หน้าแรก
 
มโหสถบัณฑิต.. ตอน(ยักษ์จําแลง) พิมพ์
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

hammaallday491115.jpg

     มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ล้วนปรารถนาให้โลกมีสันติสุขที่แท้จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะพบกับสันติสุขที่แท้จริง จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า วิธีการที่จะทำให้โลกเกิดสันติสุขที่แท้จริงนั้น จะต้องให้มนุษย์ทุกคนในโลก ได้เข้าถึงสันติสุขภายในก่อน คือ พระรัตนตรัยซึ่งมีอยู่แล้วภายในตัวของมนุษย์ทุกๆ คน เพราะพระรัตนตรัย หรือพระธรรมกายเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขแหล่งของ สติของปัญญา เมื่อเข้าถึงได้แล้ว มนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำที่ดีขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น จะมีความเมตตากรุณาเกิดขึ้น รู้จักแบ่งปัน และให้อภัยซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นสันติสุขที่แท้จริงย่อมจะบังเกิดขึ้นในโลก

มีวาระธรรมภาษิตใน สิริมันทชาดก ความว่า

“คนโง่หาปัญญามิได้ ย่อมกล่าวมุสา เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น หรือแม้แห่งตน คนโง่นั้นย่อมถูกนินทาในท่ามกลางบริษัท แม้ภายหลังเขาก็ต้องไปทุคติ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร”

นี่เป็นถ้อยคำของมโหสถบัณฑิต ผู้ที่นอกจากจะมีปัญญาเฉลียวฉลาดแล้ว ยังชื่นชมคนที่มีปัญญาว่า ประเสริฐกว่าคนมีทรัพย์แต่ไร้ปัญญา โดยเฉพาะปัญญา ที่สามารถสั่งสอนตนให้หลุดพ้นจากการทำบาปอกุศลทั้งปวง แม้บุคคลนั้นจะเกิด ในสถานะใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต คนมีปัญญา นอกจากจะสอนตัวเองได้แล้ว ยังสอนผู้อื่น แนะนำหนทางบุญ หนทางสวรรค์นิพพานให้คนอื่นได้อีกด้วย เหมือนเรื่องของมโหสถบัณฑิตที่หลวงพ่อได้นำมาเล่าให้พวกเราทุกคนได้รับฟังกัน

*วันหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งอุ้มลูกไปที่สระโบกขรณีของมโหสถเพื่อล้างหน้า นางได้วางทารกน้อยไว้ที่ริมฝั่ง ส่วนตัวเองเดินลงไปอาบน้ำล้างหน้า ทันใดนั้น มียักษิณีตนหนึ่งเห็นเด็กนอนอยู่ จึงอยากจะจับกินเป็นอาหาร นางได้แปลงเป็นหญิง เดินเข้าไปอุ้มทารกขึ้นหยอกเย้าเล่นพอให้เด็กคุ้นเคย เด็กทารกจะได้ไม่ร้องไห้ แล้วรีบอุ้มพาหนีไป มารดาของเด็กเห็นนางยักษ์จำแลงพาลูกตนหนีไป จึงรีบวิ่งขึ้นจากสระน้ำ ไล่กวดตามไปจนทัน และขอร้องให้ส่งลูกของตนคืนมา แต่นางยักษ์แย้งว่า เด็กทารกเป็นลูกของตน ไม่ใช่ลูกของนาง (*มก. มโหสถบัณฑิต เล่ม ๖๓ หน้า ๓๓๑)

มโหสถกุมารได้ยินเสียงหญิงทั้งสองทะเลาะกันก็ไต่ถามว่า “ท่านทั้งสองเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว มาทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องอะไร” หญิงทั้งสองต่างกล่าวหากันว่า อีกฝ่ายลักขโมยลูกของตัว ต่างยืนยันว่าเป็นแม่ของเด็ก มโหสถฟังความแล้ว พิจารณาเห็นหญิงคนหนึ่งมีลักษณะผิดปกติกว่ามนุษย์ธรรมดา คือ มีนัยน์ตาไม่กะพริบและมีสีแดง เมื่อยืนกลางแดดก็ไม่มีเงา จึงรู้ว่านี่คือนางยักษ์ จำแลงกายมา แต่เพื่อความกระจ่างของคนทั่วไป จึงถามหญิงทั้งสองว่า “ถ้าฉันจะตัดสินให้ จะยอมรับคำวินิจฉัยไหม”

