮะ ๆ ๆ ๆ (๒M.. ๒M.. ๒M..)
        เอาว่า.. ฉบับหน้าเรายังคงนัดพบกันที่ดาวอังคารเหมือนเดิมไปก่อนละกันนะคร๊าบ..