หน้าแรก
 
มโหสถ(ความจริงปรากฏ) พิมพ์
๑๒ มีนาคม ๒๕๕๐

hammaallday500313.jpg

     ความสงบสุขในชีวิต เป็นสิ่งที่สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนต้องการ สรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ ต่างพากันแสวงหาสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนเอง ซึ่งที่พึ่งที่ระลึกที่จะนำความสุขมาให้นั้น ไม่ได้อยู่นอกตัว แต่มีอยู่ในตัวของเรานั่นคือ พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด ปราศจากมลทินคือกิเลสอาสวะทั้งหลาย ถ้าเราอยากรู้เรื่องราวของชีวิต ก็สามารถรู้ได้ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากนิวรณธรรม ต้องทำใจหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ หยุดในหยุดจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย เราย่อมจะสามารถรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ไปตามความเป็นจริงได้

มีธรรมภาษิตใน ขุททกนิกาย ชาดกว่า

“คนอันธพาลเหมือนคนใบ้ ย่อมแสวงหาสิ่งที่ต้องประสงค์ โดยไม่ใช่อุบาย ย่อมไม่ได้สิ่งที่ต้องประสงค์นั้น บุคคลรีดนมโคที่เขาโค ย่อมไม่ได้นมโค ฉันใด บุคคลแสวงหาสิ่งที่ต้องการ ในที่ไม่ใช่ที่จะหาได้ ก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ฉันนั้น”

นี่เป็นธรรมภาษิตของเทวดา ท่านปรารภเหตุที่มโหสถบัณฑิตถูกอาจารย์เสนกะ และพรรคพวกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อราชวงศ์ จนเป็นเหตุให้ต้องลี้ภัยการเมือง เนื่องจากโลกมนุษย์อยู่ในชั้นกามาวจรภูมิ ยังข้องเกี่ยวยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่างๆ ยังปรารถนาลาภ ยศ โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ผู้รู้กล่าวว่า ลาภสักการะทำให้คนตามืดบอด ลาภสักการะ หรือผลประโยชน์ทำให้แตกแยกกันได้ ที่เคยเป็นเพื่อนรักก็กลายเป็นศัตรูกัน แม้ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ ยังต้องถูกใส่ความจากผู้ไม่หวังดีเพราะลาภสักการะ

*ครั้งที่แล้ว ถึงตอนที่มโหสถถูกกล่าวหาว่า ขโมยของพระราชา และคิดตั้งตนเป็นกบฏ จนต้องรีบหลบหนีออกนอกเมือง เพราะมิฉะนั้นอาจถูกจับประหารชีวิตโดยที่ไม่ได้ไต่สวน

ถึงแม้นางอมราจะพิสูจน์ความจริงให้พระราชารู้ว่า มโหสถไม่ได้ขโมยสิ่งของลํ้าค่าเหล่านั้น พระราชายังทรงไม่พอพระทัย เพราะดำริว่า มโหสถมีความคิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์จริง จึงไม่ยอมให้จับกุม พระองค์จึงไม่ยอมให้คนไปตามมโหสถกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักอีก (*มก. มโหสถบัณฑิต เล่ม ๖๓ หน้า ๓๙๔)

ครั้นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่เศวตฉัตรของพระราชา ไม่ได้สดับธรรมเทศนาของพระโพธิสัตว์หลายวัน และรู้ว่ามโหสถถูกกลั่นแกล้ง คนดีเทวดาต้องคุ้มครองรักษา พระราชาพระองค์นี้เป็นคนหูเบา มีปัญญาน้อย ไม่รู้จักเลือกใช้คนให้เป็น อาศัยกินบุญเก่าเท่านั้นถึงได้มาบังเกิดเป็นพระราชา เทวดาจึงคิดหาวิธี ที่จะให้มโหสถกลับมาอยู่ในราชสำนักตามเดิม เพื่อตนจะได้ฟังธรรมของมโหสถอีก เมื่อรัตติกาลมาเยือน เทวดาจึงปรากฏกาย มีรัศมีสว่างไสว ถามปัญหาพระเจ้าวิเทหราช ๔ ข้อ

