๑. ไม่ทำเสียงดังรบกวนผู้อื่นขณะอยู่ในห้องนอน (หากนอนร่วมกันกับผู้อื่น) ๒. เมื่อไฟปิดแล้วไม่ควรทำให้มีแสงใด ๆ เกิดขึ้นในห้องนอน เช่น แสงไฟฉาย เป็นต้น ๓. ไม่วางสิ่งของใด ๆ ขวางทางเดินในห้องนอน เพราะอาจเดินสะดุดได้เวลากลางคืน ๔. นอนในที่นอนของตน, ไม่นอนบนที่นอนเดียวกัน ๒ คนขึ้นไป ๕. หันเท้าไปในทางเดียวกันกับเพื่อนร่วมห้อง และไม่หันไปในทางที่มีสิ่งสักการะบูชา ๖. นอนอย่างมีสติ สำรวมกิริยาอาการของร่างกาย
หลายคนมองข้ามความสำคัญในช่วงการตื่นนอน โดยคาดไม่ถึงว่าคุณค่าของช่วงเวลาของ การลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งแรกของวัน อาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการสร้างบารมี ในวัน ๆ นั้นได้เลยทีเดียว หากวันใดเราตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกเบิกบานสดชื่น ความสุขจากความสดชื่นจากใจที่เบิกบาน จะทำให้เราทำอะไรได้สำเร็จอย่างง่ายดาย แต่หากวันใดเราตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหงอยเหงาเศร้าซึม อารมณ์ไม่สดใส จะทำให้เมื่อคิดจะทำอะไร ๆ ก็ดูจะมีอุปสรรคติดขัดไปเสียหมด เพราะความล้มเหลว นั้นเริ่มจากใจที่ขุ่นมัวเป็นเบื้องต้นเสียแล้ว
สิ่งที่ควรทำเมื่อตื่นนอน ๑. ตามเวลาที่กำหนด ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉงทำอารมณ์ให้เบิกบาน สดชื่นแจ่มใส และมีสติ โดยตะแคงด้านขวา ใช้มือขวายันพื้นลุกขึ้นนั่งก่อนแล้วนั่งสมาธิแผ่เมตตาสักครู่หนึ่ง โดยมีลำดับขั้นตอนในการตื่นนอนดังนี้ ๑.๑ นอนตะแคงขวา ถ้านอนในท่าอื่น เช่น นอนหงาย ก็ต้องตะแคงตัวก่อนเหมือนกัน ๑.๒ ใช้ข้อศอกช่วยรับน้ำหนัก ๑.๓ ใช้มือยันกายขึ้น ๑.๔ อยู่ในท่านั่งก่อน ค่อยยืนขึ้น (ดังรูป)
๒. เมื่อลุกนั่งแล้วควรบริหารร่างกาย ยืดเส้น ด้วยท่าคีมคู่ และ คีมเดี่ยว (ดังรูป)