หน้าแรก
 
มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องหน้า (ตอน ๑) พิมพ์
๘ มิถุนายน ๒๕๔๗


 

.....จากธรรมบรรยายตั้งแต่ต้นมา เราได้ทราบแล้วว่า คนดีจะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย ๔ ประการ คือ

๑. มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง โดยมีอริยวินัย ไม่ปฏิบัติกรรมกิเลส ๔ ประการ อย่างเด็ดขาด

๒. มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมหรือต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยมีอริยวินัย ไม่แสดงอคติ ๔ ประการ อย่างเด็ดขาด

๓. มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ โดยไม่พัวพันหรือข้องเกี่ยวอบายมุข ๖ ประการ อย่างเด็ดขาด

๔. มีความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ และต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ด้วยการมีอริยวินัยปิดป้องทิศ ๖ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด

.....จากในบทที่ ๖ เรื่อง ผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์ ทำให้เราได้ทราบว่าการประพฤติปฏิบัติตนตามอริยวินัย ซึ่งกำหนดเป็นหน้าที่ของบุคคลแต่ละคนในทิศ ๖ และบุคคลที่เป็นศูนย์กลางต้องปฏิบัติต่อกัน คือวิธีการปลูกฝังอบรมผู้คนในสังคมให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เป็นคนดี บัณฑิต มิตรแท้ หรือกัลยาณมิตร แต่ถ้าบุคคลใดละเลย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ความเสียหายย่อมจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ กลายเป็นปัญหางูกินหาง และก่อให้เกิดความวิบัตินานาประการ จนเป็นมหาวิบัติของสังคมในที่สุด

.....ต่อไปนี้ ขอให้เรามาร่วมพิจารณาความวิบัติที่จะเกิดในแต่ละทิศ ว่าบุคคลจะมีความคิด ลักษณะนิสัย และแสดงพฤติกรรมอย่างไรกันบ้าง

๑. มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องหน้า
๑. บุตรขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง


.....ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนๆ ให้สมบูรณ์ ตามที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ใน ทิศเบื้องหน้านั้น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นประการแรก คือ บุตรทั้งหลายจะไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีแห่ง ความเป็นมนุษย์ของตนเอง เพราะประพฤติกรรมกิเลส ๔ อยู่เป็นเนืองนิจ ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะนิสัยของบุตรตั้งแต่ยังเล็ก และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ

.....๑) เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ เริ่มต้นตั้งแต่เป็นเด็กขี้หวง ไม่คิดแบ่งปันสิ่งใดๆ แม้กับพี่ๆ น้องๆ ไม่สามารถแยกแยะว่าเรื่องใดดี-ชั่ว ผิด-ถูก ไม่รู้เรื่องบุญ-บาป ไม่เกรงใจแม้พ่อแม่ ไม่อายบาป ไม่กลัวบาป ไม่อดทนต่อคำตักเตือน ไม่สนใจการเรียน ไม่สนใจว่าเกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่อแก้ไขตัวเองให้ดีวันดีคืนขึ้นมา ในที่สุดก็ปฏิเสธความดีทุกชนิดที่เด็กพึงมีพึงเป็น หมดความน่ารัก น่าสงสาร ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก

.....๒) แสดงวจีทุจริต เพราะเหตุที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงกล่าววจีทุจริตได้ทุกชนิด นับตั้งแต่พูดเท็จ พูดหยาบคาย พูดส่อเสียด พูดให้ร้ายป้ายสีพี่น้อง เพื่อนฝูงโดยไม่กระดากปาก เข้าทำนองพูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ทั้งนี้เพื่อแก้ตัวให้พ้นผิด หรือเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว
ครอบครัวใดที่มีบุตรชอบแสดงวจีทุจริต ครอบครัวนั้นจะมีแต่การทะเลาะวิวาทกันเป็นเนืองนิจ หาความสงบและความสามัคคีกันระหว่างพ่อแม่ลูกได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหากับเพื่อนบ้านและเพื่อนฝูงอีกด้วย

.....๓) ทำผิดศีลเป็นนิจ เพราะเหตุที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุตรจึงไม่รู้ว่า ศีลคือต้นทุนแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขทั้งของตนเองและผู้อื่น และเพราะเหตุที่ชอบเอาแต่ใจตน เด็กประเภทนี้จึงทำผิดศีลอยู่เป็นนิจ (ซึ่งบางคนอาจรู้เพียงแต่ว่าตนทำไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าผิดศีลเป็นการสร้างบาป) เพราะเป็นสิ่งทำให้เกิดความพอใจหรือเป็นการแสดงอำนาจและความเก่งกล้าของเด็กมิจฉาทิฏฐิให้ผู้อื่นดู เช่นการฆ่าสัตว์เล็กๆ หรือการขู่เข็ญทำร้ายเพื่อนบางคนเพื่อให้เพื่อนฝูงส่วนมากเห็นว่าตนเป็นวีรบุรุษ หรือเด็กบางคนอยากได้ของผู้อื่น ก็ใช้วิธีลักขโมยเอา เมื่อทำได้สำเร็จก็มีความพอใจ ถ้าเป็นเด็กมีปมด้อยร่างกายอ่อนแอเพียงเล็กน้อย ก็ขาดความกระตือรืนร้น เหมือนคนไร้วิญญาณ

.....บุตรหรือเด็กๆ ที่มีความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ และแสดงพฤติกรรมชั่วทางกาย วาจา อยู่เป็นนิจ ครั้นเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีบุคคลที่มีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมชั่วช้าเลวทราม ถ่วงความเจริญดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org