หน้าแรก
 
เหตุการณ์สำคัญบางตอนในพระพุทธกิจทั่วไป (ตอนที่ ๓ ) พิมพ์
๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗

bd090747.gif

.....ทรงปลงอายุสังขาร

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกประกาศพระศาสนาไปตามแว่นแคว้นต่างๆ เป็นเวลา ๔๕ พรรษา นับตั้งแต่วันตรัสรู้ กระทั่งพระชนม์ ๘๐ พรรษา พระศาสนาเป็นปึกแผ่นมั่นคงทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้พุทธบริษัททั้ง ๔ สามารถสืบทอดต่อและดำรงตนอยู่ในพระสัทธรรมตามอุปนิสัย เป็นประโยชน์แก่มนุษย์และเทพยดาเป็นอันมาก

ในพรรษากาลที่ ๔๕ เสด็จจำพรรษาครั้งสุดท้ายที่บ้านเวฬุวคาม ในเขตเมืองไพศาลี ทรงอนุญาตให้เหล่าภิกษุจำพรรษาตามสถานที่ต่างๆ ที่คุ้นเคย ในเมืองเดียวกัน

ระหว่างพรรษา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวรด้วยโรคชราอาพาธหนัก ทรงมีทุกขเวทนาแรงกล้า พระองค์ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นในทุกขเวทนาเหล่านั้น ทรงทำความเพียรในอิทธิบาทภาวนา ได้แก่ ฉันทะ (มีใจรักในธรรมนั้นๆ) วิริยะ (พยายามทำให้ธรรมนั้นเกิด) จิตตะ (เอาใจใส่ ฝักใฝ่ในธรรมนั้น) วิมังสา (พิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง สอบสวนหาเหตุผลในธรรมนั้น) ขับไล่ความเจ็บไข้เหล่านั้นให้หายไป

พระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐากเข้าเฝ้ากราบทูลความในใจที่เห็นพระองค์ทรงประชวรว่า รู้สึกเป็นทุกข์เหมือนร่างกายเจ็บป่วยงอมระงมไปด้วย ใจคอมืดมนไปทั่วทุกทิศ ธรรมะทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้ง เพราะความวิตกกังวลในพระอาการประชวร แต่อุ่นใจอยู่นิดหนึ่งที่พระองค์ยังไม่ตรัสพุทธพจน์ใดเป็นการสั่งลา คงยังไม่ปรินิพพาน เมื่อได้เห็นพระองค์ทรงหายดีแล้วรู้สึกดีใจ

พระบรมศาสดาตรัสว่า ร่างกายของพระองค์ชรามาก เหมือนเกวียนชำรุดแล้ว เอาไม้ไผ่มาซ่อมแซมไว้ ส่วนเรื่องตรัสพุทธพจน์สั่งสอนอีกนั้น พระองค์ได้สอนจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นอยู่อีกเลย

ครั้นแล้วพระพุทธองค์ทรงกล่าวให้พระอานนท์ได้คิดที่จะกราบทูลอาราธนาให้พระองค์ดำรงพระชนม์อยู่จนถึงอายุกัป (เวลานั้นมนุษย์มีอายุ ๑๐๐ ปี) หรือ เกินกว่านั้น ตรัสแสดงถึงคุณของการภาวนาอิทธิบาท ๔ ว่ามีอานุภาพทำให้ผู้บำเพ็ญมีอายุยืนถึงหนึ่งอายุกัป หรือเกินกว่านั้น ได้ตรัสเรื่องนี้ซ้ำๆ ถึง ๓ ครั้ง แต่ฝ่ายมารเข้าดลใจพระอานนท์ทำให้คิดอะไรไม่ออก งงงวยไปเสีย ฟังแล้วไม่เข้าใจพระประสงค์ พระองค์จึงให้พระอานนท์ออกไปนั่งที่อื่น