พระราชาสดับปัญหานั้นแล้ว ทรงตอบไม่ได้ จึงแจ้งว่าจะถามบัณฑิตในราชสำนักก่อนแล้วจะมาตอบ ครั้นรุ่งขึ้นได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกของเทวดากับบัณฑิตทั้ง ๔ คน นั้นว่า “บุคคลทุบตีร่างกายของคนอื่นด้วยมือหรือด้วยเท้า และเอามือตีปากผู้อื่น บุคคลนั้นกลับเป็นที่รักของผู้ถูกทุบตียิ่งนัก อยากรู้ว่าบุคคลผู้เป็นที่รักนั้นได้แก่ใคร” เสนกะได้ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายถึง ใคร แม้อาจารย์อีก ๓ คน ก็หมดปัญญา พระราชาเองทรงร้อนพระทัย ที่ไม่สามารถหาคำตอบไปให้เทวดาได้

ราตรีของคืนต่อมา เทวดาก็มาทวงถามคำตอบ เมื่อไม่ได้คำตอบจึงขู่พระราชาว่า “อาจารย์ทั้งสี่จะรู้อะไร เว้นมโหสถบัณฑิตแล้ว คนอื่นไม่มีใครกล่าวแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามพระองค์จะต้องตอบปัญหานี้ให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ ศีรษะของพระองค์จะถูกค้อนเหล็กที่มีไฟลุกโพลงทุบทำลาย และพระองค์ไม่สมควรที่จะเป็นกษัตริย์ปกครองพสกนิกรอีกต่อไป”

จากนั้นได้ทูลเตือนพระราชาว่า “ดูก่อนมหาราช เมื่อต้องการน้ำนม ไม่ควรจะรีดเขาโค ใครเล่าเมื่อมีไฟลุกโพลงอยู่ ยังเที่ยวหาไฟอีกโดยมิใช่เหตุ บุคคลเห็นหิ่งห้อยในราตรี ก็สำคัญว่าไฟ เอาหญ้าทำเชื้อบนหิ่งห้อย แล้วเอามือสีให้เกิดไฟ ย่อมไม่สามารถให้ไฟลุกโพลง ด้วยความคิดที่วิปริต ฉันใด คนอันธพาลเป็นเหมือนคนใบ้ แม้แสวงหาสิ่งที่ต้องประสงค์โดยไม่ใช่อุบาย ก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องประสงค์ ฉันนั้น

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ตรัสถามอาจารย์ทั้งสี่ ก็เป็นเหมือนคนทิ้งตราชู แล้วมาชั่งด้วยมือตนเอง เหมือนเมื่อต้องการน้ำนมก็รีดจากเขาโค อาจารย์ทั้งสี่เหล่านั้นจะรู้อะไร เพราะคนเหล่านั้นเป็นเหมือนกับแสงหิ่งห้อย ส่วนมโหสถบัณฑิตเป็นเช่นกับกองเพลิงใหญ่ ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญา ขอพระองค์โปรดให้หามโหสถมาตรัสถามเถิด เมื่อพระองค์ไม่ทรงทราบปัญหาเหล่านี้ พระชนม์ชีพของพระองค์จะไม่มีอีกต่อไป” ครั้นกล่าวคุกคามพระราชาให้เกิดความสะดุ้งหวาดกลัวแล้ว ก็อันตรธานหายไปทันที

พระราชาถูกมรณภัยคุกคามก็บรรทมไม่หลับตลอดทั้งคืน รุ่งขึ้นให้เรียกอำมาตย์ ๔ คน พลางตรัสสั่งว่า “ท่านทั้งสี่จงขึ้นรถ ๔ คัน ออกจากประตูเมือง แล้วจงป่าวประกาศให้ชาวเมืองทราบว่า พระองค์ทรงยกโทษมโหสถแล้ว ขอให้มโหสถกลับเข้ารับราชการตามเดิม” อำมาตย์ทั้ง ๔ คน รีบรับราชโองการออกเดินทางไปตามหามโหสถทันที

