มนุษย์มีงานสำคัญที่ต้องทำให้ครบถ้วน ๓ งาน คือ
- งานอาชีพ ทำเพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ เครื่องอุปโภคบริโถคมาเลี้ยงชีพในเส้นทางการสร้างบารมี งานอาชีพจะอยู่
ในรูปของงานรักษาองค์กร เพื่อให้องค์กรพุทธศาสนา(วัดหรือมูลนิธิ) ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เช่น การจัดหา
ทรัพยากร ดูแลรักษาศาสนสมบัติ
- งานพัฒนานิสัย เป็นการศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎก นำคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประพฤติปฎิบัติ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
- งานพัฒนาจิตใจ หรืองานภาวนา เพื่อรักษาใจให้สงบ ละเอียดสุขุม ใสสว่าง ไ้ด้รู้เห้นชีวิตตามความเป็นจริง
เมื่อใจได้รับการพัฒนาจะมีศักยภาพในการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
งานทั้งสามนี้จะต้องทำไปพร้อมๆกันในชีวิตประจำวัน หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งความสมบูรณ์ของชีวิตก็
็ จะขาดหายไป ความมั่นคงในชีวิตก็จะไม่เกิดขึ้น ความหวังที่จะเป็นนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์แบบก็คงจะเป็นไปได้
โดยยาก
คนในสังคมส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาส่งเสริมงานอาชีพ ส่วนงานพัฒนานิสัยนั้นให้ความสนใจน้อย ยิ่งงานพัฒนา
จิตใจด้วยแล้วจะถูกมองข้ามไปเลย จึงเป็นเหตให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีแต่ความรู้ความสามารถแต่ขาด
คุณธรรม จึงนำความรู้ความสามารถนั้นมาใช้ในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตหรือ
การทำงานก็จะหาทางออก ในทางที่ผิดหลักศีลธรรมขาดความยั้งคิด เพราะใจขาดสมาธิไม่รู้จักความสงบ
ไม่มีหลักแห่งศีลธรรมมาเป็น
เครื่องช่วยในการตัดสินใจ
แต่หลักการพัฒนาตนเองของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีทั้ง ๓ งานดังกล่าวข้างต้นอย่างครบถ้วน
โดยมีงานอาชีพหรือกิจวัตรกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ อาศัยร่างกายของมนุษย์และปัจจัย ๔
รวมถึงสิ่งแวดล้อมทุกอย่างตั้งแต่ผู้คนรอบข้างและสรรพสิ่งต่างๆ เป็นอุปกรณ์ในการฝึก
ลำดับขั้นในการฝึกพัฒนา คุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวออกไปสู่สิ่งไกลตัว หรือจากเรื่องง่ายๆไปสู่เรื่องยาก
ดังจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ด้วยขั้นตอนการฝึกพัฒนาคุณธรรม ๔ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

บันได ๘ ขั้นในการฝึกพัฒนาคุณธรรม
บันไดทั้ง ๘ ขั้นตอนการฝึกพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นในการฝึก
จากเรื่องหยาบไปสู่เรื่องละเอียด จากเรื่องใหล้ตัวไปสู่เรื่องไกลตัว ส่งผลให้คุณธรรมค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ
อย่างแน่นแฟ้น จนผู้ฝึกนั้นสมบูรณ์พร้อมทั้งกาย วาจา ใจ (วิชชาและจรณะ)
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคุณธรรมในชีวิตจริงแต่ละขั้น ย่อมมีการแทรกปะปนกันอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
ตามโอกาส แต่ที่ไม่ควรให้ขาดเลยในทุกขั้นตอนคือ การศึกษาธรรมะทั้งภาคปริยัติ(ทฤษฎี)และปฎิบัติ(ศีล สมาธิ)
ภาคปริยัติ(ทฤษฎี) ใช้เป็นหลักมาตรฐานในการฝึก ส่วนภาคปฎิบัติให้ในการปรับจิตใจ ปรับความเห็นให้ตรง และ
ประคับประคองให้บริสุทธ์อยู่เสมอ จนเกิดปัญญาแจ่มแจ้งเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง
การพัฒนาคุณธรรมตามบันได ๘ ขั้นนั้นหากสังเกตให้ดีจะพบว่า เป็นการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต
ประจำวันซึ่งต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นเครื่องหล่อหลอมนิสัยใจคอของคนเราให้มีแบบแผนการปฏิบัติตัว
จนกลายมาเป็นอุปนิสัยประจำอย่างถาวรไปโดยปริยาย พุทธศาสนิกชนได้นำคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาหล่อหลอมชีวิตจิตใจของตนเองมายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรม และถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงอนุชน
รุ่นหลัง จึงเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า วัฒนธรรมชาวพุทธ
วัฒนธรรมชาวพุทธ จึงเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่เป็นระบบระเบียบ จนสามารถ
พัฒนานิสัยใจคอของตนเองให้เจริญขึ้นอย่างต่อเนี่อง
บทฝึกพัฒนานิสัยของพุทธศาสนิกชน ใช้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา จากพระวินัยปิฎกมาเป็นแม่บท
โดยที่ปู่ ย่า ตา ทวดของชาวพุทธได้ยินได้ฟังมาจากหลวงปู่ หลวงตาที่เทศน์สอนไว้ แล้วนำมาปฏิบัติให้สอดคล้อง
กลมกลืนกับวิถีชีวิตของตนเอง เล่าขานสืบทอดต่อมาสู่ลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่าจวบจนถึงยุคปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็น
วัฒนธรรมที่เก่าแก่ยาวนานหลายพันปี สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
พระวินัยที่พุทธองค์ ทรงบัญญัติขึ้นมานั้นเป็นบทป้องกัน และขัดเกลากิเลสจากขันธสันดาน เป็นเสมือน
เส้นด้ายที่ใช้ร้อยดอกไม้ให้เป็นมาลัย โดยรวมดอกไม้หลากสีหลากพันธุ์เข้าเป็นหนึ่งเดียวเหนียวแน่นมั่นคง แม้จะ
มีกระแสลมมาพัดก็มิอาจทำให้ดอกไม้ที่ร้อยเรียงไว้ดีแล้วนั้นกระจัดกระจายไร้ระเบียบจนหมดคุณค่าไปได้ เปรียบ
เหมือนผู้คนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ เมื่อมาอยู่รวมกันจะมีความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบงดงามได้นั้น ต้องอาศัยวินัย
หรือแบบแผนการปฏิบัติที่เหมือนๆ กัน |