ขณะนั้นเองมารก็เข้าไปทวงสัญญาว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ตรัสว่า ตราบใดที่พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่ฉลาด ยังไม่สามารถแสดงธรรมได้ลึกซึ้งกว้างขวาง ทั้งการบวชประพฤติพรมหจรรย์ยังไม่แพร่หลายไปทั่ว ได้รับความสำเร็จบริบูรณ์ด้วยดี ทำให้เกิดประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก ทั้งเทพยดาและมหาชนแล้ว พระองค์จะยังไม่ปรินิพพาน บัดนี้ทุกสิ่งที่ทรงต้องการ เป็นไปตามพระประสงค์แล้วขอพระองค์จงปรินิพพานเถิด เป็นเวลาอันสมควรแล้ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ต้องวุ่นวายอะไร พระองค์จะปรินิพพานในเวลาต่อจากนั้นอีก ๓ เดือน ครั้นแล้วทรงมีพระสติสัมปชัญญะมั่นปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองไพศาลี เกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหวใหญ่ เสียงกลองทิพย์บันลือลั่นในอากาศ พระอานนท์เถระแปลกใจมาก จึงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาทูลถามสาเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหว

พระองค์ตรัสชี้แจงว่า สาเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวมี ๘ ประการ คือ

  • ลมกำเริบ (เกิดขึ้นเอง)
  • ผู้มีฤทธิ์ทำให้เกิด
  • พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงสู่พระครรภ์
  • พระโพธิสัตว์ประสูติ
  • พระตถาคตเจ้าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
  • พระตถาคตเจ้าเริ่มแสดงธรรม ประกาศพระศาสนา
  • พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
  • พระตถาคตเจ้าปรินิพพาน

แผ่นดินไหวขณะนั้นเป็นเพราะพระองค์ปลงอายุสังขาร พระอานนท์ได้สติกราบทูลอาราธนาให้ทรงดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปจนถึงกัปหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่เทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย พระบรมศาสดาทรงห้าม พระอานนท์วิงวอนถึง ๓ ครั้ง อ้างว่าพระองค์ทรงเจริญอิทธิบาท ๔ แคล่วคล่องชำนาญย่อมทรงดำเนินพระชนม์ต่อไปได้

พระบรมศาสดาได้ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้พระอานนท์กราบทูลอารธนาถึง ๓ ครั้งแล้ว พระอานนท์ไม่เข้าใจเอง จึงเป็นความผิดชอบของพระอานนท์ผู้เดียว เมื่อทรงปลงอายุสังขารแล้ว (คือตั้งใจกำหนดวันปรินิพพาน) ไม่สามารถแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้

นอกจากนั้นพระบรมศาสดายังตรัสย้อนไปถึงเวลาอื่นๆ ที่ทรงเปิดโอกาสให้ทูลอาราธนาในสถานที่ต่างๆ ถึง ๑๖ ตำบล คือ ที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล ที่เมืองเวสาลี ๖ ตำบล

พร้อมกันนั้นได้ตรัสพระธรรมเทศนาแก่พระอานนท์ว่า “ ดูก่อนอานนท์ เราได้บอกมาแต่ต้นแล้วว่า บรรดาสัตว์ หรือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา(สังขาร) ซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจทั้งหมดทั้งสิ้น ย่อมต้องพลัดพราก มีอันเป็นไปต่างๆ ไม่คงถาวรอยู่ได้ตามที่เราต้องการ ของสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่เที่ยงแท้แน่นอน ที่เหล่าสัตว์ประสงค์อยากได้นั้น ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนๆ สิ่งใดมีปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดมา สิ่งนั้นก็ต้องสิ้นสูญไปเป็นธรรมดา การร่ำร้องทะยานอยากไปว่าขอสิ่งเหล่านั้นอย่าเสื่อมสูญไปเลย เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ ”

“ ดูก่อนอานนท์ สิ่งใดที่พระตถาคตได้สละแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว วางแล้ว จะให้เปลี่ยนเอากลับคืน เพราะเห็นแก่ชีวิต เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ”

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org