หน้าแรก
 
บทสรุปตะแกรงกายสิทธิ์ร่อนหามิตรแท้ (ตอนจบ) พิมพ์
๒๗ มกราคม ๒๕๔๗

lp460219.jpg

.....๑. สิ่งแวดล้อมที่เป็นบุคคลมีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา

.....๒. หลักในการแยกแยะระหว่างมิตรเทียม – มิตรแท้

.....๓. แหล่งของมิตรเทียม – มิตรแท้ พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเป็นคนเลวครบขั้น หรือดีครบเครื่อง ๑๖ ประการดังกล่าวแล้ว แต่ทว่าปุถุชนทุกๆ คนจะมีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั้งเลวและดีปนกันอยู่ในตัว การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้พฤติกรรมของคนโดยแบ่งออกเป็นมิตรเทียมกับมิตรแท้ ก็เพื่อให้ยึดไว้เป็นมาตรฐาน เพื่อสะดวกและง่ายสำหรับใช้ตรวจสอบ หรือค้าหาคนเลว – คนดี

.....๔. หลักในการพัฒนาลักษณะนิสัยของคนดด้วยการใช้ “ตะแกรงกายสิทธิ์” เป็นเครื่องมือตรวจสอบ เราย่อมพบว่า ตัวเราเอง ผู้ใกล้ชิดเรา ญาติพี่น้องเพื่อนพ้อง ตลอดจนคนที่เราติดต่อคบหาสมาคมด้วย ซึ่งรวมเรียกว่าทิศ ๖ มีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง เมื่อพบแล้ว พึงปฏิบัติดังนี้ คือ

      ๑) รักษาและถ่ายทอดความดีให้แก่กันและกัน คือ เก็บรักษาความดีทั้งหมดของทุกฝ่ายเอาไว้ ไม่ให้ขาดตก บกพร่อง แล้วถ่ายทอดให้กันและกัน

      ๒) กันไม่ให้ความชั่วแพร่กระจายออกไปสู่กันและกัน คือ ป้องกันหรือควบคุมความชั่วที่มีอยู่ใกล้ชิด ระวังไม่ให้แพร่กระจายออก เพื่อรอการกำจัดให้หมดสิ้นซากไปโดยเร็ว
เมื่อปฏิบัติทั้ง ๒ ประการนี้นานๆ ไป ลักษณะนิสัยของคนดีย่อมพัฒนาขึ้นในจิตใจของเราเอง

.....๕. ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน การพัฒนาลักษณะนิสัยของคนดี จะสัมฤทธิผลได้ต่อเมื่อแต่ละคนมีความคิดว่า เราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน หรือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรือง และความเสื่อมของกันและกัน

.....ที่ว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน หมายความว่า เราทุกคนต่างร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกนี้เหมือนๆ กัน ไม่ว่า ยาจก เศรษฐี คนดี คนเลว ไม่มีใครสามารถหลุดออกไปจากโลกนี้ได้เลย ถ้าบังเอิญจะมีนักวิทยาศาสตร์ สามารถสร้างยานพาหนะพาเราออกไปนอกโลก ไม่ว่าจะไปสู่ดวงจันทร์หรือดวงดาวต่างๆ ได้ แต่เราก็ยังหนีไม่พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่นั่นเอง

.....โลกเรานี้ถ้าจะอุปมา ก็เหมือนคุกขนาดมหึมาที่ขังสัตว์โลกทั้งหลายรวมกันไว้ ไม่ว่าใครก็หลุดอกจากคุกนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนในโลกก็คือเพื่อนนักโทษร่วมคุกกันเรานั่นเอง

.....ถ้าคิดได้อย่างนี้ ความคิดที่จะเบียดเบียนกัน แก่งแย่งชิงดีกัน อาฆาตพยาบาทกัน ย่อมจะลดน้อยถอยลง เกิดความคิดดีๆ มีเมตตากรุณาต่อกัน คิดช่วยกันสร้างสังคม และโลกนี้ให้มีความสุขให้น่าอยู่ โดยการกำจัดความคิดร้ายๆ ให้หมดไปจากใจตนเอง แล้วพัฒนาความคิดดีๆ ให้เกิดขึ้นแทน ขณะเดียวกันก็พยายามถ่ายทอดความดีของตนไปสู่ผู้อื่น และรับถ่ายทอดความดีของผู้อื่นมาใส่ตน

