..เราจะเห็นว่า การมาพบกันเพียงครั้งเดียวแล้วเกิดประโยชน์ ถือว่าคุ้มแล้ว การที่พระพุทธองค์มาพบกับนางสุชาดาครั้งนี้ หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ได้ฟังธรรม รู้เรื่องภรรยา ๗ จำพวกแล้ว ทำให้นางได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเกิดประโยชน์อย่างนี้ ถือว่าคุ้มแล้วกับการได้เจอกัน เพราะฉะนั้นเราจะเจอกันกี่ครั้งไม่สำคัญ สำคัญว่าเจอแล้วเกิดประโยชน์หรือไม่
เมื่อพระบรมศาสดาทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงเสด็จกลับสู่วัดพระเชตวัน พระภิกษุสนทนากันว่าน่าอัศจรรย์จริงหนอ พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทแก่นางสุชาดา หญิงสะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพียงครั้งเดียว นางก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว พระท่านก็สงสัยเหมือนกันว่า เอ๊ะ ฟังทีเดียว ทำไมเป็นพระโสดาบัน เราฟังมาก็หลายบทแล้ว ฟังมาหลายครั้ง ทำความเพียรตั้งนานยังไม่ได้สักที สนทนากันคุยกันไป พระบรมศาสดาเสด็จมา ก็ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหรือ” ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด
พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเราก็ได้ประทานโอวาทแก่นางสุชาดาด้วย ประทานโอวาทเพียงครั้งเดียวเช่นกัน” จากนั้นทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าให้ฟัง
เราจะสังเกตได้ว่า ทุกสิ่งมันมีเหตุทั้งนั้น และภาพประวัติชีวิตมันจะเกิดซ้ำ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ เป็นแต่เพียงเปลี่ยนหน้าท่าทาง ฐาดันดร เท่านั้น
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดแล้วในพระครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต พอเจริญวัยขึ้นก็ได้ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักสิลา
เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระโพธิสัตว์ทรงขึ้นครองราชย์แทนแล้วทรงปกครองโดยธรรม การปกครองโดยธรรมสำคัญมาก เพราะจะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขได้ ต้องมีธรรมะตั้งแต่ผู้ปกครองลงเรื่อยมาถึงผู้อยู่ใต้การปกครอง คือ จะต้องประพฤติธรรม เพราะฉะนั้นธรรมะจึงประกันสังคม ส่วนบุญจะประกันชีวิตในสังสารวัฏ จะทำให้เรามีแต่ความสุข และความสำเร็จตลอด ตายแล้วไปสู่คติภพ เพราะฉะนั้นประกันชีวิตที่แท้จริงต้องสร้างบุญ ประกันสังคมที่แท้จริงต้องประพฤติธรรม
พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์นั้นมีนิสัยดุร้าย หยาบช้า ชอบด่าบริภาษบุคคลรอบข้าง พระโพธิสัตว์มีความประสงค์จะกล่าวเตือนสติพระราชมารดา แต่คิดว่าถ้าจะกล่าวตรง ๆ นั้น อาจะเป็นการไม่สมควร คล้าย ๆ กับว่า ฉันเลี้ยงมากับมือ มาสอนอะไรอย่างนี้ พ่อแม่บางคนมักจะคิดอย่างนี้ เราจะหาอุบายสักอย่างเพื่อแนะนำท่าน บางทีถ้าเป็นพ่อแม่บอกตรง ๆ นั้นยาก ต้องอ้อมวกไปวกมาอย่างนี้
วันหนึ่งพระโพธิสัตว์กับพระราชมารดา พร้อมด้วยบริวารได้เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ขณะนั้นนกต้อยตีวิด กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในระหว่างทาง ต้อยตีวิด ต้อยตีวิด เหล่าบริวารของพระโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงพากันปิดหู และกล่าวว่า เจ้านกมีเสียงกระด้างหยาบช้า เจ้าจงหุบปาก อย่าได้ส่งเสียง
เมื่อเดินไปถึงที่ประทับในพระราชอุทยาน ก็มีนกดุเหว่าตัวหนึ่ง เกาะอยู่บนต้นสาละที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง กำลังส่งเสียงร้องอันไพเราะใกล้ที่ประทับของพระโพธิสัตว์ เหล่าบริวารเมื่อได้ยินเสียงนกนั้นต่างก็พากันหลงใหล ชื่นชมยินดี และกล่าวว่า เจ้านกน้อยผู้มีเสียงไพเราะอ่อนหวานนุ่มนวลชวนฟัง เจ้าจงร้องต่อไปเถิด
นกต้อยตีวิดให้หุบปาก นกดุเหว่าบอกให้ร้องต่อไป เสียงเพราะ ๆ ใคร ๆ ก็อยากจะฟังกัน บุคคลเหล่านั้นต่างก็แหงนคอ เงี่ยโสตยืนฟังนกดุเหว่านั้น
เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์ทั้ง ๒ แล้วก็คิดว่า เราจะใช้อุบายนี้เตือนสติพระราชมารดาของเรา พระโพธิสัตว์จึงทูลพระราชมารดาว่า “ข้าแต่พระราชมารดาเหล่าบริวารได้ยินเสียงนกต้อยตีวิดร้องในระหว่างทางต่างก็พูดกันว่า เจ้าอย่าส่งเสียงร้องแล้วก็ปิดหูกัน” เล่าให้แม่ฟังว่าไปเห็นมาอย่างนี้ “ข้าแต่พระราชมารดา นกต้อยตีวิดนั้นถึงแม้จะมีสีสวยสดงดงาม น่าชมก็ตาม แต่เป็นสัตว์ที่มีวาจากระด้างหยาบ ย่อมไม่เป็นที่รักของใคร ๆ เลย”
“ส่วนนกดุเหว่าตัวดำนี้ แม้มีสีไม่สวย มีลายพร้อยแต่ก็เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะมีวาจาอ่อนหวาน ฉะนั้นบุคคลผู้มีวาจาไพเราะ นุ่มนวล อ่อนหวาน พูดด้วยความมีสติเป็นอรรถเป็นธรรม ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย”
เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวจบลง พระราชมารดาก็ทรงได้คิด พอได้คิดก็คิดได้ทันทีเลย ก็เป็นการบอกอ้อม ๆ ตั้งแต่นั้นมา พระราชมารดาก็พูดด้วยวาจาที่ไพเราะ นุ่มนวล พระโพธิสัตว์ทรงกระทำให้พระราชมารดาได้คิด โดยการกล่าวให้ข้อคิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น มันก็ติดข้ามชาติมา จะต้องมาฟังบทเด็ดครั้งหนึ่งแล้วก็ได้คิด เมื่อมาอยู่ในฐานะเป็นภรรยาก็ฟังเรื่องภรรยา ถ้าอยู่ในฐานะพระราชมารดา ก็ต้องฟังเรื่องนก
พระพุทธองค์ทรงประชุมชาดก พระราชมารดาในครั้งนั้นได้มาเป็นนางสุชาดาในบัดนี้ ส่วนพระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็น เราตถาคต