หน้าแรก
 
โมรนัจจชาดก...ชาดกว่าด้วยความไม่รู้จักละอายต่อบาป พิมพ์
๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๗

 

สถานที่ตรัสชาดก

.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....
ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเมื่อยังเป็นฆราวาสมีฐานะดี เคยมีภรรยามาแล้ว ครั้นภรรยาตายก็ออกบวช

พื้นนิสัยของพระภิกษุรูปนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส จัดเป็นคนประเภทหยิบโหย่ง เวลาเจองานหนักใจก็ไม่สู้เสียแล้ว อย่างที่มักเรียกว่า พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หรือพวกเหลือการเบายิ่งกว่านั้นยังเป็นคนว่ายาก เวลาถูกใครตักเตือนก็มักโกรธ

แต่อย่างไรก็ตาม นิสัยทีเป็นส่วนดีก็ยังมีอยู่บ้าง คือมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สนใจทำบุญให้ทานอยู่เสมอ เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช

แต่โดยนิสัยกลัวความลำบากมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นก่อนบวชจึงได้จัดเตรียมเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับตนไว้อย่างพรักพร้อม คือจัดการสร้างกุฏิไว้อย่างดี มีโรงครัวและโรงอบสมุนไพรไว้ใช้เป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะ สะสมของกินของใช้ เครื่องนุ่งห่มไว้มากมายหลายสำรับ มิหนำซ้ำยังเรียกคนรับใช้มาคอยปรนนิบัติเมื่อท่านบวชแล้วอีกด้วย

เพื่อนพระภิกษุด้วยกันเห็นท่านสะสมบริขารไว้มาก ผิดวิสัยสมณะซึ่งจำกัดให้มีเพียงอัฐบริขาร เท่านั้น ก็พากันตำหนิและตักเตือนแต่โดยดี แต่ท่านกลับโกรธและโต้เถียงไม่ลดละ พระภิกษุเหล่านั้นเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ผู้อื่นและนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่สงฆ์ จึงพากันฉุดรั้งตัวท่านไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระบรมศาสดาทรงซักถามได้ความโดยตลอดแล้ว ทรงตำหนิและตรัสเตือนว่า

“ ดูก่อนภิกษุ เธอมาบวชในศาสนาของเราแล้ว เหตุไฉนจึงสะสมบริขารมากมายเช่นนี้เล่า ไม่เป็นการสมควรเลย ”

พระภิกษุรูปนั้นได้ยินพระพุทธดำรัสแล้วแทนที่จะได้คิดกลับโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที พร้อมกับผลุดลุกขึ้นยืน กระชากจีวรเครื่องนุ่งห่มออกจากตัวจนหมดสิ้น ยืนเปลือยกายอยู่ต่อหน้าพระบรมศาสดา ท่ามกลางหมู่สงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พร้อมทั้งพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า

“ ถ้าเช่นนี้ ต่อไปนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะอยู่ตัวเปล่าๆ อย่างนี้แหละ !”

คนทั้งหลายเห็นกิริยาหยาบคาย ที่พระภิกษุรูปนั้นแสดงต่อหน้าพระบรมศาสดา ก็โกรธแค้นพากันกล่าวบริภาษขึ้นด้วยความเกลียดชัง พระภิกษุผู้ไม่มีหิริ โอตตัปปะ ไม่อาจทนสู้หน้าอยู่ได้ก็สึกเสียในวันนั้น แล้วเดินเปลือยกายโทงๆ ออกจากพระเชตะวันมหาวิหารไป

หลังจากวันนั้น พระภิกษุทั้งหลายยังคงสนทนาติเตียนพระภิกษุผู้นั้นด้วยความสลดใจ

“ ทำไมหนอ คนเช่นนี้จึงยังคงมีอยู่ในโลก อุตส่าห์เกิดมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พบพระรัตนตรัยแล้ว ยังเจ้าอารมณ์ ดื้อด้าน หยาบคาย จะสะดุ้งกลัวต่อบาปแม้สักนิดก็ไม่มีต่อหน้าพระบรมหศาสดาแท้ๆ ยังทำได้ถึงเพียงนี้

ขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมายังที่ประชุม ทรงถามถึงเรื่องพระภิกษุกำลังสนทนากันอยู่ ครั้นทรงทราบความแล้วจึงทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ พระพุทธองค์ทรงนำ โมรนัจจชาดก มาตรัสดังนี้

 

เนื้อหาชาดก

.....ในอดีตกาลเมื่อครั้งต้นๆ กัป โลกนี้มีแต่ความร่มรื่น สวยสดงดงาม อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร หมู่สัตว์อยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบวินัย มีความเคารพซึ่งกันและกัน ในครั้งนั้นราชสีห์เป็นหัวหน้าของสัตว์สี่เท้าทั้งหลาย ปลาอานนท์เป็นหัวหน้าของปลาทั้งหลาย และพญาหงส์เป็นหัวหน้าของบรรดานกทั้งหลาย

