หน้าแรก
 
ติตติชาดก พิมพ์
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐

 

.....สถานที่ตรัสชาดก

.....ณ สถานที่ประทับระหว่างนครไพสาลี กับ นครสาวัตถี


.....สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....
เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างเชตวันมหาวิหารแล้ว ได้ส่งคนไปกราบทูลเชิญ พระพุทธองค์จึงเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ในระหว่างทางได้ประทับแรม ณ นครไพสาลี

.....พระฉัพพัคคีย์ ได้ให้ศิษย์เดินทางล่วงหน้าเพื่อจับจองเสนาสนะ เมื่อพระภิกษุทั้งหลายรวมทั้งพระสารีบุตรเดินทางมาถึงจึงไม่มีที่พัก ท่านได้ไปอาศัยโคนไม้ต้นหนึ่งเป็นที่นั่งเจริญภาวนา

.....เช้ามืดวันรุ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกมาพบจึงเกิดธรรมสังเวชว่า “ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ ภิกษุทั้งหลายยังไม่มีความเคารพยำเกรงกัน ถ้าหากเราปรินิพพานไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายจะเป็นอย่างไร”

.....ครั้นรุ่งเช้าจึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ เมื่อทรงสอบถามถึงเหตุดังกล่าวแล้ว ทรงติเตียนพระภิกษุฉัพพัคคีย์นั้น แล้วทรงถามขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ว่า “ภิกษุประเภทใดควรได้รับเสนาสนะอันประเสริฐ”

.....พระภิกษุทั้งหลายต่างกราบทูลแตกต่างกันไป เช่น ให้ผู้ที่บวชจากตระกูลสูงก่อนบ้าง บางรูปให้พิจารณาจากระดับธรรมที่ได้ คือ พิจารณาจากพระอรหันต์ลงมาบ้าง เป็นต้น

.....พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องพิจารณา พระผู้ใหญ่ผู้เจริญด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิต่างหากเล่า จึงจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับของอันเลิศ ควรได้รับการกราบไหว้”

.....พระบรมศาสดาทรงมีพระประสงค์จะประทานโอวาทแก่พระภิกษุเหล่านั้น จึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณแล้วทรงนำ ติตติชาดก มาแสดงดังนี้

.....เนื้อหาชาดก

.....
ในอดีตกาล ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีสัตว์ ๓ ชนิด คือ นกกระทา ลิง และช้าง อาศัยอยู่ด้วยกันที่ต้นไทรใหญ่ สัตว์แต่ละตัวต่างมีความถือดี ไม่เคารพยำเกรงซึ่งกันและกัน

.....ช้างถือว่าตนเป็นสัตว์ใหญ่ เมื่อคันสีข้าง มันจะถูกับต้นไทรจนต้นไทรสะเทือน ส่วนลิงถือว่าตนมีความคล่องแคล่วว่องไว จึงชอบแกล้งโดยหักกิ่งไม้ที่มีรังมดแดงโยนใส่ช้างบ้าง รื้อรังนกกระทาทิ้งบ้าง ส่วนนกกระทาแม้จะตัวเล็กที่สุด แต่ก็ถือว่าตัวเองบินได้จึงถ่ายรดหัวลิงและช้างบ้าง สัตว์ทั้งสามจึงหาความสงบไม่ได้ ต่างมีความรู้สึกโกรธเคืองกันอยู่เนืองๆ

.....วันหนึ่ง ลิงหักกิ่งไม้มาเคาะหัวช้าง ช้างโมโหจึงเขย่าต้นไทร นกกระทารำคาญมากจึงร้องห้ามให้ทั้งสองเลิกทะเลาะกัน ช้างตัวใหญ่ที่สุดก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเรียกช้างว่าพี่จึงจะยุติ ลิงก็ไม่ยอม ทั้งสองต่างถกเถียงกันว่าใครควรจะเป็นพี่ ทั้งสามจึงร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าใครเป็นคนเกิดก่อนอยู่เป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดวันหนึ่งนกกระทาและลิงถามช้างว่า ต้นไทรที่เราอยู่นี่ มันอายุเท่าไรแล้ว?

.....ช้างตอบว่า “เมื่อข้ายังตัวเล็กๆ อยู่น่ะ ต้นไทรนี่สูงแค่ท้องของข้า”

.....ลิงตอบ “เมื่อข้ายังเล็กๆ นึกอยากกินยอดต้นไทรเมื่อไร ข้าก็อ้าปากงับกินได้สบายๆ ไม่ต้องชะเง้อ”

.....นกกระทาจึงตอบว่า “ เมื่อข้ายังเล็กๆ ที่ตรงนี้ยังไม่มีต้นไทรหรอก ข้าไปกินลูกไทรที่ต้นนั้นแล้วมาถ่ายลงที่นี่ ต่อมาต้นไทรก็งอกขึ้น ข้ารู้จักต้นไทรนี้ตั้งแต่มันยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้น ถ้านับอายุกันแล้ว ในพวกเราทั้งสามนี่ ข้าแก่ที่สุด”

.....เมื่อรู้ว่าใครแก่กว่ากันแล้ว นกกระทาซึ่งตัวเล็กที่สุด จึงเป็นพี่ใหญ่ ลิงเป็นพี่รอง ส่วนช้างตัวใหญ่เป็นน้องเล็ก สัตว์ทั้งสามต่างมีความเคารพกันตามลำดับอาวุธโส เลิกกลั่นแกล้ง และมีความสมัครสมานสามัคคีกัน

.....นกกระทาผู้เป็นพี่ใหญ่นั้น จึงคอยให้โอวาทแก่น้องทั้งสองเสมอ ทั้งยังชักชวนให้รักษาศีลห้าอีกด้วย สัตว์ทั้งสามจึงอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ครั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ด้วยกันทั้งหมด

.....ประชุมชาดก

.....เมื่อตรัสจบพระพุทธเจ้าทรงให้โอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์เดียรัจฉานยังมีความเคารพยำเกรงซึ่งกันและกัน เธอทั้งหลายมาบวชในพระธรรมวินัยแล้ว เหตุใดจึงไม่เคารพยำเกรงซึ่งกันและกันเล่า” แล้วตรัสว่า “ผู้ใดฉลาดในธรรม อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ บูชาต่อผู้เจริญ ผู้นั้นย่อมได้รับการสรรเสริญในชาตินี้ และมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า” จากนั้นทรงประชุมชาดกว่า

 

ช้าง      มาเป็น      พระโมคคัลลานะ
ลิง       มาเป็น      พระสารีบุตร     
นกกระทา      มาเป็น      พระองค์เอง               


.....ข้อคิดจากชาดก

.....๑. บุคคลที่จัดว่าเป็นผู้ใหญ่ ควรแก่การเคารพกราบไหว้

.....๒. วิธีแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ เช่น ไหว้ กราบ แสดงกิริยาอ่อนน้อมให้เกียรติ ฯลฯ

.....๓. สิ่งที่ผู้น้อยได้รับจากการปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ ได้แก่ ได้รับการถ่ายทอด
วิชาความรู้, ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

.....๔. ความเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นบ่อเกิดของความสุข

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org