หน้าแรก
 
ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องมิตรแท้ พิมพ์
๖ มกราคม ๒๕๔๗

kampee470107.jpg

...จากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งมิตรแท้ออกเป็น ๔ ประเภท แต่ละประเภทมีพฤติกรรมแห่งความกล้ารับผิดชอบ ๔ ประการ รวมเป็นวินัยในการคบมิตร ๑๖ ประการนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า

.....๑. คนเทียมมิตร ๔ ประเภทนั้นมีลักษณะนิสัยตรงข้ามกับมิตรแท้ ๔ ประเภท ชนิดดำกับขาวทีเดียว กล่าวคือ

๑) คนปอกลอก ตรงกันข้ามกับ มิตรมีอุปการะ

๒) คนดีแต่พูด ตรงกันข้ามกับ มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข

๓) คนช่างประจบ ตรงกันข้ามกับ มิตรแนะนำประโยชน์

๔) คนชักชวนในทางฉิบหาย ตรงกันข้ามกับ มิตรมีความรักใคร่

.....๒. ได้รู้ลักษณะนิสัยของมิตรแท้หรือคนดี ซึ่งจะแสดงพฤติกรรมกล้าหาญให้เห็น ๑๖ ประการ นั่นคือได้เครื่องมือหรือ “ตะแกรงกายสิทธิ์” อีกใบหนึ่ง สำหรับร่อนหาพฤติกรรม ๑๖ ประการของคนดี

.....๓. เราต้องกล้าใช้ตะแกรงกายสิทธิ์ ร่อนดูพฤติกรรมของเราเองเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะใช้ร่อนสำรวจพฤติกรรมของผู้ใกล้ชิดหรือคนอื่น ถ้าพฤติกรรมดีของเราไม่ครบ ๑๖ ประการ ย่อมแสดงว่าเราดีไม่จริง ยังมีลักษณะนิสัยของมิตรแท้ไม่ครบ นั่นคือยังมีลักษณะนิสัยของมิตรเทียมปะปนอยู่ จำเป็นต้องกำจัดออกไป แล้วพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดีขึ้นมาแทนให้ได้โดยเร็ว ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่แพร่ขยายลักษณะนิสัยเลวๆ แบบมิตรเทียมไปสู่ผู้อื่นสิ่งที่ควรแพร่ขยายออกไปก็ต้องเฉพาะนิสัยที่ดีๆ เท่านั้น

.....๔. เราต้องพยายามใช้ “ตะแกรงกายสิทธิ์” ร่อนหาลักษณะนิสัยพฤติกรรมดีๆ ของคนใกล้ตัวคือทิศ ๖ ให้มาก เพื่อถ่ายทอดเอาความดีมาใส่ตัวเราด้วย และไม่ว่าบุคคลใดก็ตาม ถ้าเราพบว่าเขามีพฤติกรรมของมิตรแท้ ก็ควรพยายามเข้าไปคบค้าสมาคมกับเขาอย่างใกล้ชิดด้วยความเคารพ เพื่อจะได้มีโอกาสถ่ายทอดคุณความดีของเขามาสู่ตัวเรา ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

“บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ ประเภท เหล่านี้คือ
มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑
มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑
ว่าเป็นมิตรแท้ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปคบหาโดยเคารพ
เหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น”


.....จากพุทธภาษิตนี้ ย่อมเห็นได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เกียรติมิตรแท้ หรือเพื่อนดีสูงส่งมาก เทียบด้วยมารดาของเรา เพราะมิตรดีเช่นนี้หาได้ยากยิ่งจริงๆ สามารถให้กำเนิดความดีแก่เราได้ หากใครพบแล้วไม่รักษาไว้ให้ดีย่อมเป็นอัปมงคล

.....มีข้อสังเกตว่า ในพุทธภาษิตนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า “บัณฑิต” จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า บัณฑิตคือใคร ?


      ความหมายของคำว่า “บัณฑิต”

.....คำว่า “บัณฑิต” ตามรูปศัพท์แปลว่า ผู้มีปัญญา นักปราชญ์ ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา

.....ในปัจจุบัน ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีกเรียกว่า “บัณฑิต” ดังนั้น เมื่อเอ่ยคำว่าบัณฑิต คนทั่วไปมักจะนึกถึงผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไป

.....ในบางพระสูตพระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า “บัณฑิต” เมื่อหมายถึงคนที่ประพฤติดี เป็นคำตรงข้ามกับคำว่า “พาล” ซึ่งหมายถึง คนที่มีความประพฤติไม่ดีด้วยประการต่างๆ

.....คนที่ประพฤติดีนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร?

.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของบุคคลที่พระองค์ทรงยกย่องไว้หลายแห่ง และทรงสรรเสริญผู้ครองเรือนที่มีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมดังต่อไปนี้ว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด

“…บุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ทารุณ ครั้นแสวงหาได้แล้ว ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ แจกจ่ายกระทำบุญ และเป็นผู้ไม่กำหนัด ไม่หมกหมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภคโภคทรัพย์นั้น นี้เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่สูงสุด…”

.....จากพุทธภาษิตนี้ ย่อมหมายความว่า คนประเสริฐหรือคนดี คือผู้ที่รู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรบุญ อะไรบาป อะไรควร อะไรไม่ควร แล้วดำเนินชีวิตด้วยการเลือกทำแต่สิ่งที่ดี หาเลี้ยงชีพโดยทางที่ถูกต้องชอบธรรม เป็นสัมมาอาชีวะ มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หมั่นสร้างบุญกุศล สิ่งใดเป็นบาปแม้น้อยก็ไม่ยอมแตะต้อง อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า คนดี คือคนที่มีปกติ ๓ ประการ คือ

.....๑) คิดดี คือ ไม่คิดโลภ ไม่คิดพยาบาท มีความเข้าใจถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ คิดออกจากกาม

.....๒) พูดดี คือ ละเว้นมุสาวาท (กรรมกิเลสข้อที่ ๔) ได้เด็ดขาด

.....๓) ทำดี คือ ละกรรมกิเลส ๓ ข้อแรกได้เด็ดขาด หรือรักษาศีล ๓ ข้อแรก ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org