หน้าแรก
 
มิจฉาทิฐิกบุคคล พิมพ์
๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘


.....ในกรณีจึงเป็นที่น่าเศร้าสลดและน่าสังเวชใจ ในหลักคำสอนแห่งท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๓ เป็นยิ่งนัก เพราะว่าหลักคำสอนเหล่านั้น เมื่อว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว เป็นคำสอนที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ซึ่งออกมาจากดวงใจอันประกอบไปด้วยมิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า บรรดาท่านศาสดาจารย์ผู้เป็นพระอรหันต์เถื่อนทั้ง ๓ คนนั้น ท่านปูรณกัสสปศาสดาจารย์ ซึ่งประกาศลัทธิแห่งตนออกมาโดยนัยเป็นต้นว่า

“ เมื่อกระทำบาปเอง ผู้ทำจะได้ชื่อว่ากระทำบาปก็หาไม่

เมื่อใช้ให้ผู้อื่นกระทำบาป ผู้ใช้จะได้ชื่อว่ากระทำบาปก็หาไม่”

ลัทธิชนิดนี้เป็น อกิริยวาที คือ ปฏิเสธกรรม ไม่ว่าจะกระทำอะไรทั้งสิ้นก็ไม่เป็นกรรมทั้งนั้น ซึ่งนับว่าเป็นคำสอนที่ผิดจากความเป็นจริงอย่างมหันต์ประการหนึ่ง

ท่านอชิตเกสกัมพลศาสดาจารย์ ผู้ซึ่งประกอบลัทธิแห่งตนออกมาโดยนัยเป็นต้นว่า

“ ทานไม่มีผล

การบูชาไม่มีผล
สัตว์ตายแล้วก็ขาดสูญ

ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า”

ลัทธิชนิดนี้เป็น นัตถิกวาที คือ ปฏิเสธผลวิบากแห่งกรรม เพราะปฏิเสธผลแห่งการกระทำทั้งสิ้นว่าไม่มี จะกระทำความดีความชั่วอ่างใด ก็ไม่มีผลทั้งนั้น ซึ่งนับว่าเป็นคำสอนที่ผิดพลาดอย่างมหันต์อีกประการหนึ่ง

ท่านมักขลิโคศาลศาสดาจารย์ ซึ่งประกาศลัทธิแห่งตนออกมาโดยนัย เป็นต้นว่า

“ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ เมื่อจะเศร้าหมองก็ย่อมเศร้าหมองเอง เมื่อจะบริสุทธิ์ก็บริสุทธิ์เอง”

ลัทธิชนิดนี้เป็น อเหตุกวาที คือ ปฏิเสธกรรมและผลวิบากแห่งกรรม หมายความว่าการที่สัตว์บุคคลทั้งหลายจะเป็นอย่างไร จะดีหรือชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพราะกรรมคือการกระทำหรือเพราะผลวิบากแห่งกรรมแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเลย คำสอนเช่นนี้ เป็นคำสอนที่ผิดจากความเป็นจริงอย่างมหันต์ประการหนึ่ง

จึงเป็นอันว่า ท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๓ ได้พากันบัญญัติลัทธิที่ปฏิเสธกรรมและผลแห่งกรรมโดยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นลัทธิที่มีหลักการผิดจากความเป็นจริงอย่างร้ายกาจ ด้วยอำนาจแห่งมิจฉาทิฐิความเห็นผิดของตน เขาทั้งหลายจึงกลายเป็นมิจฉาทิฐิบุคคล เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคราวดับขันธ์สูญสิ้นชนม์แล้ว มิจฉาทิฐิอกุศลกรรมจึงชักนำท่านศาสดาจารย์ ทั้ง ๓ นั้นไปสู่นิรยภูมิให้บังเกิดเป็นสัตว์นรก ได้รับทุกขโทษอย่างแสนสาหัสในโลกันตนรก จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังหาพ้นจากนรกไม่

