หน้าแรก
 
นันทชาดก...ชาดกว่าด้วยความมานะถือตัว พิมพ์
๒๐ กันยายน ๒๕๔๗

 

สถานที่ตรัสชาดก

.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....
พระสารีบุตรเถระ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเลิศทางปัญญาและเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีลูกศิษย์มากมาย และเอาใจใส่สั่งสอนอบรมลูกศิษย์ของท่านอย่างเต็มความสามารถโดยไม่ปิดบังอำพราง ส่วนศิษย์ทั้งหลายก็มีความเคารพนบนอบ อยู่ในโอวาทของท่านอย่างดียิ่ง

อยู่มาคราวหนึ่ง พระสารีบุตรได้ทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจาริกไปยังทักขิณาคีรีชนบท ด้วยประสงค์จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปสู่หมู่ชนที่อยู่ห่างไกลเหล่านั้น โดยมีพระภิกษุผู้เป็นศิษย์รูปหนึ่งซึ่งมีความประพฤติเรียบร้อย รู้จักเอาใจใส่ปรนนิบัติอย่างดีติดตามไปรับใช้ด้วย

ครั้นถึงเขตชนบทแล้ว ศิษย์ผู้เรียบร้อยเคยอยู่ในโอวาทผู้นี้กลับประพฤติตนผิดจากเดิม ราวหน้ามือเป็นหลังมือ คือมีท่าทีกระด้างกระเดื่อง ไม่เชื่อฟัง พูดจากยอกย้อนโต้เถียง งานการที่เคยปฏิบัติกลับละเลยเสียสิ้น พระสารีบุตรเห็นผิดสังเกตไปมาก และแม้ได้สำรวจตนเองแล้วว่ามีข้อบกพร่องประการใด ศิษย์จึงได้ขาดความเคารพถึงเพียงนี้ ก็หาได้พบข้อบกพร่องเหล่านั้นไม่ จึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ตลอดเวลา

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ท่านจึงได้เดินทางกลับ เมื่อกลับเข้ามาอยู่ในเชตวันมหาวิหารอีกครั้ง ศิษย์ผู้นี้กลับมีนิสัยอ่อนโยนปรนนิบัติรับใช้อย่างดีเยี่ยมเช่นเคย สร้างความแปลกใจให้ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเองก็มิได้ประพฤติตนผิดไปจากเดิมแต่ประการใดเลย

เมื่อพระสารีบุตรมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกราบทูลเรื่องศิษย์ผู้นี้ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสนุสติญาณ แล้วตรัสว่า

“ ดูก่อนสารีบุตร มิใช่แต่ปัจจุบันเท่านั้นที่ภิกษุรูปนี้ประพฤติตนดังที่กล่าวมา แม้ในชาติก่อน เมื่ออยู่ในที่แห่งหนึ่ง ก็ทำตัวราวกับทาสที่เขาไถ่มาด้วยเงิน ๑๐๐ กหาปณะ แต่ครั้นไปอยู่อีกที่หนึ่งกลับทำตัวเป็นศัตรูกับนายเสีย ”

พระสารีบุตรจึงกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงเล่าเรื่องราวแต่หนหลัง พระพุทธองค์จึงทรงนำ นันทชาดกมาตรัส ดังนี้

 

เนื้อหาชาดก

.....ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี มีชายชราฐานะร่ำรวยคนหนึ่งไปได้ภรรยาที่ยังเป็นสาวรุ่นทั้งสองอยู่ด้วยกันจนกระทั่งมีบุตรชายคนหนึ่ง

วันหนึ่ง ชายชราคิดคำนึงถึงตนเองว่า

“ ...เรานี้อายุก็มากแล้ว เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง จะตายวันตายพรุ่งไม่รู้ได้ ถ้าเราตายไป เมียเราคงหาพ่อใหม่ให้ลูก เขาจะเลี้ยงลูกเราอย่างไร ไม่อาจรู้ได้ เรานำสมบัติไปฝังไว้ก่อนดีกว่า รอให้ลูกโตแล้วค่อยมาขุดเอาไปใช้ ”

คิดดังนี้แล้ว จึงเรียกนายนันทะ ทาสซึ่งตนไว้วางใจที่สุดมาหา แล้วชวนกันนำสมบัติไปฝังไว้ในป่า

“ นันทะ เมื่อครั้งพ่อแม่ของเรายังอยู่ แม่ของเจ้าได้ชื่อว่าเป็นคนที่ครอบครัวเราไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด มาในครั้งนี้ ก็มีเจ้านี่แหละที่เราไว้วางใจยิ่งกว่าใคร จึงอยากให้เจ้าช่วยเป็นธุระดูแลทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกชายของเราจนกว่าเขาจะโต เราจะได้ตายตาหลับ.. และช่วยอบรมสั่งสอนให้เขาเป็นคนดีมีศีลธรรม มีความขยันหมั่นเพียรจะได้รักษาทรัพย์ได้ และจะได้มีความกตัญญูรู้คุณต่อเจ้าด้วย ”

ต่อมาไม่นาน ชายชราได้สิ้นชีวิตลง ฝ่ายภรรยาก็เลี้ยงดูลูกน้อยของนางจนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้น วันหนึ่ง นางได้กล่าวกับลูกว่า

“ ลูกเอ๋ย ก่อนที่พ่อของลูกจะเสียชีวิตลง ได้ชวนลุงนันทะไปฝังสมบัติไว้ในป่า แม่เห็นว่าถึงเวลาที่ลูกจะชวนลุงนันทะไปขุดสมบัติมาใช้ได้แล้ว จะได้นำมาเป็นทุนสร้างเนื้อสร้างตัวต่อไป ”

