หน้าแรก
 
ติฎฐชาดก พิมพ์
๕ พฤษภาคม ๒๕๔๖



.....ทรงหยั่งรู้อัธยาศัยใจคอผู้อื่น

......สถานที่ตรัสชาดก

......เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

.....สาเหตุที่ตรัสชาดก

......ศิษย์ของพระสารีบุตรรูปหนึ่ง เรียนพระวินัยอย่างเต็มที่และทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ แต่สมาธิไม่ก้าวหน้า พระสารีบุตรจึงพาศิษย์ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสถามถึงวิธีฝึก ท่านกราบทูลว่า ให้ฝึก "อสุภกรรมฐาน" เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ พระบรมศาสดาทรงระลึกชาติหนหลังด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสว่า พระสารีบุตรไม่ได้บรรลุ "อาสยานุสยญาณ" จึงฝึกลูกศิษย์รูปนี้ไม่ได้ผล และให้พระสารีบุตรกลับไปก่อนโดยให้ลูกศิษย์อยู่กับพระองค์

.....อดีตชาติพระภิกษุรูปนี้เมื่อ ๕๐๐ ชาติหลังๆ เกิดเป็นช่างทำทองที่งดงามวิจิตรมาตลอด ดังนั้นจะรู้สึกแช่มชื่นแจ่มใสเมื่อพบของสวยงามเท่านั้น เมื่อให้ฝึกสมาธิโดยพิจารณาของไม่งาม จึงไม่ถูกอัธยาศัย ทำใจให้สงบไม่ได้

.....พระพุทธองค์ทรงปรับวิธีเจริญสมาธิภาวนา พระองค์ทรงอธิษฐานให้เกิดสระบัวขนาดใหญ่ มีกอบัวเกิดขึ้น ที่กลางกอนั้นมีดอกบัวใหญ่สวยเด่นอยู่ดอกหนึ่ง โดยตรัสสั่งให้พระภิกษุรูปนั้น นั่งพิจารณาดอกบัวใหญ่ พระองค์เสด็จกลับเข้าไปในพระคันธกุฎี แล้วทรงอธิษฐานให้ดอกบัวเนรมิตค่อยๆ เปลี่ยนแปลง จากที่สวยงามเหมือนดอกบัวทอง กลับกลายเป็นเหี่ยวลงๆ สีซีดจาง โรยร่วงไปทีละกลีบ จนเหลือแต่ฝักบัวเหี่ยวแห้ง หาความสวยงามไม่ได้

.....พระภิกษุมองเห็นดังนั้น เกิดความสลดใจว่า ร่างกายของเราก็เหมือนกัน มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ พิจารณาจนจิตสงบ พระพุทธองค์ทรงทราบถึงวาระจิตแล้ว ทรงเปล่งรัศมีมาจากพระคันธกุฎี และตรัสเตือนสติเป็นพระคาถา เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระภิกษุรูปนั้นสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั้นเอง

.....ภิกษุทั้งหลายได้ประชุมกันในธรรมสภาแสดงความชื่นชมว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอัธยาศัยของสัตว์โลก พระบรมศาสดาจึงตรัสเล่า ติฏฐชาดก

.....เนื้อหาชาดก

......ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี มีราชบัณฑิตสอนธรรมอยู่ผู้หนึ่ง วันหนึ่งม้าอาชาไนยมงคลอัศวราช ไม่ยอมลงไปดื่มน้ำ และอาบน้ำเหมือนอย่างเคย คนเลี้ยงม้าจึงต้องรีบเข้าเฝ้าถวายรายงานให้ทรงทราบโดยด่วน เพราะม้ามงคลนี้เป็นที่โปรดปราน
พระราชาทรงทราบแล้วรับสั่งให้สอบสวน ราชบัณฑิตตรวจดูแล้วทราบว่า ม้าไม่ได้เจ็บป่วย จึงซักคนเลี้ยงม้าได้ความว่า

.....ก่อนหน้านี้มีคนนำม้าไม่มีสกุลมาดื่มและอาบที่ท่าน้ำนี้ ม้าอาชาไนยเห็นเข้าจึงไม่ยอมลงมาที่ท่านั้นอีก
ราชบัณฑิตพิเคราะห์ก็รู้ว่า ม้าอาชาไนยตัวนี้เป็นม้าถือตัว ไม่ยอมดื่มน้ำและอาบน้ำร่วมท่ากับม้าไม่มีสกุลรุนชาติเช่นนั้น แต่จะอธิบายสาเหตุเรื่องนี้กับคนเลี้ยงม้าตรงๆ ก็เห็นว่าป่วยการ เพราะภูมิปัญญาอย่างคนเลี้ยงม้าผู้นี้คงตามไม่ทัน จึงบอกให้คนเลี้ยงม้าว่า ลองให้ม้าอัศวราชไปอาบน้ำท่าอื่นดูบ้าง เพราะธรรมดาไม่ว่าคนหรือสัตว์อยู่ที่ไหนซ้ำๆ อาจเบื่อได้ คนเลี้ยงม้าได้ฟังคำของราชบัณฑิตแล้วทำตาม ม้ามงคลก็ยินยอมแต่โดยดี

.....พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบก็ดีพระทัย ตรัสสรรเสริญราชบัญฑิตที่สามารถหยั่งรู้แม้อัธยาศัยของสัตว์เดียรัจฉาน แล้วพระราชทานเกียรติยศและรางวัลให้เป็นการตอบแทน

.....ประชุมชาดก

.....ม้ามงคลอัศวราช ในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นพระภิกษุช่างทองรูปนี้

.....พระเจ้าพรหมทัต ได้มาเป็นพระอานนท์

....ราชบัณฑิต ได้มาเป็นพระองค์เอง

.....ข้อคิดจากชาดก

.....๑. เป็นธรรมดาว่า บุคคลยิ่งฝึกจิตใจให้สะอาดมีความรู้ความสามารถสูงขึ้นเพียงไร มักมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ คือ ไม่อยากคลุกคลีกับผู้ที่ไร้คุณธรรม ยกเว้นแต่มีจิตกรุณา ต้องการช่วยเหลือ ดังนั้นบุคคลใดก็ตาม ที่มีครูอาจารย์ดี มาเคี่ยวเข็ญว่ากล่าวตักเตือน ต้องถือว่าท่านลดตัวลงมาใกล้ชิด มาช่วยเหลือ สมควรรับปฏิบัติตามโอวาทและกราบขอบพระคุณโดยความเคารพ

....๒. เมื่อได้คนดีมีวิชามาอยู่ด้วย ต้องจัดที่อยู่อาศัยอย่างดี จัดหน้าที่การงานให้อย่างเหมาะสม และให้ความเคารพเกรงใจด้วย มิฉะนั้นแล้วท่านรำคาญ เบื่อหน่ายและหนีไปเสีย เพราะคนดีมีฝีมือ โดยทั่วไปแล้วไม่เห็นแก่เงิน แต่เห็นแก่งานที่เหมาะสมกับความสามารถ และเกียรติยศของเขา

.....๓. เมื่อผู้ใหญ่อธิบายเหตุผลให้ผู้น้อย หากเห็นว่า ผู้น้อยมีภูมิปัญญายังไม่ถึง แต่เพื่อหวังผลในเชิงปฏิบัติ อาจบอกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น ต่อเมื่อโตขึ้นมีปัญญาตรองตามก็สามารถเข้าใจได้

 

 

 

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org