หน้าแรก
 
บัณฑิตมีลักษณะอย่างไร พิมพ์
๓๑ มกราคม ๒๕๕๐

ถาม.. บัณฑิตมีลักษณะอย่างไร คบหาด้วยแล้วดีอย่างไรเจ้าค่ะ

ตอบ.. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า บัณฑิต คือคนที่ชอบคิดดี ชอบพูดดี ชอบทำดีเป็นปกติ เพราะว่าท่านเข้าใจถูกในเรื่องโลกและชีวิตเป็นอย่างดี หรือท่านมีความเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแรงกล้านั่นเอง

จากความที่ท่านเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแรงกล้า เข้าใจเรื่องโลกและชีวิตดี ก็เลยทำให้ท่านรู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรควร อะไรไม่ควร และรู้จนกระทั่ง ทำกรรมอะไรทำให้ไปนรก ทำกรรมอะไรทำให้ไปสวรรค์

ความที่รู้ดีอย่างนี้ ท่านจึงกลัวบาปกลัวนรกยิ่งนัก ขนาดใครเอามีดมาจ่อคอ เอาปืนมาจ่อหัว บังคับให้ทำความชั่วก็ไม่ยอมทำเด็ดขาด ฆ่าให้ตาย เสียยังดีกว่า เพราะมั่นใจว่าแม้ตายไปก็ไม่ตกนรก เนื่องจากเคยคิดดี พูดดี ทำดีมาตลอดชีวิต

นี่คือลักษณะของบัณฑิตที่แท้จริง ซึ่งแน่นอนบุคคลประเภทนี้ จิตใจของท่านย่อมแข็งแกร่งและผ่องใสตลอดเวลา เพราะฉะนั้นบุคคลที่เป็นบัณฑิตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีปริญญา ท่านอาจจะเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ได้ เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรา ที่แม้ว่าท่านจะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ แต่เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ท่านรู้ชัดเจน ท่านจึงสามารถสร้างวัดพระธรรมกาย เอาไว้ให้เราได้สร้างบุญ สร้างบารมีกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้ คุณยายอาจารย์ฯ ท่านเป็นบัณฑิตทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะฉะนั้นถ้าหากพบบุคคลที่เป็นบัณฑิตอย่างนี้ เราต้องรีบเข้าไปคบทันที

สำหรับคำว่า "คบ" โดยทั่วไปที่เรารู้จัก ถ้าคบในฐานะคนระดับเดียวกันเขาเรียกว่าคบ ถ้าคบกับผู้มีคุณธรรมสูงส่ง แม้จะมีอายุรุ่นเดียวกัน แต่ด้วยความที่ภูมิธรรมของท่านสูงกว่ามากนัก เขาไม่เรียก ว่าคบหรอก เขาเรียกว่า "เข้าไปถวายตัวเป็นศิษย์" แต่ศัพท์ทางศาสนาก็ยังคงใช้คำว่า "คบ" อยู่นั่นเอง คือคบในฐานะที่เราเป็นผู้น้อย น้อยด้วยภูมิรู้ภูมิธรรม ถึงอายุจะเท่ากันหรือมากกว่าท่าน ก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะเรายังโง่ในทางธรรม เรายังเป็นพาลอยู่

วิธีคบบัณฑิต

เมื่อรู้ตัวอย่างนี้ เราต้องหมั่นเข้าไปกราบ ต้องหมั่นเข้าไปหาท่าน แล้วเข้าไปหาไม่หาเปล่า เข้าไปรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด ด้วยความเต็มอกเต็มใจ มีอะไรก็ไปรับใช้ท่านเพื่อให้ท่านมีเวลาว่าง ท่านจะได้สังเกตข้อบกพร่องและข้อดีของเรา เมื่อท่านเห็นความจริงใจที่เราเข้าไปหา เข้าไปรับใช้ เดี๋ยวท่านก็จะเมตตาสอนความรู้ทางโลกบ้าง สอนความรู้ทางธรรมบ้างให้กับเราเอง ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำคือ

1. ฟังคำท่าน

2. ตรองคำท่าน

3. ทำตามคำท่าน

แล้วถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ต้องรายงานให้ท่านทราบด้วย บางอย่างทำตามแล้วท่านเห็นก็ไม่ต้องรายงาน บางอย่างทำตามแล้วท่านไม่เห็นก็ต้องไปรายงานให้ท่านทราบ เพราะถึงแม้เราจะทำถูก แต่ว่าจะให้สมบูรณ์ครบทุกอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไปรายงานให้ท่านทราบ ส่วนไหนที่เรายังทำไม่สมบูรณ์ ท่านจะได้เติมเต็มให้

หลวงพ่อเองตั้งแต่มาพบคุณยายอาจารย์ของเรา ก็หมั่นเข้าไปรับใช้ท่าน ฟังคำท่าน ตรองตามคำท่าน แล้วก็ทำตามคำท่านเรื่อยมา จึงได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งความดี จากท่านมาไม่น้อยทีเดียว

ถ้าเราทำอย่างนี้ ความรู้และความดีของเราก็จะเกิดพึ่บพั่บขึ้นมา แบบโอปปาติกะทีเดียว เพราะบุญก็ได้เยอะ ความดีก็ได้เยอะ นิสัยใจคอที่ไม่ดีต่างๆ ก็จะถูกแก้ไขโดยง่าย ด้วยฝีมือของท่าน ซึ่งเป็นบัณฑิตที่แท้จริง แล้วบางครั้งหากเราทำผิดพลาดอะไรไป ซึ่งอาจจะหนักหนาสาหัส จนกระทั่งท่านถึงกับขับไล่ก็ตามที ท่านจะไล่ก็ไล่ไป แต่เราอย่าหนีไปไหน แค่หลบออกมาให้พ้นหน้าสักพักหนึ่ง พอท่านหายโกรธ มีอารมณ์ดีขึ้น ก็คลานกลับไปหาท่านใหม่ ไปรับใช้ท่านเหมือนเดิม ถ้าทำได้อย่างนี้ล่ะคุณเอ๋ย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ หรือความดี ทั้งทางโลกและทางธรรม จะหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในตัวของเรา อย่างไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสิ้นเลยทีเดียว

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org