หญิงทั้งคู่ต่างรับว่ายอม และจะตั้งอยู่ในคำวินิจฉัยของมโหสถทุกประการ มโหสถให้คนขีดเส้นที่พื้น ให้เด็กทารกนอนอยู่ระหว่างเส้น แล้วให้นางยักษ์จับข้อมือเด็ก ให้มารดาจับที่ข้อเท้า บอกว่า “ถ้าใครดึงเด็กให้พ้นไปจากเส้นที่ขีดไว้ได้ เด็กก็เป็นลูกของผู้นั้น” หญิงคนหนึ่งดึงด้วยแรงปรารถนาอยากจะกินเป็นอาหาร ฝ่ายหนึ่งดึงด้วยแรงรักในบุตร เมื่อเด็กถูกชักเย่ออย่างนั้นก็ร้องไห้เสียงดังด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องของลูกรัก เป็นเสียงที่มีอิทธิพลต่อผู้เป็นมารดา และบีบคั้นหัวใจของมารดา แทบจะแตกสลาย หญิงผู้เป็นแม่กลัวลูกของตนจะเจ็บ จึงยอมปล่อยให้นางยักษ์ดึงไปฝ่ายเดียว ส่วนนางนั่งร้องไห้อย่างน่าเวทนา

มโหสถถามมหาชนที่มาประชุมว่า “ธรรมดาจิตใจของหญิงผู้เป็นมารดา กับของหญิงที่ไม่เป็นมารดา ฝ่ายไหนจะมีความสงสาร หรือหวั่นไหวไปตาม อาการของลูกที่เจ็บปวด” มหาชนได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผู้เป็นมารดาเท่านั้น ที่จะรู้สึกอย่างนี้ได้มากกว่าใคร ๆ เพราะเมื่อคราวลูกอยู่ดีมีสุข ใจมารดาก็แช่มชื่น คราวลูกเจ็บไข้ได้ทุกข์ ใจมารดาก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย นี่เป็นธรรมดาของผู้เป็น มารดา”

มโหสถจึงสรุปว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายคงรู้แล้วว่า ฝ่ายหญิงที่ได้เด็กไปนั้น เป็นผู้กล่าวตู่ เป็นผู้ขโมยเด็ก เขาไม่ใช่มารดาที่แท้จริง” แม้มหาชนพอจะแยกแยะว่า คนไหนเป็นมารดาของเด็ก แต่ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ มโหสถจึงชี้ไปที่นางยักษินี พลางบอกให้มหาชนรู้ว่า “หญิงคนนี้ไม่ใช่เป็นมนุษย์แต่เป็นยักษิณี จะมาแย่งเด็กไปกิน เป็นอาหาร สังเกตได้จากลูกนัยน์ตาแดงก่ำแข็งกระด้าง ไม่กะพริบเลย และตัวก็ไม่มี เงา คนอย่างนี้มีที่ไหน มิหนำซ้ำจิตใจยังผิดมนุษย์อีกด้วย ทารุณโหดร้าย เด็กอ่อน แท้ ๆ นางยังกล้ายื้อแย่งดึงไป เด็กจะเจ็บจะร้องอย่างไรก็ไม่สนใจ เพียงขอให้ได้เด็ก ไปเท่านั้น มนุษย์แท้จะมีจิตใจอย่างนี้มิได้” พลางเอ่ยถามนางยักษ์ว่า “เจ้าเป็นใครอย่าโกหกเรา”

นางยักษ์รู้ว่า ไม่สามารถปกปิดอัตภาพของตนได้ จึงต้องเปิดเผยความจริง ว่านางเป็นยักษิณี กำลังแสวงหาเด็กทารกไปเป็นอาหาร มโหสถกุมารจึงถือโอกาส แนะนำสั่งสอน โดยอาศัยความเมตตาเป็นเบื้องหน้าว่า “นางยักษ์เอ๋ย เจ้าไม่รู้ตัว หรือว่า ทำไมต้องเกิดมาเป็นยักษ์ นั่นเป็นเพราะผลปาณาติบาตที่ได้กระทำไว้แต่ชาติปางก่อน ชาตินี้เจ้ายังจะมัวมาทำกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าอีกต่อไปทำไม หากเจ้าไม่ยอม ข่มใจตน แล้วเมื่อไรเจ้าจะได้พ้นจากกำเนิดอันตํ่าทรามนี้ได้ เจ้าไม่รักตนเองบ้างเลยหรือ”