ฝ่ายสาวกของศาสดาจารย์เจ้าลัทธิทั้ง ๓ ซึ่งปรากฏว่ามีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น บางพวกก็มีความเลื่อมใสในลัทธิคำสอนเป็นอย่างมาก บางพวกก็มีความเลื่อมใสแต่พอประมาณ บางพวกก็มีความเลื่อมใสน้อย คือมิค่อยจะเชื่อถือเท่าใด ในบรรดาสาวกเหล่านี้ สาวกพวกที่มีความเชื่อถือเลื่อมใสในลัทธิอันโง่เขลานั้นอย่างฝังจิตฝังใจ พวกเขาถึงกับจดเอาเนื้อความคำสอนไปยังบ้านเรือนของตน แล้วก็อุตส่าห์นั่งท่องนั่งสวดทุกคืนทุกวันจนเจนใจ เมื่อพิจารณาไปด้วยปัญญาอันเฉาโฉด ก็ยิ่งเห็นจริงไปตามคำสอนนั้นหนักยิ่งขึ้น ครั้นพวกเขาพากันคร่ำเคร่งภาวนาอยู่อย่างขึ้นใจโดยนัยเป็นต้นว่า

“ เมื่อบุคคลทำบาปเอง ผู้ทำจะได้ชื่อว่าทำบาปก็หาไม่ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองและผ่องแผ้วแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผลทานไม่มี ผลการบูชาไม่มี สัตว์ทั้งหลายตายแล้วก็สูญหมด”

ภาวนาอยู่อย่างนี้หนัก ๆ เข้า พวกเขาก็ย่อมเกิดมิจฉาสติ คือการตั้งสติไว้ผิด ๆ จิตยึดหน่วงเอาความคิดเห็นผิดนั้นเป็นอารมณ์แน่วแน่ ในที่สุดผู้โง่เขลาทั้งหลายเหล่านั้น ก็พลันเข้าถึงภาวะเป็นนิตยมิจฉาทิฐิกบุคคล คือบุคคลผู้มีความเห็นผิดอันดิ่งลงไป

เมื่อพวกเขากลายเป็นนิตยมิจฉาทิฐิกบุคคลไปอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจักต้องประสบกับความวิบัติอย่างใหญ่หลวง นั่นคือ เมื่อสิ้นชีวิตตายจากมนุษยโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นผู้แคล้วคลาดจากสุคติภูมิ ไม่อาจจะไปเกิดเป็นเทพยดา ณ สรวงสวรรค์ หรือว่าไม่อาจจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ณ มนุษยโลกเรานี้ในชาติต่อไปได้เลย สถานที่ซึ่งเขาจักต้องไปเกิดก็คืออบายภูมิ ๔ มีนิรยภูมิ เป็นต้น ต้องทนทุกข์ เวียนเกิดเวียนตายได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัสในจตุรา บ ายภูมิ ไม่มีกำหนดเวลาที่จะพ้นทุกข์ได้ ไม่มีโอกาสที่จะได้บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นแดนพ้นทุกข์ได้เลยเป็นอันขาด เพราะว่าแม้แต่เพียงสุคติภูมิ นิตยมิจฉาทิฐิกบุคคลก็ยังแคล้วคลาด ไม่อาจจะไปได้แล้ว จะป่วยกล่าวไปใย ถึงการที่เขาจะได้มรรผลนิพพานอันเป็นภูมิสถานที่พ้นทุกข์ทั้งมวลได้เล่า ด้วยเหตุที่พวกเขาเป็นผู้ปิดประตูสุคติภูมิและเป็นผู้เปิดประตูอบายภูมิให้กับตนเองด้วยอำนาจแห่งมิจฉาทิฐิอันดิ่งลงไปดังกล่าวมา ฉะนั้น เมื่อถึงคราวดับขันธ์ทำกาลกิริยาจากมนุษยโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาเหล่านิยตมิจฉาทิฐิกบุคคลผู้น่าสงสารเหล่านั้น จึงพากันไปเกิดเป็นสัตว์นรกเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ร่วมกันกับท่านศาสดาจารย์อรหันต์เถื่อนทั้ง ๓ ของพวกเขาในขุมนรกโลกันต์นั่นแล

 

พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org