หน้าแรก
 
มหัศจรรย์-บั้งไฟพญานาค.. แห่งลุ่มน้ำโขง พิมพ์
๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘

sp481017_1.jpg

“บั้งไฟพญานาค” เป็นปรากฎการณ์ของการเกิดลูกไฟสีชมพูพวยพุ่งขึ้นจากกลางลำน้ำโขงสู่อากาศ โดยลูกไฟนั้นไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง พุ่งสูงประมาณ 20-30 เมตร แล้วหายไปโดยไม่มีการโค้งลงมา เช่น บั้งไฟทั่วไป ขนาดของลูกไฟมีตั้งแต่ขนาดเท่าหัวแม่มือ กระทั่งขนาดเท่าฟองไข่ไก่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่แน่นอน ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 2-3 ทุ่ม สถานที่เกิดมักเป็นลำน้ำโขง ในท้องที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และบริเวณอื่นๆ บ้าง เช่น ตามห้วยหนองที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขง

นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า “บั้งไฟพญานาค” นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่านั้น ตามแนวแม่น้ำโขง ไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์ สมัยก่อนนั้นการปกครองและ การสร้างเมืองโดยพญานาค จึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครอง และแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน
ทั้งหมดนั้นก็เพื่อ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พญานาค ก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และ สำคัญอย่างไร กับเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ และทำไม”บั้งไฟพญานาค”จึงได้เกิดขึ้นเฉพาะเขต จ.หนองคาย เท่านั้น และที่สำคัญจะเกิดขึ้นเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกันระหว่าง ไทย-ลาว หากปีไหนแปดสองหนบั้งไฟพญานาค ก็จะเลื่อนไปขึ้นในวันพระลาว (15 ค่ำ ลาว) เป็นเรื่องที่ท้าทายให้มาดูมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บั้งไฟพญานาคว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงต้องเกิดในวันดังกล่าวเท่านั้น ใครทำเพื่ออะไร และ ได้อะไรจากการกระทำดังกล่าว เชื่อว่าหลายคนยังต้องการไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์นี้อยู่ (ตำนาน-ในพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดา บนดาวดึงส์ ครบ 3 เดือน เมื่อเสด็จกลับโลกมนุษย์ พญานาคได้เนรมิตบันไดแก้ว เงิน ทอง เสด็จลงมา มนุษย์ เทวดา พญานาค ได้ฉลองสมโภชด้วยการจุดบั้งไฟถวาย โดยเฉพาะเหล่าพญานาค ดังนั้นต่อมาเหล่าพญานาคจึงได้ถือเอาวันออกพรรษาเป็นวันสำคัญ)...คุณ น่าน 203.144.160.*

พญานาค ตำนาน..ความเชื่อ..หรือความจริง ?

ปรากฏการณ์ บั้งไฟพญานาคŽ ที่เกิดขึ้นในวันออกพรรษาของทุกๆ ปี ที่จังหวัดหนองคาย ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางใน สังคมไทยยุคไฮเทค ซึ่งข้อถกเถียงต่างๆ ก็ล้วนตั้งอยู่บนสมมุติฐานใหญ่ๆ ๒ ประการ คือ

 

1. สมมุติฐานที่ไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้เห็นว่า พญานาคเป็น เรื่องปรัมปราที่เล่าสืบต่อๆ กันมา จึงไม่เชื่อว่า ดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากลำน้ำ โขงคือ บั้งไฟพญานาค ดังนั้น จึงมีการตั้งสมมุติฐานกันว่า อาจจะเกิดจาก ฝีมือของมนุษย์ หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า เกิด จากอะไรกันแน่

 

2. สมมุติฐานที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่เคารพนับถือพญานาคสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยาวนานนับพันปี รวมไปถึง ชาวพุทธที่ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเกิดความเชื่อมั่นว่า คนเราตายแล้วไม่สูญ ชีวิตในโลกหน้ามีจริง ซึ่งพญานาคก็เป็น ภพภูมิหนึ่งของชีวิตหลังความตาย ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม

 

พญานาคแม่น้ำโขงที่มา “บั้งไฟพญานาค”sp481017_2.jpg

แต่สำหรับพญานาค ในแม่น้ำโขงนั้น แม้จะไม่มี บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แต่ ผู้ที่นั่งสมาธิจนมีรู้มีญาณ ต่าง ก็ยืนยันตรงกันว่า พญานาค ในแม่น้ำโขงนั้นมีอยู่จริง และยังสามารถบรรยายถึง ลักษณะรูปร่างของพญานาค โดยจำลองออกมาเป็นภาพ วาดให้ดู นอกจากนี้ยังสามารถบอกได้อีกด้วยว่า พญานาคลำน้ำโขงนั้นมีถิ่นที่อยู่เป็นเมืองที่อยู่ ใต้ท้องแม่น้ำโขง ลึกลงไปใต้แผ่นดินที่รองรับน้ำ ในแม่น้ำโขงอยู่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นภพละเอียดที่ ซ้อนอยู่กับโลกมนุษย์ของเรา

