หน้าแรก
 
ตัณฑุลนาฬิชาดก ชาดกว่าด้วยความโลภจัดเห็นแก่ได้ พิมพ์
๕ มกราคม ๒๕๔๗

tantutnalechataka.jpg

.....สถานที่ตรัสชาดก

...เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



.....สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ครั้งนั้น พระทัพพมัลลบุตร ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ และเป็นที่รักของสงฆ์ทั้งหลาย ได้รับหน้าที่เป็นภัตตุเทศก์ คือทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลหอฉันโรงทานทุกๆ วัน

.....ในมหาวิหารนี้ มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งบวชเมื่อแก่ชื่อ อุทายนี เป็นผู้มีนิสัยติดในรสอาหาร และมักจะเอะอะโวยเมื่อได้รับอาหารไม่ถูกปาก ท่านจึงขอเป็นทำหน้าที่ภัตตุเทศก์เอง ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระอุทายีก็แบ่งสรรปันส่วนอาหารสงฆ์ในหอฉันโรงทานตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมแต่อย่างใด ทำความเดือนร้อนให้หมู่สงฆ์ทั้งมหาวิหาร พระภิกษุทั้งหลายจึงขอให้ท่านออกจากหน้าที่นี้ และช่วยกันนำท่านออกจากหอฉันโรงทานไป แต่ท่านก็พยามยามขัดขืน ทำให้เกิดเสียงอึงคะนึงขึ้น

.....พระบรมศาสดาประทับอยู่ด้วยในหอฉันโรงทาน จึงตรัสเรียกพระอานนท์มาซักถาม ทรงทราบโดยตลอดแล้ว จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสนุสติญาณ พระอานนท์จึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงเล่าเรื่องราวแต่หนหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเล่า ตัณฑุลนาฬิชาดก ดังนี้


.....เนื้อหาชาดก

.....
ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ณ นครพาราณสี แคว้นกาสี พระองค์ทรงมีบัณฑิตผู้หนึ่งเป็นเจ้าพนักงานตีราคาพัสดุที่จะซื้อเข้ามาเป็นของหลวง เป็นประเพณีในสมัยนั้นว่า เจ้าพนักงานหากตีราคาสินค้าว่ามีมูลค่าเป็นเท่าใด เจ้าของก็จะได้รับมูลค่าเพียงเท่านั้น จะต่อรองขัดขืนไม่ยอมขายมิได้เป็นอันขาด

.....บัณฑิตผู้นี้ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างยุติธรรมตลอดมา แต่เนื่องจากพระเจ้าพรหมทัตทรงมีอุปนิสัยโลภ มีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนเจ้าพนักงานตีราคาเสียใหม่

.....วันหนึ่ง พระองค์ทรงเห็นชายบ้านนอกมีบุคคลิกเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เหมาะที่จะใช้ให้ตีราคาพัสดุตามพระราชประสงค์ได้ จึงปลดเจ้าพนักงานคนเดิมออกโดยปราศจากความผิด แล้วแต่งตั้งชายผู้นั้นขึ้นมาทำหน้าที่แทน

.....เจ้าพนักงานคนใหม่มีนิสัยเป็นพาลเห็นแก่ได้ เมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว มักตีราคาสินค้าต่ำมาก จึงเป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก ต่อมามีพ่อค้าผู้หนึ่งได้น้ำมาพันธุ์ดี 500 ตัว มาเสนอขาย เพื่อใช้ในราชการสงคราม เจ้าพนักงานตีราคากดราคาม้าทั้ง ๕๐๐ ตัวนั้นให้ต่ำลงอย่างน่าใจหายคือ มีมูลค่าเท่ากับข้าวสารเพียงทะนานเดียว พ่อค้าม้านั้นคาดไม่ถึงว่าจะถูกกดราคาต่ำเช่นนี้ก็ตกใจ แต่ไม่รู้จะทำประการใดเพราะเกรงกลัวพระราชอาญา จึงไปหาเจ้าพนักงานตีราคาคนเดิมเพื่อขอคำแนะนำ

.....พนักงานบัณฑิตจึงแนะอุบายให้พ่อค้าม้ากลับไปหาเจ้าพนักงานตีราคา พร้อมกับให้สินบนเพื่อให้ตอบคำถามของพ่อค้ามาต่อหน้าพระราชาว่า ข้าวสาร ๑ ทะนานเท่ากับนครพาราณสี ซึ่งเจ้าพนักงานตีราคาก็รับปากเพราะได้รับสินบน แล้วจึงนัดวันไปพบพระราชา

.....ครั้นถึงเวลานัดหมาย พ่อค้าม้าก็ขอเข้าเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้วกราบทูลถามว่าม้า ๕๐๐ ตัวมีค่าเท่ากับข้าวสาร ๑ ทะนาน แล้วข้าวสาร ๑ ทะนานมีราคาเท่าไร พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสถามเจ้าพนักงานตีราคาที่ได้รับสินบนไปแล้ว เจ้าพนักงานตีราคาจึงตอบว่า ข้าวสาร ๑ ทะนาน มีค่าเท่ากับนครพาราณสีทั้งภายในและภายนอก

.....อำมาตย์ทั้งหลายในที่นั้นได้ฟังแล้ว จึงตบมือหัวเราะและต่างก็กล่าวคำเย้ยหยัน พระเจ้าพรหมทัตทรงอดสูพระทัยนัก รับสั่งให้ปลดและขับไล่เจ้าพนักงานผู้นั้นออกไปเสียจากพระราชวังทันที แล้วทรงแต่งตั้งบัณฑิตเดิมให้กลับมาเป็นเจ้าพนักงานตีราคาอีกครั้งหนึ่ง ม้าทั้ง ๕๐๐ ตัว ก็ได้รับการตีราคาใหม่อย่างยุติธรรม


.....ประชุมชาดก


ครั้นจบพระธรรมเทศนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า

เจ้าพนักงานตีราคาผู้โลภเห็นแก่ได้             ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอุทายี
เจ้าพนักงานบัณฑิตคนเดิม                                     ได้มาเป็นพระองค์เอง



.....ข้อคิดจากชาดก

.....
๑. ในการทำงาน ให้ถือเอาความถูกต้องตามหลักการประโยชน์ และความเหมาะสมเป็นเกณฑ์ ไม่ถือเอาแต่ความถูกใจมิฉะนั้นจะขาดความยุติธรรม แล้วกฎหมู่จะเหนือกฎหมาย เพราะถึงจะทำดีเพียงใด ก็ย่อมไม่ถูกใจคนพาลเป็นธรรมดา

.....๒. เมื่อจะมอบหมายงานให้ผู้ใด ถ้าใครรับปากง่ายเกินไปอย่าได้ใช้เลย

.....๓. เวลาจะทำงานใหญ่ มีผลประโยชน์มาก ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ มักจะถูกคนพาลโจมตีให้ท้อใจ หนักใจเสมอๆ เพราะไปขัดผลประโยชน์ของเขา ดังนั้น

๑. ผู้ใดจะทำงานใหญ่ จะต้องฝึกใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดินไว้เสียก่อน

๒. ผู้บังคับบัญชา และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ต้องหมั่นให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานด้วย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org