.....๖.บัณฑิตประเภทที่ชาติขาดแคลน ดังได้กล่าวแล้วว่า คำว่า “บัณฑิต” ตามความหมายในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงคนดี คือเป็นผู้ที่ละเว้นความชั่วทุกประการอย่างเด็ดขาด อีกทั้งสามารถผูกมิตรไว้ได้รอบด้าน
บัณฑิตจึงเป็นผู้ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมของมนุษยชาติ เพราะมีพลังความดีอย่างมหาศาลอยู่ในตัว ซึ่งพร้อมที่จะใช้ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้ดีตามไปด้วย ประเทศใดที่ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าก็ต้องมุ่งสร้างบัณฑิตประเภทนี้ขึ้นมาให้มาก แทนที่จะผลิตบัณฑิตที่มีแต่ในปริญญาบัตร ที่คอยหาช่องทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ร่ำไป ต้องถือว่าบัณฑิตประเภทเอาเปรียบนี้จิตใจของเขาขาดศักดิ์และสิทธิ์ แห่งความเป็นบัณฑิตที่เป็นมิตรแท้

......ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะต้องช่วยกันสร้างบัณฑิตที่เป็นมิตรแท้ให้เต็มบ้านเเต็มเมือง อย่ามัวไปหลงผลิตบัณฑิตประเภทที่ต้องให้ประเทศมหาอำนาจมาตรวจสอบ เพื่อประเมินคุณภาพอยู่เลย นอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดแล้ว ยังจะพาให้บ้านเมืองล่มสลายไปด้วย

.....๗. สิ่งแวดล้อมที่เป็นคนดี คือแหล่งที่มาของมิตรแท้ ทารกทุกคนเมื่อแรกลืมตาดูโลกนั้น ล้วนแต่ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนกันหมด ครั้นเมื่อเติบโตขึ้น แต่ละคนก็จะมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลที่แวดล้อมเขาหรือบุคคลที่เขาคบหาสมาคมด้วย ซึ่งมีลักษณะนิสัยที่ดีและไม่ดี นั่นคือ ลักษณะนิสัยของมิตรเทียม หรือมิตรแท้ของเรา ย่อมได้มาจากทิศ ๖

.....๘. ผู้ที่มีลักษณะนิสัยของมิตรแท้ ย่อมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เราได้ทราบแล้วว่า “มิตรแท้” ตามนัยทางพระพุทธศาสนานั้น มีชีวิตอยู่เพื่อบำเพ็ยคุณงาม ความดี ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของทั้งตนเอง และเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้น มิตรแท้ย่อมไม่กระทำสิ่งหนึ่งประการใด ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในที่สุด

.....๙. ลักษณะนิสัยของมิตรแท้จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะบุคคลได้รับการฝึกให้มีอริยวินัย ในด้านต่างๆ มาตั้งแต่เยาว์วัย

.....๑๐. อริยวินัยที่สำคัญยิ่งก็คือ อริยวินัยในการแสวงหาและใช้ทรัพย์

 

.....๑. สิ่งแวดล้อมที่เป็นบุคคลมีอิทธิพลเหนือชีวิตเรา

.....๒. หลักในการแยกแยะระหว่างมิตรเทียม – มิตรแท้

.....๓. แหล่งของมิตรเทียม – มิตรแท้ พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเป็นคนเลวครบขั้น หรือดีครบเครื่อง ๑๖ ประการดังกล่าวแล้ว แต่ทว่าปุถุชนทุกๆ คนจะมีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมทั้งเลวและดีปนกันอยู่ในตัว การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้พฤติกรรมของคนโดยแบ่งออกเป็นมิตรเทียมกับมิตรแท้ ก็เพื่อให้ยึดไว้เป็นมาตรฐาน เพื่อสะดวกและง่ายสำหรับใช้ตรวจสอบ หรือค้าหาคนเลว – คนดี

.....๔. หลักในการพัฒนาลักษณะนิสัยของคนดด้วยการใช้ “ตะแกรงกายสิทธิ์” เป็นเครื่องมือตรวจสอบ เราย่อมพบว่า ตัวเราเอง ผู้ใกล้ชิดเรา ญาติพี่น้องเพื่อนพ้อง ตลอดจนคนที่เราติดต่อคบหาสมาคมด้วย ซึ่งรวมเรียกว่าทิศ ๖ มีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง เมื่อพบแล้ว พึงปฏิบัติดังนี้ คือ

      ๑) รักษาและถ่ายทอดความดีให้แก่กันและกัน คือ เก็บรักษาความดีทั้งหมดของทุกฝ่ายเอาไว้ ไม่ให้ขาดตก บกพร่อง แล้วถ่ายทอดให้กันและกัน

      ๒) กันไม่ให้ความชั่วแพร่กระจายออกไปสู่กันและกัน คือ ป้องกันหรือควบคุมความชั่วที่มีอยู่ใกล้ชิด ระวังไม่ให้แพร่กระจายออก เพื่อรอการกำจัดให้หมดสิ้นซากไปโดยเร็ว
เมื่อปฏิบัติทั้ง ๒ ประการนี้นานๆ ไป ลักษณะนิสัยของคนดีย่อมพัฒนาขึ้นในจิตใจของเราเอง