มโหสถรู้ว่าตัวเองได้รับอภัยโทษทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีโทษอะไร ก็ปรากฏตัวต่อหน้าอำมาตย์ที่มาตามหา ขณะนั้นเองอำมาตย์ที่เป็นลูกศิษย์ของเสนกะ ได้พูดเหน็บแนมมโหสถว่า ท่านบัณฑิต คำของอาจารย์เสนกะเห็นจะเป็นจริง เพราะเมื่อยศของท่านเสื่อม แม้ท่านมีปัญญามากถึงปานนี้ ยังไม่สามารถจะทำที่พึ่งแก่ตัวเองได้ บัดนี้ท่านมีร่างกายเปรอะเปื้อนด้วยดินเหนียว นุ่งเสื้อผ้าเก่าๆ ทำตนประหนึ่งผู้ไร้ที่พักพิง

มโหสถรู้ว่าอำมาตย์คนนี้ไร้ปัญญา ไม่รู้จุดประสงค์ของท่าน จึงกล่าวตอบโต้ไปว่า “เจ้าคนโง่เอ๋ย เราประสงค์จะทำยศนั้นให้เป็นปกติด้วยปัญญาของเราอีก จึงทำเช่นนี้ เรายังความสุขให้เจริญด้วยความทุกข์ คอยพิจารณาเวลาที่สมควรและไม่สมควร เรารู้จักกาลที่ควร องอาจเหมือนราชสีห์ที่นอนพัก บนพื้นมโนศิลา ท่านจะเห็นเราประสบความสำเร็จด้วยปัญญานั้นอีก”

ฝ่ายอำมาตย์ซึ่งเคยรับใช้ใกล้ชิดมโหสถมาก่อน ได้แจ้งความเป็นไปที่เกิดขึ้นในราชสำนัก โดยเฉพาะเทพปัญหาที่แม้อาจารย์ทั้งสี่ก็แก้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเรียกหาท่านบัณฑิต กระทั่ง ชาวเมืองทั้งหลายต่างห่วงหาอาลัยในตัวท่านยิ่งนัก ประหนึ่งลูกน้อยสุดที่รัก ได้พลัดพรากจากบิดามารดา ฉะนั้น ขอให้ท่านเร่งรุดกลับเข้าเมืองเถิด

มโหสถได้นั่งรถทั้งที่ตัวเปื้อนดินเหนียวเข้าไปในเมือง เมื่อพระราชารู้พฤติกรรมของมโหสถ จึงดำริว่า ถ้ามโหสถคิดกบฏเป็นศัตรูกับเรา จะต้องเที่ยวซ่องสุมไพร่พล แต่มโหสถหาได้ทำอย่างนั้นไม่ ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตประจำพระองค์ตลอดไป อีกทั้งทรงมอบบ้านส่วย และทรัพย์สินเงินทองมากมายเป็นเครื่องบำรุงขวัญ

 

เราจะเห็นได้ว่า อาศัยสติปัญญาที่สุขุมลุ่มลึก และความเป็นผู้มองการณ์ไกล จึงทำให้มโหสถหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกอย่าง ฉะนั้น เมื่อพวกเราพบเจอปัญหาและอุปสรรค หากเรา ยังแก้ไขไม่ได้ ก็อย่าได้ทุกข์ท้อใจ หรือแม้ทำความดีแต่ถูกกลั่นแกล้ง ก็อย่าได้น้อยเนื้อตํ่าใจ ให้รักษาใจให้หนักแน่นมั่นคง ในคุณธรรมความดีของเราต่อไป รักษาใจให้ใสๆ เมื่อใจสงบจะพบทางออก ทุก ๆ ปัญหามีทางแก้ไขทั้งนั้น ยิ่งหากเราหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่งได้สนิทสมบูรณ์ เมื่อเวลาพบเจออะไรเราจะไม่หวั่นไหว ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องที่เกิดขึ้น จะมีปัญญาบริสุทธิ์ แก้ไขปัญหาทั้งหลายให้ยุติได้ ฉะนั้น ให้พวกเราหมั่นนำใจหยุดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กันทุกคน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org