หน้าแรก เวลาธรรมกาย ธรรมะประจำวัน วารสาร สื่อธรรมะ ข่าวและกิจกรรม ปกิณกะ
วัฒนธรรมชาวพุทธ about us จุดออกรถมาวัด บทเพลงธรรมะ ดาวน์โหลด
   ที่มาของวัฒนธรรมชาวพุทธ

  งานของชีวิต


          มนุษย์มีงานสำคัญที่ต้องทำให้ครบถ้วน ๓ งาน คือ

  1. งานอาชีพ ทำเพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ เครื่องอุปโภคบริโถคมาเลี้ยงชีพในเส้นทางการสร้างบารมี งานอาชีพจะอยู่
    ในรูปของงานรักษาองค์กร เพื่อให้องค์กรพุทธศาสนา(วัดหรือมูลนิธิ) ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เช่น การจัดหา
    ทรัพยากร ดูแลรักษาศาสนสมบัติ
  2. งานพัฒนานิสัย เป็นการศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎก นำคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประพฤติปฎิบัติ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  3. งานพัฒนาจิตใจ หรืองานภาวนา เพื่อรักษาใจให้สงบ ละเอียดสุขุม ใสสว่าง ไ้ด้รู้เห้นชีวิตตามความเป็นจริง
    เมื่อใจได้รับการพัฒนาจะมีศักยภาพในการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

                งานทั้งสามนี้จะต้องทำไปพร้อมๆกันในชีวิตประจำวัน หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งความสมบูรณ์ของชีวิตก็
็    จะขาดหายไป ความมั่นคงในชีวิตก็จะไม่เกิดขึ้น ความหวังที่จะเป็นนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์แบบก็คงจะเป็นไปได้
    โดยยาก
                คนในสังคมส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาส่งเสริมงานอาชีพ ส่วนงานพัฒนานิสัยนั้นให้ความสนใจน้อย ยิ่งงานพัฒนา
    จิตใจด้วยแล้วจะถูกมองข้ามไปเลย จึงเป็นเหตให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีแต่ความรู้ความสามารถแต่ขาด
   คุณธรรม จึงนำความรู้ความสามารถนั้นมาใช้ในทางที่ผิดทำนองคลองธรรม
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตหรือ
    การทำงานก็จะหาทางออก ในทางที่ผิดหลักศีลธรรมขาดความยั้งคิด เพราะใจขาดสมาธิไม่รู้จักความสงบ
   ไม่มีหลักแห่งศีลธรรมมาเป็น เครื่องช่วยในการตัดสินใจ
                แต่หลักการพัฒนาตนเองของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีทั้ง ๓ งานดังกล่าวข้างต้นอย่างครบถ้วน
   โดยมีงานอาชีพหรือกิจวัตรกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ อาศัยร่างกายของมนุษย์และปัจจัย ๔
   รวมถึงสิ่งแวดล้อมทุกอย่างตั้งแต่ผู้คนรอบข้างและสรรพสิ่งต่างๆ เป็นอุปกรณ์ในการฝึก
                ลำดับขั้นในการฝึกพัฒนา คุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวออกไปสู่สิ่งไกลตัว  หรือจากเรื่องง่ายๆไปสู่เรื่องยาก
    ดังจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ด้วยขั้นตอนการฝึกพัฒนาคุณธรรม ๔ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้


บันได ๘ ขั้นในการฝึกพัฒนาคุณธรรม

                   บันไดทั้ง ๘ ขั้นตอนการฝึกพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นในการฝึก
   จากเรื่องหยาบไปสู่เรื่องละเอียด จากเรื่องใหล้ตัวไปสู่เรื่องไกลตัว ส่งผลให้คุณธรรมค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ
   อย่างแน่นแฟ้น จนผู้ฝึกนั้นสมบูรณ์พร้อมทั้งกาย วาจา ใจ (วิชชาและจรณะ)
                   อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคุณธรรมในชีวิตจริงแต่ละขั้น ย่อมมีการแทรกปะปนกันอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
   ตามโอกาส แต่ที่ไม่ควรให้ขาดเลยในทุกขั้นตอนคือ การศึกษาธรรมะทั้งภาคปริยัติ(ทฤษฎี)และปฎิบัติ(ศีล สมาธิ)
   ภาคปริยัติ(ทฤษฎี) ใช้เป็นหลักมาตรฐานในการฝึก ส่วนภาคปฎิบัติให้ในการปรับจิตใจ ปรับความเห็นให้ตรง และ
   ประคับประคองให้บริสุทธ์อยู่เสมอ จนเกิดปัญญาแจ่มแจ้งเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง
                  การพัฒนาคุณธรรมตามบันได ๘ ขั้นนั้นหากสังเกตให้ดีจะพบว่า เป็นการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต
   ประจำวันซึ่งต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว  จึงเป็นเครื่องหล่อหลอมนิสัยใจคอของคนเราให้มีแบบแผนการปฏิบัติตัว 
   จนกลายมาเป็นอุปนิสัยประจำอย่างถาวรไปโดยปริยาย  พุทธศาสนิกชนได้นำคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
   มาหล่อหลอมชีวิตจิตใจของตนเองมายาวนาน  จนกลายเป็นวัฒนธรรม และถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงอนุชน
   รุ่นหลัง  จึงเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า  “วัฒนธรรมชาวพุทธ”
                 วัฒนธรรมชาวพุทธ  จึงเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่เป็นระบบระเบียบ จนสามารถ
   พัฒนานิสัยใจคอของตนเองให้เจริญขึ้นอย่างต่อเนี่อง
                 บทฝึกพัฒนานิสัยของพุทธศาสนิกชน ใช้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา จากพระวินัยปิฎกมาเป็นแม่บท
   โดยที่ปู่ ย่า ตา ทวดของชาวพุทธได้ยินได้ฟังมาจากหลวงปู่  หลวงตาที่เทศน์สอนไว้  แล้วนำมาปฏิบัติให้สอดคล้อง
   กลมกลืนกับวิถีชีวิตของตนเอง  เล่าขานสืบทอดต่อมาสู่ลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่าจวบจนถึงยุคปัจจุบัน  จึงถือได้ว่าเป็น
   วัฒนธรรมที่เก่าแก่ยาวนานหลายพันปี  สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
                 พระวินัยที่พุทธองค์    ทรงบัญญัติขึ้นมานั้นเป็นบทป้องกัน  และขัดเกลากิเลสจากขันธสันดาน  เป็นเสมือน
   เส้นด้ายที่ใช้ร้อยดอกไม้ให้เป็นมาลัย  โดยรวมดอกไม้หลากสีหลากพันธุ์เข้าเป็นหนึ่งเดียวเหนียวแน่นมั่นคง  แม้จะ
   มีกระแสลมมาพัดก็มิอาจทำให้ดอกไม้ที่ร้อยเรียงไว้ดีแล้วนั้นกระจัดกระจายไร้ระเบียบจนหมดคุณค่าไปได้  เปรียบ
   เหมือนผู้คนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ  เมื่อมาอยู่รวมกันจะมีความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบงดงามได้นั้น ต้องอาศัยวินัย
   หรือแบบแผนการปฏิบัติที่เหมือนๆ กัน