ตอน "Smile รอยยิ้มเปิดโลก"  


ครั้งหนึ่ง
… คุณพ่อของพี่ท่านย้ายไปรับราชการที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม พี่ก็ได้มาเรียนชั้นประถมปลายที่โรงเรียนเรณูวิทยาคาร ในอำเภอนี้เค้าจะสอนเด็ก ๆ ตั้งแต่อนุบาลเลยให้ฟ้อนภูไทเป็น พี่จึงได้ฝึกการฟ้อนภูไทไปด้วย ตอนนั้นพี่สังเกตว่า อาจารย์ผู้สอนเน้นว่าจะต้อง "ยิ้ม" ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มจนจบการแสดง ซึ่งทำให้พี่งงว่าจำเป็นด้วยหรือว่าต้องยิ้ม ซึ่งอาจารย์ก็เน้นจริง ๆ ใครที่ยิ้มได้ตลอดเวลา ท่านจะคัดให้คนนั้นเป็นจุดเด่นของการแสดง โดยที่ไม่จำเป็นว่า คนนี้รำสวย หรือหน้าตาดี เล่นเอาตัวพี่และเพื่อน ๆ ก็งงไปตาม ๆ กัน
     พี่มาเข้าใจเอาก็ตอนที่โตขึ้น พอย้อนกลับไปดูการฟ้อนภูไทใหม่ ก็ร้องอ้อ…ในใจ เพราะคนที่รำไปยิ้มไป ดูแล้วก็สดชื่น ผู้ชมไม่รู้หรอกว่าใครรำผิดรำถูก แต่สิ่งที่สื่อกับผู้ที่มาชมได้คือรอยยิ้ม สายตาของผู้ชมโดยส่วนใหญ่ จะมองไปที่ผู้แสดงที่ยิ้มอย่างสดชื่นตลอดเวลา ซึ่งทำให้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนานเบิกบานและมิตรไมตรีเกิดขึ้น และนี่เองคือเสน่ห์ของที่นี่
     มีเพลงที่เค้าแต่งขึ้นอย่างไพเราะในสมัยนั้น … เรณูนคร ถิ่นนี้ช่างมีมนต์ขลัง… คำว่า "มนต์ขลัง" ในที่นี้ พี่เข้าใจแล้วว่าคือรอยยิ้มอันอบอุ่น การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเป็นมิตร ตอนที่พี่อยู่ที่นั่น เวลามีนักท่องเที่ยวไปเยือน เค้าจะแสดงภูไทต้อนรับ และต่อด้วยพิธีผูกเสี่ยง (พิธีผูกด้ายสายสิญจ์สีขาวที่ข้อมือ แล้วพูดคุยกันว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันนะ ยินดีที่ได้รู้จัก) ความอบอุ่นและประทับใจเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ บางคณะทัวร์มากันทุกปีเพราะความซาบซึ้งในการต้อนรับฉันมิตรของที่นี่
     ตอนนั้นพี่ก็ต้องไปฟ้อนภูไทกับเพื่อน ๆ บ่อยเหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้คนในอำเภอนี้ พี่สังเกตดูเค้าไม่บ่นกันเลยค่ะ กลับดีใจและยินดีกันถ้วนหน้า ส่วนใหญ่คณะทัวร์จะมาทอดกฐิน-ผ้าป่า ตามวัดต่าง ๆ ในอำเภอนี้และอำเภอใกล้เคียง ทุกคนจึงรู้สึกว่า มาทำหน้าที่เพื่อจะได้บุญได้กุศลไปด้วย พี่เห็นสีหน้าของแต่ละคนทำหน้าที่อย่างแช่มชื่น คณะทัวร์ก็เบิกบาน มีรอยยิ้ม ชีวิตชีวา
     ทุกวันนี้ พอพี่กลับไปเยี่ยมครูบาอาจารย์และเพื่อน ๆ ที่นั่น ก็จะรู้สึกว่า ทุกคนยังให้การต้อนรับที่อบอุ่นอยู่เช่นเคย พี่เคยพาเพื่อนที่เรียนมัธยม (ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น) ไปรู้จักกับเพื่อน ๆ ที่เรณูนคร ปรากฏว่า เพื่อนจากขอนแก่นที่ไปด้วย กลับมาเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ประทับใจมาก พร้อมชูสายสิญจ์ให้อาจารย์ดู โชว์ไปทั้งโรงเรียน กว่าจะเอาสายสิญจน์ออกจากข้อมือก็หลายวันทีเดียว
     เวลาผ่านไปสิบกว่าปี บ้านเมืองที่นั่นเจริญเติบโตขึ้นอย่างงดงามด้วยประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม วัดวาอารามก็ใหญ่โตสะอาดสะอ่าน ดูมีมนต์ขลังอันศักดิ์สิทธิ์ เศรษฐกิจก็ดี การฟ้อนภูไทและพิธีผูกเสี่ยงก็ยังรักษาไว้เป็นเอกลักษณ์ บ้านของอาจารย์ผู้สอนฟ้อนภูไทก็พัฒนาเป็นบ้านทรงไทยโบราณ เปิดสอนเป็นกิจลักษณะ ลูก ๆ ของอาจารย์เองก็มาฟ้อนภูไทกันด้วย ล่าสุดมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง (สิบห้าค่ำ เดือนสิบ) ที่เกี่ยวกับพญานาคในลำน้ำโขง ภาพการฟ้อนภูไทและประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและท่วมท้นจากชาวไทยทั้งประเทศ
