หน้าแรก เวลาธรรมกาย ธรรมะประจำวัน วารสาร สื่อธรรมะ ข่าวและกิจกรรม ปกิณกะ
วัฒนธรรมชาวพุทธ about us จุดออกรถมาวัด บทเพลงธรรมะ ดาวน์โหลด

  การดูแลรักษาศาสนสมบัิติและสาธารณสถาน

ศาสนสมบัติ  

  • ศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เป็นต้น
  • ศาสนวัตถุ     เช่น โต๊ะหมู่ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
  • ศาสนธรรม   เช่น หนังสือ พระไตรปิฎก หนังสือธรรมะ
  • ศาสนพิธี       เช่น พิธีเวียนเทียนมาฆบูชา พิธีตักบาตร เป็นต้น
  • ศาสนทายาท เช่นพระพิกษุ สามเนร อุบาสก อุบาสิกา เป็นต้น

สาธารณสถาน

           คือสถานที่ที่คนในสงคมใช้ร่วมกัน ไม่ได้เป้นกรรมสิทธิ์ของคนใดนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น สวนสาธรณะ
    
โรงเรียน   ถนน ฯลฯ คนในสังคมจึงควรช่วยกันดูแลรักษาให้สะอาดและทำนุบำรุงให้มีสภาพดีเสมออีกทั้งต้อง
    ช่วยกันพัฒนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
               ศาสนสมบัติก็เช่นกัน พุทธศาสนิกชนทุกคนถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันจึงต้องช่วยกันดูแลรักษาทำนุบำรุงให้
้  คงอยู่ อีกทั้งยังต้องช่วยกันพัฒนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป แม้ไม่ใช้หน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบโดยตรงก็ตาม   เมื่อความ
  เสียหายจะเกิดชึ้นต่อสาธารณสมบัติหรือศาสนสมบัติ ก็ย่อมเป้นหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันแก้ไข เพราะผลเสียหายที่เกิด
  ย่อมส่งผลกระทบมาถึงทุกคนอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้ วิธีการและขั้นตอนการดูแลรักษา ได้ขยายความไว้แล้วในเรื่อง
  ที่ผ่านมา
              หลักการดูแลรักษาสาธารณสมบัติหรือศาสนสมบัติที่ได้ผลมากที่สุดคือ หมั่นตรวจสอบหรือตรวจตราดุบ่อยๆ
  จะทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเปี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที อีกทั้งยังเห็น
  ถึงช่องทางที่จะพัฒนาให้เจริญรุ่งเรื่องยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย

เหตุแห่งความเสื่อมศรัทธา หรือการล้มละลายของ องค์กร
              หากบุคลากร์ในองค์กรใด ปล่อยปละละเลยวัสดุสิ่งของที่เป็นขององค์กรต่างคนต่างนิ่งดูดาย เพราะเ็ห็้นว่าไม่
  ใ่ช่หน้าที่ที่ตนรับผิดชอบแล้ว ความหายนะล้มมละลายย่อมมาเยือนองค์กรนั้นๆ แต่เหตุสำคัญที่จะทำให้องค์กรล้มละลาย
  พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจาได้ตรัสไว้ใน กุลสูตร อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต สรุปความได้ดังนี้

                                           ๑.  ของหายแล้วไม่หา           
                                           ๒.  ของเสียแล้วไม่ซ่อม
                                           ๓.  ใช้ของไม่รู้จักประมาณ
                                           ๔.  ตั้งคนพาลเป็นหัวหน้า