 

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีพัฒนาการมาเพียง 100 ปีเศษ กับข้อมูลจากผู้ที่พบเห็นในพื้นที่จริง ณ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งสืบทอดความรู้มาหลายร้อยปี รวมทั้งข้อมูลยืนยันเรื่องพญานาคที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ทำให้พอสรุปได้ว่า บั้งไฟพญานาคมีจริง หาใช่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแต่อย่างใด และแน่นอนว่า ทุกปี ในวันออกพรรษาของประเทศลาว วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้ตรงกับ 18 ตุลาคม 2548 พญานาคใต้ลำน้ำโขง ซึ่งมีตัวตนจริงและรอการพิสูจน์ด้วยตามนุษย์ทุกคน โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องตาดีและมีบุญ เท่านั้น !!! (www.dmc.tv)

โดยในปีนี้มีกิจกรรมที่พิเศษน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งตลอดทั้งวันจนตลอดคืน ที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เริ่มต้นด้วยตั้งแต่ 6 โมงเช้า เป็นการตักบาตร ณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ตามด้วยปล่อยนกพิราบขาว 22 คู่ ในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นการทอดผ้าป่าปลูกต้นสนกว่า 20,000 ต้น ณ บริเวณพื้นที่เตรียมจัดสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ ในช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.00 น. เป็นกิจกรรมเทเหล้าเผาบุหรี่ เพื่อทำลายสิ่งเสพติดอันไม่พึ่งประสงค์ จากนั้น 18.00 น. เป็นต้นไป มีการจุดประทีปเอก ปล่อยโคมลอยเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ประชาชนร่วมกันสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย เพื่อชมบั้งไฟพญานาค ต่อไป

 

 

ความสำคัญ..พุทธอุทยานนานาชาติ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

ประเทศไทย นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว ล่าสุดยังได้รับการเสนอให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก จากมติที่ประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกประจำปี พ.ศ.2548 ที่ผ่านมาอีกด้วย นั่นก็หมายความว่านับแต่นี้ต่อไป ประเทศไทยของเราจะต้องมีบทบาทและกิจกรรมเพื่อแสดงความเป็นผู้นำทานด้านพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติมากขึ้น

โครงการพุทธอุทยานนานาชาติ ในพื้นที่ของจังหวัดหนองคายนั้นเนื่องจากความเหมาะสมหลายประการคือ จังหวัดหนองคายมีตำนานเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งพุทธกาล จังหวัดหนองคายเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่มีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นสิ่งที่ท้าทายนักท่องเที่ยวปีละหลายแสนคนจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาพิสูจน์ถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ และความสามารถของมนุษย์จะพึงกระทำ จังหวัดหนองคายได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลกจากวารสาร MM.Modern Moturity (May-June 2001) โดยสมาคมผู้สูงวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้จังหวัดหนองคายอยู่ในทำเลที่มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงไปสู่นานาประเทศได้หลายทาง โดยเฉพาะลำน้ำโขงที่เป็นอู่อารยธรรมของชนชาติต่าง ๆ ทั้ง ทิเบต จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

การสร้างพุทธอุทยานนานาชาติริมลำน้ำโขงนี้จะช่วยเชื่อมโยงประสานพุทธบุตร ตลอดลำน้ำทั้งสองฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แม่น้ำโขงอาจขวางกั้นได้เพียงกาย แต่มิอาจขวางกั้นจิตใจที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่วมกันได้

พุทธอุทยานนานาชาติสร้างขึ้นเพื่อ

-เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั่วโลก

-เป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

-เป็นสถานที่ประชุมอบรมและฟังธรรมของพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า

-เป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติธรรมและประกอบกิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนาวัฒนธรรมประเพณีทั้งของประชาชนชาวไทยและในระดับนานาชาติ

-เป็นพุทธบูชาและเป็นพุทธานุสรณียสถานสืบสานตำนานบั้งไฟพญานาคให้ชาวโลกได้รับความจริง

-เป็นรมณียสถานอันสงบร่มรื่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

บนพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงและถนนทางหลวงแผ่นดินสายหนองคาย-บึงกาฬ ในเขตอำเภอโพนพิสัยติดกับห้วยน้ำเป เขตกิ่งอำเภอรันตวาปี ห่างจาก จ.หนองคาย หลักกม.ที่ 62

สิ่งดี ๆที่กำลังจะบังเกิดขึ้น...ด้วยความเชื่อที่รอคอยการพิสูจน์ ด้วยวิถีการปฏิบัติอันถูกต้องตามพุทธประเพณี ย่อมจะยังผลอันน่าอัศจรรย์แก่ผู้ถือปฏิบัติได้ประจักษ์ทั้งแก่ตาและสว่างในใจได้ในที่สุด.

ดุสิตา.

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๘ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org