ชายหนุ่มจึงไปหานายนันทะ แล้วกล่าวว่า

“ ลุงจ๊ะ เดี๋ยวนี้ฉันก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงเวลาที่จะก่อร่างสร้างตัวเสียที ต่อไปภายหน้าจะได้เลี้ยงดูแม่และลุงไม่ให้ลำบาก ฉันอยากให้ลุงพาฉันไปขุดสมบัติที่พ่อฝังไว้มาทำทุนสักหน่อย ”

นายนันทะรีบกุลีกุจอนำจอบเสียมไปยังป่าที่ฝังสมบัติไว้ แต่พอไปถึงที่ฝั่งสมบัติกลับเป็นนิ่งเฉยเสีย ซ้ำยังหันมาตะคอกชายหนุ่มว่า

“ อะไรกัน เจ้าน่ะหรือจะมีทรัพย์สมบัติมาแต่ไหน ถ้ามีแม่ของเจ้าก็ต้องเป็นคนดูแลสิ เจ้าคนนี้นี่ แปลกพิลึก !”

นายนันทะยังกล่าววาจากระทบกระเทียบต่างๆ นานา ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดี จึงชวนกลับบ้าน ครั้นถึงบ้านแล้ว นายนันทะกลับพูดจาอ่อนโยนสนิทสนมเหมือนเดิม

ต่อมาอีกสองสามวัน ชายหนุ่มเห็นนายนันทะมีอารมณ์ดีจึงชวนไปขุดสมบัติในป่าอีก นายนันทะรีบไปด้วยความเต็มใจ ครั้นไปถึงที่ฝังทรัพย์ กลับพูดจาหยาบคายกระทบกระเทียบ โยนจอบโยนเสียมทิ้ง ชายหนุ่มมิได้โต้ตอบประการใด ได้แต่ชวนกลับบ้านเช่นคราวก่อน

ชายหนุ่มมีความแปลกใจยิ่งนัก แต่ไม่รู้จะทำประการใด พลันนึกถึงเพื่อนเก่าของพ่อ ซึ่งเป็นที่นับถือของคนทั่วไปว่าเป็นบัณฑิต จึงไปหาแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

บัณฑิตผู้เฒ่าสืบสาวราวเรื่องทั้งหมดแล้ว พอจะเข้าใจได้ว่า นายนันทะผู้เป็นทาสนี้ เมื่อไปถึงที่ฝั่งทรัพย์คงเกิดมานะถือตัวว่าตนผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ที่ฝังทรัพย์ นายจะต้องพึ่งพาอาศัยตน หากแม้ตนจะคิดคดโกงมาเสียทั้งหมดก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะความลำพองใจจนลืมตัวเช่นนี้ จึงกล้ากล่าววาจาข่มขู่นาย แต่ครั้นมาถึงบ้านที่ตนอาศัยเขาอยู่อย่างทาสรับใช้ ก็บังเกิดความคุ้นเคย แสดงตนเป็นทาสดังเดิม

คิดดังนี้แล้ว บัณฑิตเฒ่าจังกล่าวกับชายหนุ่มว่า

“ หลานเอ๋ย หากนายนันทะบุตรของนางทาสี ยืนกล่าวคำหยาบคายอยู่ตรงไหน ตรงนั้นแหละเป็นที่ฝังทรัพย์สมบัติของพ่อเจ้า ”

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มจึงชวนนายนันทะเข้าป่าไปขุดสมบัติอีก เมื่อไปถึงที่ฝั่งทรัพย์ นายนันทะก็ด่าว่าด้วยวาจาหยาบคายเช่นเดิม แต่คราวนี้ ชายหนุ่มออกคำสั่งให้นายนันทะขุดสมบัติ ณ ที่นั้น เมื่อขุดขึ้นมาได้แล้ว จึงสั่งให้นายนันทะแบกกลับบ้าน ซึ่งเมื่อนายนันทะกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็กลายเป็นคนสุภาพอ่อนโดยเช่นเคยอีกครั้งหนึ่ง

 

ประชุมชาดก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประชุมชาดกว่า

นันททาส    ได้มาเป็นพระภิกษุลูกศิษย์ผู้นี้ของพระสารีบุตร

ชายหนุ่ม    ได้มาเป็นพระสารีบุตร                        

บัณฑิตเฒ่า    ได้มาเป็นพระพุทธองค์                        

 

ข้อคิดจากชาดก

๑ . “ คนแก่เมียสาว ” จะต้องเป็นทุกข์ดังนี้ คือ เมื่อมีชีวิตอยู่ เป็นทุกข์เพราะสังขารที่ต่างกัน เมื่อถึงคราวจะตาย เป็นทุกข์เพราะห่วงภรรยาห่วงลูก

คนโบราณจึงห้ามว่า 3 สิ่งนี้ไม่ควรทำคือ

อย่ามีเมียเด็ก เพราะต้องตามหึง ตามห่วง ตามหวงอยู่ตลอดเวลา

อย่าซื้อควายเล็ก เพราะซุกซน และร้องหาแม่ทั้งวันทั้งคืน

อย่าทำนาดอน เพราะถ้าฝนไม่ตกหนักจริงๆ จะต้องวิดน้ำเข้านาอยู่เรื่อยๆ

๒ . คนบางคนเมื่อมีฐานะดีขึ้น มียศ มีตำแหน่งสูงขึ้น จะให้ความสำคัญกับตัวเองมาก ถึงขนาดลืมตัว ใช้วาจาข่มขู่ ลบหลู่คุณท่าน บุคคลดังกล่าวนี้มีอยู่ไม่น้อย ต้องเตรียมใจไว้รับ และไม่ควรร่วมงานด้วยต่อไป

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org