หน้าแรก
 
เหตุการณ์สำคัญบางตอนในพระพุทธกิจทั่วไป (ตอนที่ ๑ ) พิมพ์
๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๗

bd250647.gif

.....ในประเทศอินเดียยุคนั้น มีนักบวชลัทธิต่างๆ มาก บ้างก็ชอบอวดอิทธิฤทธิ์ที่ดูเป็นเรื่องอัศจรรย์ หรืออวดการกระทำที่ผู้อื่นทำไม่ได้ เพื่อเรียกความเลื่อมใสจากประชาชน บางพวกแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยวิธีผิดๆ เช่น การทรมานร่างกาย เปลือยกายล่อนจ้อนแสดงว่าไม่ยึดถือในร่างกาย ยืนขาเดียวตลอดเวลา กำมือไว้แน่นไม่คลายกระทั่งเล็บงอกยาวทะลุฝ่ามือ นั่งบนตะปู อ้าปากแหงนดูดวงอาทิตย์ หรืออื่นๆ ซึ่งยังสืบเชื้อสายการกระทำมาจนทุกวันนี้

แต่เมื่อมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น พระราชาและผู้คนในแคว้นต่างๆ พากันนิยมเลื่อมใสมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักบวชนิกายอื่นเกลียดชัง บางพวกคิดอิจฉาริษยา บางพวกคิดทำลายด้วยกลอุบายต่างๆ

ขณะที่พระบรมศาสดาเสด็จไปที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล พวกนักบวชเดียรถีย์เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงห้าสาวกแสดงปาฏิหาริย์ และพระองค์คงทรงห้ามพระองค์เองด้วย จึงท้าพระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์แข่งกับพวกตน และพระองค์ตรัสตอบรับว่า พระองค์ทรงห้ามสาวก แต่ไม่ได้ห้ามพระองค์เอง ทรงรับคำท้า จะทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ (แสดงคู่) ซึ่งไม่มีผู้ใดแสดงได้มาก่อน เช่น แสดงน้ำคู่กับไฟ ที่โคนต้นมะม่วง

เมื่อพวกเดียรถีย์ทราบว่าพระบรมศาสดาจะแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นมะม่วง ก็ให้คนไปเที่ยวโค่นต้นมะม่วงจนหมด จะได้ไม่มีที่ให้ทรงแสดง

พอถึงวันกำหนดนัดหมาย มีผู้นำผลมะม่วงสุกมาถวาย พระบรมศาสดาทรงฉันแล้วรับสั่งให้ฝังเมล็ดมะม่วงลงในดิน ใช้น้ำล้างพระบาทรดลง ทันใดนั้นต้นมะม่วงก็งอกขึ้นโดยเร็วพลัน เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาถึง ๕๐ ศอก เป็นอัศจรรย์ให้ปรากฏแก่สายตามหาชน

แล้วทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เป็นพระรูปกายในพระอิริยาบถต่างๆ อย่างละหนึ่งคู่ ทรงบันดาลให้ท่อน้ำใหญ่พุ่งจากพระวรกายเบื้องบน เปลวไฟพุ่งเป็นลำออกจากพระวรกายเบื้องล่าง เป็นต้น พวกเดียรถีย์เห็นดังนั้นก็ยอมพ่ายแพ้ด้วยความอัปยศ จนต้องไปโดดน้ำตาย ผู้คนก็พากันเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น

เสด็จโปรดพระพุทธมารดา

เมื่อพระบรมศาสดาเผยแผ่พระศาสนาได้ ๗ พรรษา และทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ แล้วทรงรำลึกถึงพระพุทธมารดา ทรงเห็นว่าแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ในอดีตกาลนั้น เมื่อทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว จะเสด็จไปทรงจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

จึงทรงดำริเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ซึ่งทรงบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ที่เสด็จไปแค่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเปิดโอกาสให้เทพยดาชั้นต้นๆ ได้ฟังพระธรรมเทศนาด้วย เพราะในเทวภูมินั้น สวรรค์ชั้นสูงขึ้นไปมากๆ มีแสงสว่างเจิดจ้ามาก เทพยดาชั้นต่ำไม่สามารถขึ้นไปได้ แต่เฉพาะสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนเป็นเทวภูมิชั้นกลางๆ เทวดาชั้นต่ำกว่าหรือสูงกว่าพากันมาได้หมด

พระพุทธเจ้าเสด็จประทับบนแท่นศิลาที่ปูลาดด้วยผ้ากัมพลทิพย์สีแดง เรียกว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ โคนต้นปาริฉัตร

พระอินทร์จอมเทพของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงป่าวประกาศให้เทพยดาทั้งหลายมาชุมนุมฟังพระธรรมเทศนา เทพบุตรสิริมหามายาพระพุทธมารดา ก็ได้เสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิต พร้อมทั้งเทพบุตรอื่นๆ มาฟังธรรมด้วย

พระบรมศาสดาทรงแสดงพระอภิธรรม (ธรรมชั้นสูง) ตลอดพรรษานั้น พระพุทธมารดาพร้อมเทพยดาอื่นๆ ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบันเป็นอันมาก

ในระหว่างพรรษาซึ่งพระบรมศาสดาประทับอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์เสด็จบิณฑาตที่โลกมนุษย์อีกโลกหนึ่งชื่อ อุตตรกุรุทวีป แล้วกลับไปเสวยที่ศาลาป่าหิมพานต์ พระสารีบุตรได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาที่นั่น พระองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่เหล่าเทพยดาให้พระสารีบุตรฟังโดยสังเขป พระสารีบุตรนำมาสอนลูกศิษย์ ๕๐๐ คน ที่เคยมีอุปนิสัย เพราะได้ฟังคำสาธยายพระอภิธรรมสมัยที่ตนเกิดเป็นค้างคาว ๕๐๐ ตัว อยู่ในถ้ำ ซึ่งมีพระภิกษุในพุทธกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ สวดสาธยายพระอภิธรรมถากถาที่นั้น

ศิษย์ทั้ง ๕๐๐ ของพระสารีบุตร สามารถศึกษาพระอภิธรรมได้แตกฉาน

เมื่อหมดฤดูฝนออกพรรษา พระบรมสาดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สู่โลกมนุษย์ พระอินทร์เนรมิตบันได ๓ ชนิด พาดจากยอดเขาสินเมธุ ลงที่ประตูเมืองสังกัสนคร มีบันไดก้าวอยู่ตรงกลางสำหรับพระบรมศาสดา ข้างขวาเป็นบันไดทอง สำหรับเทพยดาทั้งหลายข้างซ้ายเป็นบันไดเงิน สำหรับเท้ามหาพรหม

ขณะพระบรมศาสดาประทับยืนอยู่บนนับไดแก้วมณีนั้น เบื้องหลังก็เปิดให้เห็นได้ทั้งเทวโลกและพรหมโลก เบื้องล่างนิรยนรกทั้งหลายได้เปิดโล่ง เทวดา พรหม มนุษย์และสัตว์นรกแลเห็นซึ่งกันและกัน ต่างได้แลเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์พร้อมๆ กัน ก็พากันมีจิตคิดปรารถนาจะได้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าบ้างด้วยกันทุกคน

ทุกวันนี้เหล่าพุทธศาสนิกชนยังนิยมถือว่า วันออกพรรษาเป็นวันพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์จึงมีพิธีทำบุญเรียกว่า ตักบาตรเทโว (ย่อมาจาก เทโวโรหณะ แปลว่า ลงจากเทวโลก) หรือตักบาตรดาวดึงส์ บางแห่งผู้คนแน่นมาก นำของใส่บาตรเข้าไม่ถึงพระภิกษุ จึงทำเป็นห่อข้าวมีหางยาวไว้จับโยนเข้าไปให้ถึงบาตร เรียกว่า ข้าวต้มลูกโยน อย่างทางภาคใต้เป็นต้น

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org