หน้าแรก
 
มหาสีลวชาดก ชาดกว่าด้วยการปรารภความเพียร พิมพ์
๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๘

 

สถานที่ตรัสชาดก

.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี



สาเหตุที่ตรัสชาดก

.....ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ เชตวันมหาวิหาร ได้ทรงทราบว่าในเวลานั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเมื่อระยะแรกบวช ก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างน่าสรรเสริญอีกด้วย

แม้ว่าพระภิกษุรูปนี้ จะตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างดี แต่ก็ยังไม่มีมรรคผลใดๆ ปรากฏให้เห็น จึงบังเกิดความท้อถอย เบื่อหน่ายคลายความเพียร ประพฤติปฏิบัติธรรมย่อหย่อน ครองเพศสมณะไปวันๆ หนึ่งอย่างแกนๆ เหมือนคนสิ้นหวังในชีวิต

พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสุดที่จะประมาณปรารถนาจะประทานกำลังใจในการปฏิบัติธรรม จึงตรัสเรียกพระภิกษุรูปนั้นมาซักถาม แล้วทรงให้สติว่า

“ เมื่อมีโอกาสได้มาบรรพชาในพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาเดียวในโลกที่เปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์ สามารถนำสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากกองทุกข์ได้ จึงไม่ควรเลยที่เธอจะย่อหย่อน คลายความเพียรเสียเช่นนี้ บัณฑิตในกาลก่อนโน้น แม้จะสิ้นสูญราชสมบัติแล้ว ก็ยังตั้งมั่นอยู่ในความเพียร ไม่ท้อถอยจนกระทั่งภายหลังสามารถกลับไปครองราชสมบัติได้อีก”

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสนุสสติญาณ นำ มหาสีลวชาดก มาตรัสเล่า ดังนี้

 

เนื้อหาชาดก

.....ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่งทรงมีพระนามว่า พระมหาสีลวราช พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถมาก ทรงสำเร็จศิลปศาสตร์ทุกแขนง เมื่อมีพระชันษาเพียง ๑๖ พรรษา

พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณา ตั้งแต่ยังทรงเป็นพระกุมาร ครั้นเมื่อได้ครองราชสมบัติแล้ว ก็ทรางปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยธรรม ทรงเป็นพระธรรมราชาของพสกนิกรทั้งปวง พระองค์ทรงโปรดการทำทานยิ่งนัก ทรงให้สร้างโรงทานไว้ถึง ๖ แห่ง คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน ที่กลางพระนคร และที่ประตูพระราชวัง เพื่อเป็นทานแก่คนยากจนไร้ที่พึ่ง คนกำพร้า และคนเดินทาง ซึ่งเหน็ดเหนื่อย หิวโหยผ่านมา จะได้มีข้าวปลาอาหารรับประทาน

ในครั้งนั้น มีอำมาตย์ชั่วคนหนึ่ง เห็นพระราชามีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา พระราชอัธยาศัยก็อ่อนโยนไม่โปรดปรานการรบราฆ่าฟัน จึงคิดเหิมเกริมถึงขนาดบังอาจลักลอบเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในหลายครั้งหลายครา จนมีผู้มากราบทูลฟ้องร้อง และพระองค์ก็ทรงทราบด้วยพระองค์เอง ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนี้มีความผิดถึงขั้นประหาชีวิต แต่พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยกรุณา ไม่ทรงประสงค์จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงเพียงทรงว่ากล่าว แล้วขับไล่ไปเสียจากพระนคร

เมื่ออำมาตย์ชั่วผู้นั้นถูกขับไล้ออกจากเมือง ก็โกรธแค้นพระเจ้ามหาสีลวารยิ่งนัก เขาขนทรัพย์สินและพาลูกเมียเดินทางออกจากกรุงพาราณสี ไปพึ่งบารมีพระราชแห่งแคว้นโกศล

โดยที่อำมาตย์ผู้นี้เป็นคนมีฝีมืออยู่แล้ว และยังหมั่นเพียรทำการงานเต็มความสามารถ แสดงความจงรักภักดีอย่างออกนอกหน้า ในไม่ช้าก็เป็นที่ไว้วางพระราชฤทัยของพระเจ้าโกศล

วันหนึ่ง ขณะที่อำมาตย์ทั้งหลายเข้าเฝ้าประชุมปรึกษาเรื่องราชการงานเมืองอยู่นั้น อำมาตย์ชั่วเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงกราบทูลพระเจ้าโกศลว่า

“ พระพุทธเจ้าข้า กษัตริย์เมืองพาราณสีอ่อนแอราวอิสตรี ถึงแม้ราชสมบัติในเมืองจะมีมากมาย แต่ก็เปรียบเสมือนรวงผึ้งที่ปราศจากตัวผึ้ง หากพระองค์มีพระราชประสงค์เมืองพาราณสีแล้วไซร้ เพียงยกกำลังทหารไปเล็กน้อย ก็อาจยึดเมืองได้โดยง่ายพระเจ้าข้า”

พระเจ้าโกศลทรงสดับฟังแล้ว ก็ไม่ทรงเชื่อสนิทนัก เพราะทรงเห็นว่าอำมาตย์ผู้นี้ เคยรับราชการในเมืองพาราณสีมาก่อน จึงตรัสสำทับว่า

“ ที่เจ้าพูดอย่างนี้ เจ้าจะเข้ามาสอดแนมเมืองโกศลหรืออย่างไร..?”

“ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลด้วยความจริงใจ หากพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ก็ทรงทดลองส่งทหารที่ไว้วางพระทัยปลอมเป็นโจรไปปล้นหมู่บ้านชายแดนเมืองพาราณสีดูสักครั้ง เมื่อทหารปลอมพวกนี้ถูกจับตัวไปเฝ้าพระเจ้ามหาสีลวาราชแล้ว ทรงมั่นพระทัยได้เลยว่า แทนที่จะได้รับโทษกลับจะได้รับพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ แล้วปล่อยตัวกลับมาอีกด้วย เพราะพระเจ้ามหาสีลวราชทรงขลาดกลัว เกรงว่าพวกพ้องของโจรที่ถูกจับตัวไว้จะตามมาแก้แค้น จึงมักต้องเอาใจโจรเสมอ พระเจ้าข้า” อำมาตย์ชั่วกราบทูล

พระเจ้าโกศลไม่ทรงเชื่อนัก แต่ทรงห็นอำมาตย์กราบทูลอย่างแข็งขัน ก็ทรงคิดว่าจะทดลองดู จึงส่งทหารกลุ่มหนึ่งปลอมเป็นโจรไปปล้นหมู่บ้านชายแดนเมืองพาราณสี

เหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่อำมาตย์ชั่วกราบทูล เพราะเมื่อโจรปลอมของพระเจ้าโกศลถูกจับตัวไปถวายพระเจ้ามหาสีลวราชแล้ว พระองค์ทรงซักถามคนเหล่านั้นว่า

“ เหตุใดพวกเจ้าจึงพากันมาปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน ทำไมไม่คิดที่จะทำมาหากินโดยสุจริตเล่า..?”

“ พวกข้าพระพุทธเจ้ายากจน ไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพย์สินเงินทองจะลงทุนทำมาค้าขายอะไร จึงต้องปล้นเขากินอย่างนี้ พวกโจรปลอมกราบทูล”

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org