นางยักษ์ได้ฟังเสียงอันไพเราะที่ประกอบด้วยเมตตากล่าวสอนธรรม รู้สึกสำนึก ผิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความรันทดใจ ในการที่ตนต้องเกิดมาในกำเนิดอันตํ่าทรามเช่นนี้ และไม่รู้จะถอนตนออกจากอัตภาพนี้ได้อย่างไร จึงอัดอั้นตันใจร้องไห้ครํ่าครวญ มโหสถเห็นอาการของนางยักษ์ดังนั้น ก็รู้ว่านางรู้สึกสำนึกผิดแล้ว จึงได้แสดงธรรม ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ แนะนำให้นางยักษิณีสมาทานเบญจศีล และกล่าวยํ้าให้รักษา ศีลยิ่งชีวิต เพราะศีลจะเป็นเครื่องรักษาคุ้มครองตน อีกทั้งจะเป็นเครื่องนำพา ชีวิตให้ล่วงพ้นจากอัตภาพยักษ์ ก้าวไปสู่หนทางสวรรค์ และนิพพานได้ จากนั้นก็ให้ นางยักษ์กลับไปยังถิ่นของตน

เมื่อมารดาของทารกน้อยได้ลูกกลับคืนมาก็แสนจะดีใจ พรํ่ารำพันพระคุณของ มโหสถ ในการที่ได้ช่วยลูกน้อยของตนไว้ นางได้กล่าวขอบคุณ แล้วพาบุตรสุดที่รัก กลับบ้านไปด้วยความสวัสดี

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับรายงานของอำมาตย์ในเรื่องนี้แล้ว ตรัสปรึกษากับท่านเสนกะว่า “เป็นอย่างไรท่านอาจารย์ พ่อมโหสถมีปรีชาญาณ ยอดเยี่ยมจริง ๆ เธอได้ปฏิบัติกิจอันสำคัญ ให้ชีวิตแก่ลูกน้อยของหญิงนั้นไว้ หากไม่มีพ่อมโหสถแล้ว เด็กนั้นจะไม่พ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณีไปได้ ว่าในเชิงคดีแล้ว เป็นคดีที่ไม่มีผู้รู้เห็น ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเป็นพยาน ขณะที่ยักษิณี

แย่งเด็กมา ถ้าหากมโหสถไม่มีปรีชาจริง ๆ แล้ว ก็ยากที่จะวินิจฉัยให้ยุติธรรมได้ นี่เราพร้อมจะรับตัวมโหสถเข้ามาหรือยังล่ะท่านอาจารย์”

แม้อาจารย์เสนกะรู้ว่ามโหสถเป็นบัณฑิต แต่ด้วยจิตที่มีอคติ และตระหนี่ในลาภ จึงหาเหตุผลมาทัดทานพระราชาอีกจนได้ มโหสถกุมารจึงเป็นเหมือนเพชรในตม ที่ยังไม่มีโอกาสแสดงปัญญาสนองเบื้องพระยุคลบาทแด่พระราชา เรามาติดตาม ในตอนต่อไปว่า มโหสถจะได้มีโอกาสจรัสแสงแวววาวให้มหาชนได้เห็นอานุภาพ อย่างไร ให้หมั่นนั่งสมาธิเจริญภาวนาเป็นประจำ ทำกันไปทุก ๆ วันอย่าได้ขาด อย่าได้ท้อถอย หยุดให้นิ่งสนิทให้สมบูรณ์ จนเข้าไปถึงแหล่งแห่งปัญญาบริสุทธิ์ภายใน เราจะได้มีปัญญาญาณเหมือนดั่งบัณฑิตนักปราชญ์ หรือผู้รู้ทั้งหลายกันทุกคน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org