หน้าแรก
 
อปัณณกชาดก ชาดกว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันความผิดพลาด พิมพ์
๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

apunakajataka.gif

.....สถานที่ตรัสชาดก

.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



.....สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....
วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ณ เชตวันมหาวิหารตามปกติ ในวันนั้นมีสหายของท่านเศรษฐีอีก ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นสาวกของ อัญญเดียรถีย์ ตามไปด้วย

.....ครั้นฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว สหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงเลิกนับถือลัทธิอัญญเดียรถีย์ หันมานับถือพระรัตนตรัยแทน ครั้นพระพุทธองค์ไม่อยู่ สาวกเก่าอัญญเดียรถีย์ก็เลิกไปวัด หันกลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์ตามเดิมอีก

.....พอพระบรมศาสดาเสด็จกลับมา อัญญเดียรถีย์ก็ตามอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปวัดอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัส อานิสงส์ ของการบูชา พระรัตนตรัย ว่ามีอานิสงส์มาก ฉะนั้น การที่อัญญเดียรถีย์เป็นคนโลเลกลับกลอก รับไตรสรณคมน์แล้วละทิ้งเสีย ย่อมเป็นความผิดมหันต์ ไม่สมควรอย่างยิ่ง

.....พระพุทธองค์จึงตรัสเล่า อปัณณกชาดก มีความโดยย่อว่า


.....เนื้อหาชาดก

.....
ครั้งหนึ่ง ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี มีพ่อค้าใหญ่ ๒ คน เป็นเพื่อนกัน แต่นิสัยใจคอของพ่อค้าทั้งสองคนนี้ต่างกันมาก พ่อค้าคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ ส่วนพ่อค้าอีกคนหนึ่งเป็นคนมีสติปัญญา อยู่มาคราวหนึ่ง พ่อค้าทั้งสองคนจะเดินทางข้ามทะเลทรายซึ่งกันดารมาก พ่อค้าหูเบาคิดว่าตนควรจะออกเดินทางไปก่อน ด้วยเหตุผลว่า พืชผักผลไม้ก็ยังบริบูรณ์ดี จึงนำบริวารบรรทุกสินค้าไปเต็มที่ จนถึงเขตแดนยักษ์ พวกยักษ์ จำแลงกายเป็นคนนั่งรถเทียมเกวียน สวนทางมา ยักษ์แปลงนั้นแสร้งพูดว่า หนทางที่ผ่านมานั้นฝนตกหนัก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องขนตุ่มน้ำไปให้หนักเปล่า แล้วขับเกวียนผ่านไป

.....พ่อค้าหูเบาเห็นแก่ความสะดวกสบาย สั่งบริวารให้เทน้ำในตุ้มทิ้งเสีย หวังจะได้น้ำบ่อหน้า แต่เดินทางไปตลอดวัน จะหาน้ำสักหยดก็ไม่พบ จึงรู้ว่าถูกหลอกเสียแล้ว ครั้นยกเย็น ก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง กลายเป็นอาหารอันโอชะของยักษ์ในค่ำคืนนั้นเอง

.....ต่อมาพ่อค้าช่างสังเกตก็ออกเดินทางพร้อมด้วยบริวาร จนกระทั่งล่วงเข้าเขตทะเลทราย พ่อค้าจึงให้โอวาทแก่บริวารให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้ทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัด ห้ามรับประทานพืชผักผลไม้ประหลาด ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นการป้องกันไม่ให้หลงกินพันธุ์ไม้มีพิษ ให้ช่วยกันสังเกตความผิดปกติต่างๆรอบตัว

.....ไม่นานก็เจอ ยักษ์กินคนก็แสดงตนเป็นคนขับเกวียนสวนทางมา และทำอุบายเช่นเดิม พ่อค้าช่างสังเกตพอเห็นก็จับพิรุธได้ทันที เพราะบุคคลเหล่านี้มีนัยน์ตาแดง ไม่มีเงาปรากฏ ผิดมนุษย์ จึงรู้ว่าเป็นยักษ์จำแลงมา ไม่เชื่อคำที่ยักษ์หลอกลวง เร่งขับเกวียนไป เย็นวันนั้นเองก็เดินทางไปถึงบริเวณที่กองเกวียนของพ่อค้าหูเบาจอดสงบอยู่ เห็นซากศพมากมาย จึงเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างโดยตลอด

.....รุ่งเช้าก็ออกเดินทางไปยังเมือง ขายสินค้าเหล่านั้นทั้งหมดได้กำไรงาม และกลับสู่เมืองพาราณสีโดย สวัสดิภาพ เขาและบริวารตั้งอยู่ในศีลธรรมตลอดอายุขัย ครั้นละโลกแล้วก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์



.....ประชุมชาดก

พระบรมศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พ่อค้าหูเบา                                                           ได้มาเป็นพระเทวทัต
บริวาร ๕๐๐ คนของพ่อค้าหูเบา               ได้มาเป็นบริวารของพระเทวทัต
บริวาร ๕๐๐ คนของพ่อค้าช่างสังเกต                       ได้มาเป็นพุทธบริษัท
พ่อค้าช่างสังเกต                                                   ได้มาเป็นพระองค์เอง

.....ข้อคิดจากชาดก

.....
๑. คนพาลย่อมถือเอาการคาดคะเนเป็นประมาณ จึงมักตัดสินใจผิดๆ เชื่อผิดๆ หูเบา ถือสิ่งที่ไม่เป็นสรณะว่าเป็นสรณะ เหมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

.....๒. ไม่ว่าในกาลไหนๆ ก็ตาม บัณฑิตย่อมหมั่นอบรมตน

.....๓. บัณฑิตย่อมไม่ถืออารมณ์ตนเป็นใหญ่

.....๔. อุปนิสัยใจคอ กรรมดี กรรมชั่ว ที่ตนทำไว้ ไม่สูญเปล่าย่อมติดตามตนไปทุกภพ

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org