พญาหงส์ทองนั้นมีลูกสาวอยู่ตัวหนึ่ง รูปร่างและสีสันของนางสาวงามเป็นที่เลื่องลือ กิริยามารยาทอ่อนช้อย เรียบร้อยและสง่างามสมเป็นธิดาพญาหงส์ เมื่อนางเจริญวัยสมควรจะมีคู่ได้แล้ว พญาหงส์จึงประกาศป่าวร้องให้บรรดานกทั้งหลายมาประชุมกันยังลานอันร่มรื่นงดงามแห่งหนึ่งในป่า เพื่อให้นางเลือกคู่ครองตามใจชอบ

บรรดานกหนุ่มๆ ทั้งหลายที่มาประชุมกันนั้น ต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครองใจธิดาพญาหงส์ แต่นางมีความพอใจนกยูงหนุ่มผู้สง่างามตัวหนึ่ง จึงกล่าวกับบิดาว่า

“ พ่อคะ นกยูงตัวนั้นดูงดงามเด่นเป็นสง่ายิ่งกว่านกใดๆ ลูกขอเลือกนกยูงตัวนั้นนะคะ ”

เมื่อพญาหงส์ทราบเช่นนั้น จึงประกาศเรียกนกยูงหนุ่มออกมากลางลานประชุม นกทั้งหลายจึงพากันรุมล้อมนกยูงหนุ่มเพื่อแสดงความยินดีด้วย นกยูงหนุ่มรู้สึกลำพองใจยิ่งนักจึงกล่าวว่า

“ เพื่อนเอ๋ย เป็นธรรมดาที่ผู้มีความสง่างามอย่างเรา จะเป็นที่หมายปองของสตรีทั้งหลาย แต่ความงามที่ท่านเห็นอยู่นี้ยังน้อยนักจงดูนี่สิ ”

ว่าแล้วนกยูงหนุ่มก็รำแพนหางกางปีกรำอยู่ท่ามกลางฝูงนก พญาหงส์เห็นดังนั้น รู้สึกขัดเคืองใจยิ่งนัก นึกตำหนิว่า นกยูงตัวนี้ขาดหิริ คือไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย ซ้ำยังขาดโอตตัปปะ ไม่เกรงคำนินทา กล้ารำอวดตัวท่ามกลางที่ประชุมชนเช่นนี้ จึงกล่าวขึ้นว่า

“ นี่แนะ เจ้านกยูงเอ๋ย ! เสียงของเจ้านั้นไพเราะจับใจ หลังของเจ้าก็งามสง่า ลำคอเป็นเงางามราวกับแก้วไพฑูรย์ หางก็ยาวตั้งวา แต่จะหาความละอายใจและสำรวมกายแม้สักนิดก็ไม่มี จึงได้มารำแพนหางกางปีกรำเช่นนี้ เราไม่ยกลูกสาวให้เจ้า ”

พูดดังนั้นแล้ว พญาหงส์ก็ประกาศยกธิดาของตนให้หงส์ผู้เป็นหลาน เมื่อนกยูงหนุ่มไม่ได้ธิดาพญาหงส์มาเป็นคู่ ก็รู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนัก จึงบินหนีไปจากที่นั้นทันที

 

ประชุมชาดก

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส โมรนัจจชาดก จบแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

นกยูง       ในครั้งนั้น       ได้มาเป็นภิกษุผู้ขาดความละอายรูปนี้
พญาหงส์                     ได้มาเป็นพระองค์เอง                 

 

ข้อคิดจากชาดก

๑ . ผู้ใดที่รู้ตัวว่านิสัยไม่ดี เช่น เกียจคร้าน เห็นแก่ความสะดวกสบายเกินเหตุ ไม่ยอมรับระเบียบวินัย หรือมักแสดงกิริยาวาจาหยาบคายอยู่เสมอ ควรรีบปรับปรุงตัวเสียใหม่ เพื่อแก้นิสัยไม่ดีให้หมดไป อย่าปล่อยให้เคยชิน มิฉะนั้น นิสัยดังกล่าวจะติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปด้วย

๒ . เมื่ออยู่ในที่ประชุมใดก็ตาม จะต้องสำรวมกริยามารยาทให้เรียบร้อย ไม่แสดงท่าทีเย่อหยิ่ง โอ้อวด เพราะเป็นรังเกียจแก่ผู้พบเห็น ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ ย่อมได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ แม้ในหมู่คนที่เสมอกันก็ให้ความรักใคร่สนิทสนม

๓ . ผู้ที่ฝึกสมาธิอยู่สม่ำเสมอ จะมีความสำรวมกาย วาจา ใจ เพราะมีสติคอยกำกับการกระทำอยู่ตลอดเวลา

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org