.....๕. ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน การพัฒนาลักษณะนิสัยของคนดี จะสัมฤทธิผลได้ต่อเมื่อแต่ละคนมีความคิดว่า เราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน หรือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรือง และความเสื่อมของกันและกัน

.....ที่ว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกกัน หมายความว่า เราทุกคนต่างร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกนี้เหมือนๆ กัน ไม่ว่า ยาจก เศรษฐี คนดี คนเลว ไม่มีใครสามารถหลุดออกไปจากโลกนี้ได้เลย ถ้าบังเอิญจะมีนักวิทยาศาสตร์ สามารถสร้างยานพาหนะพาเราออกไปนอกโลก ไม่ว่าจะไปสู่ดวงจันทร์หรือดวงดาวต่างๆ ได้ แต่เราก็ยังหนีไม่พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่นั่นเอง

.....โลกเรานี้ถ้าจะอุปมา ก็เหมือนคุกขนาดมหึมาที่ขังสัตว์โลกทั้งหลายรวมกันไว้ ไม่ว่าใครก็หลุดอกจากคุกนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนในโลกก็คือเพื่อนนักโทษร่วมคุกกันเรานั่นเอง

.....ถ้าคิดได้อย่างนี้ ความคิดที่จะเบียดเบียนกัน แก่งแย่งชิงดีกัน อาฆาตพยาบาทกัน ย่อมจะลดน้อยถอยลง เกิดความคิดดีๆ มีเมตตากรุณาต่อกัน คิดช่วยกันสร้างสังคม และโลกนี้ให้มีความสุขให้น่าอยู่ โดยการกำจัดความคิดร้ายๆ ให้หมดไปจากใจตนเอง แล้วพัฒนาความคิดดีๆ ให้เกิดขึ้นแทน ขณะเดียวกันก็พยายามถ่ายทอดความดีของตนไปสู่ผู้อื่น และรับถ่ายทอดความดีของผู้อื่นมาใส่ตน

.....๖.บัณฑิตประเภทที่ชาติขาดแคลน ดังได้กล่าวแล้วว่า คำว่า “บัณฑิต” ตามความหมายในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงคนดี คือเป็นผู้ที่ละเว้นความชั่วทุกประการอย่างเด็ดขาด อีกทั้งสามารถผูกมิตรไว้ได้รอบด้าน
บัณฑิตจึงเป็นผู้ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมของมนุษยชาติ เพราะมีพลังความดีอย่างมหาศาลอยู่ในตัว ซึ่งพร้อมที่จะใช้ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจให้ดีตามไปด้วย ประเทศใดที่ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าก็ต้องมุ่งสร้างบัณฑิตประเภทนี้ขึ้นมาให้มาก แทนที่จะผลิตบัณฑิตที่มีแต่ในปริญญาบัตร ที่คอยหาช่องทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ร่ำไป ต้องถือว่าบัณฑิตประเภทเอาเปรียบนี้จิตใจของเขาขาดศักดิ์และสิทธิ์ แห่งความเป็นบัณฑิตที่เป็นมิตรแท้

......ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะต้องช่วยกันสร้างบัณฑิตที่เป็นมิตรแท้ให้เต็มบ้านเเต็มเมือง อย่ามัวไปหลงผลิตบัณฑิตประเภทที่ต้องให้ประเทศมหาอำนาจมาตรวจสอบ เพื่อประเมินคุณภาพอยู่เลย นอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดแล้ว ยังจะพาให้บ้านเมืองล่มสลายไปด้วย

.....๗. สิ่งแวดล้อมที่เป็นคนดี คือแหล่งที่มาของมิตรแท้ ทารกทุกคนเมื่อแรกลืมตาดูโลกนั้น ล้วนแต่ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนกันหมด ครั้นเมื่อเติบโตขึ้น แต่ละคนก็จะมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลที่แวดล้อมเขาหรือบุคคลที่เขาคบหาสมาคมด้วย ซึ่งมีลักษณะนิสัยที่ดีและไม่ดี นั่นคือ ลักษณะนิสัยของมิตรเทียม หรือมิตรแท้ของเรา ย่อมได้มาจากทิศ ๖

.....๘. ผู้ที่มีลักษณะนิสัยของมิตรแท้ ย่อมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เราได้ทราบแล้วว่า “มิตรแท้” ตามนัยทางพระพุทธศาสนานั้น มีชีวิตอยู่เพื่อบำเพ็ยคุณงาม ความดี ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของทั้งตนเอง และเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้น มิตรแท้ย่อมไม่กระทำสิ่งหนึ่งประการใด ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในที่สุด

.....๙. ลักษณะนิสัยของมิตรแท้จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะบุคคลได้รับการฝึกให้มีอริยวินัย ในด้านต่างๆ มาตั้งแต่เยาว์วัย

.....๑๐. อริยวินัยที่สำคัญยิ่งก็คือ อริยวินัยในการแสวงหาและใช้ทรัพย์

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org