      เห็นมั้ยคะน้อง ๆ ว่ารอยยิ้มสำคัญไฉน สำคัญมาก ๆ เลยนะคะ พี่รู้สึกว่าที่เรณูนครนี้ เจริญเติบโตมาได้เพราะรอยยิ้มมิตรไมตรีอันอบอุ่น เค้ารักในการต้อนรับปฏิสันถารกันมาก ๆ เลย ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ จนถึงผู้ใหญ่มีอายุมาก ๆ แล้ว (ในพิธีผูกเสี่ยง ผู้ใหญ่ในอำเภอจะมาช่วยผูกสายสิญจน์ข้อมือให้) กิจกรรมเหล่านี้ ทำให้ที่นี่มีความสมัครสมานสามัคคีกันโดยอัตโนมัติ จะทำอะไรก็ช่วยเหลือกัน รู้จักกันทั้งอำเภอ ใครถามหาใครเป็นอันว่ารู้ประวัติกันไปหมด อย่างในครอบครัวพี่ไปอยู่ที่นั่นประมาณ ๔ ปี ปัจจุบันทั้งอำเภอเค้าก็ยังจำได้ ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยคะ เพื่อนพี่ได้ไปพิสูจน์มาแล้ว เค้าไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดว่า จะได้เจออะไรขนาดนี้ (ปัจจุบันเค้าก็ยังพูดถึงอยู่เลยว่า ต้องกลับไปที่นั่นอีก…เรณูนคร ช่างมีมนต์ขลังจริง ๆ)
     น้อง ๆ จะเห็นได้ว่า ความเป็นสิริมงคลของรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่น มีอิทธิพลต่อความเจริญรุ่งเรืองของสิ่งแวดล้อมสังคมที่เราอยู่อาศัยมากมายเพียงใด พี่เคยได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ครูไม่ใหญ่ของเรา ท่านเล่าให้ฟังว่า มีบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ทำท่าว่าจะเจง เค้าก็จ้างให้มืออาชีพมาสำรวจ ปรากฏว่ามืออาชีพก็เจ๋งจริง ๆ เค้าหาสาเหตุพบคือ พนักงานในบริษัทไม่มีใครยิ้มเลย ตั้งแต่ยามรักษาการณ์ พนักงาน จนถึงผู้บริหารระดับบนสุด ถ้าจะแก้ไขคือทุกคนต้องฝึกยิ้ม ปรากฏว่าเจ้าของบริษัทเชื่อและทำตามคำแนะนำ มีครูมาฝึกให้ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติและน่าประทับใจ ปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์เกิดขึ้นคือ บริษัทนี้เริ่มมีรายรับที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ล้มละลายแล้ว แต่กลับเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงในอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว
     เห็นแล้วใช่มั้ยคะ ความสำคัญของรอยยิ้มมีมากมายขนาดไหน ก็ถึงขั้นที่ว่าเป็นข้อหนึ่งในการบ้านสิบข้อของครูไม่ใหญ่ของเรา ที่ท่านให้สร้างบรรยากาศด้วยรอยยิ้มและปิยวาจาในทุก ๆ วัน พอทบทวนการบ้านในตอนเข้าเรียนหมดทั้งสิบข้อเสร็จปุ๊บ ท่านก็จะยิงคำถามทันทีเลยว่า "ยิ้มรึยังจ๊ะ" ลูก ๆ ก็จะตอบว่า "ยิ้มแล้วครับ/ค่ะ" ดูสิคะ การบ้านตั้งสิบข้อ แต?ท่านย้ำข้อนี้เป็นพิเศษในทุก ๆ วัน ฉะนั้นนะคะ ถ้าเราจะขยายสันติสุขไปทั่วโลกด้วยการให้ทุกคนเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ให้เร็ว ๆ ไว ๆ เราต้องไม่ลืมยิ้มและปิยวาจานะคะขอเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ อาสาสมัครด้วยรอยยิ้มอันเป็นนิรันดร์ของพี่กุญแจวิเศษคนนี้นะคะ

โดย
กุญแจวิเศษ