หน้าแรก
 
ต้องเป็๋นให้ได้ ( ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า ) ความรู้ที่แท้จริง ( ตอนจบ ) พิมพ์
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖


.....ทีนี้สำหรับผู้มีใจเต็มไปด้วยความกรุณาในสรรพสัตว์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด พบความทุกข์จากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างไม่รู้จบอยู่ด้วยกัน ย่อมตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญเพียรในการสั่งสมคุณภาพของจิตให้วิเศษเพิ่มขึ้นทุกภพทุกชาติเรื่อยไปมากกว่าผู้ได้ผลเฉพาะตน
กระทั่งวันหนึ่งภายภาคหน้า ความวิเศษของจิตมีคุณภาพสูงสุดเต็มที่แล้ว เวลานั้นผู้มีใจเต็มเปี่ยมด้วยมหากรุณมาดังกล่าว ก็จะกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งแน่นอน เมื่อนั้นพระองค์ย่อมทรงช่วยสรรพชีวิตอื่นตามน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณานั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมิใช่ผู้สร้างสรรพสิ่ง และสรรพชีวิตทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ค้นพบความจริงของสรรพสิ่งและสรรพชีวิต ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เป็นอยู่อย่างไร และแตกสลายสิ้นลงอย่างไร การรู้ความจริงในสิ่งต่างๆ ทำให้สามารถปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้ถูกต้อง ทำให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อทุกสิ่งทุกอย่าง

.....ผู้ค้นพบความจริง เมื่อพบแล้วปฏิบัติเองด้วย ชักชวนแนะนำชี้ทางให้ผู้อื่นปฏิบัติตามด้วย การกระทำเหล่านี้ ก็ทำได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดผู้คนก็จะละเลยไปปฏิบัติตามคำบอกเล่าสั่งสอนเสื่อมสูญไปในที่สุด จนกระทั่งมีผู้สะสมความสามารถทางจิตชาติแล้วชาติเล่า มีการรู้เห็นสิ่งสูงสุดในสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นมาอีก เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ สั่งสอนผู้คนให้รู้ตามต่อไป
ฐานะของความเป็นพระอรหันต์ คือทำตามคำสั่งสอนได้บรรลุสำเร็จ
และฐานะของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงค้นพบความสำเร็จและสอนผู้อื่นให้ทำตามได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินวิสัยของมนุษย์ผู้ที่มีความตั้งใจจริงจะปฏิบัติตามอย่าง
เพียงแต่จะคิดสะสมคุณสมบัติเหล่านั้นหรือไม่

.....ผู้ใดเห็นทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด ต้องการเป็นอิสระ หลุดพ้นให้ได้ จึงเพียรพยายามสะสมคุณสมบัติเพื่อการบรรลุนั้น ชาติแล้วชาติเล่า ผู้นั้นเรียกว่ามีธาตุของโพธิเกิดขึ้นในตัว จึงได้รับชื่อว่าเป็น "พระโพธิสัตว์" (โพธิ แปลว่า ปัญญา)
การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันตสาวก แม้มิใช่จะเป็นได้ในชาตินี้ ก็ไม่ควรท้อถอย แต่ที่สามารถเป็นได้ในทันทีแน่นอนในปัจจุบันเดี๋ยวนี้คือ การเป็นพระโพธิสัตว์

.....อยู่ที่ว่าต้องการเป็นหรือไม่เท่านั้น ถ้าต้องการเป็นก็สามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที
จักรวาล

.....ดังได้กล่าวแล้วว่า ผู้ฝึกฝนจิตจนมีคุณภาพยอดเยี่ยม ย่อมสามารถพบความรู้ที่แท้จริงทุกชนิดได้ที่ศูนย์กลางกาย ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นความรู้เฉพาะตน เมื่อใดต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้ทั้งหมด คงให้เฉพาะที่จำเป็น เฉพาะที่เป็นประโยชน์โดยแท้เท่านั้น เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคของเรา คือพระสมณโคดม พระองค์ตรัสรู้ คือมีความรู้ถึงที่สุด ในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อทรงสั่งสอนมนุษย์ ก็ทรงใช้เพียงเรื่อง อริยสัจ ๔ เป็นหลัก

.....ผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนเพียงเท่านี้ ก็ถือว่าได้ประโยชน์สูงสุด เลิกเวียนว่ายตายเกิดโดยสิ้นเชิงแล้ว ความรู้อื่นๆ ที่นอกเหนือมากมาย ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ไม่ต้องรู้ให้เสียเวลา

.....เหมือนเด็กเล็กๆ ที่หิวอาหาร มารดาบอกให้ทราบแต่เพียงว่า อาหารของเด็กอยู่ในจานที่วางให้นี้พอแล้ว เด็กตักอาหารใส่ปากเคี้ยว กินแล้วก็อิ่มหายหิว เป็นที่พอใจของตนเองและคนเลี้ยง เด็กไม่จำเป็นต้องรู้ว่า มารดาซื้อของนั้นมาจากที่ไหน คนขายไปนำของเหล่านั้นมาขายได้อย่างไร รู้ไปจนกระทั่งของเหล่านั้นเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งเป็นเรื่องไม่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อทั้งแม่และเด็ก

.....เช่นเดียวกับคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อดูจากคำสอนของพระองค์เท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน คัมภีร์สำคัญๆ เช่นพระไตรปิฏก เมื่อศึกษาให้ถี่ถ้วนจะพบว่า เป็นคำสอนสำหรับใช้ในชีวิตของทุกคน เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น ไม่มีคำสอนเหลือเฟือหรือที่เป็นส่วนเกินความจำเป็นแต่ประการใด
ตัวอย่างเช่น มนุษย์เราอยู่ในโลก พระบรมศาสดาจะทรงสอนแต่ว่า โลกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล จักรวาลเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และพินาศอย่างไร เราสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในจักรวาลด้วยวิธีใด ไม่ทรงสอนถึงขนาดว่า จักรวาลแรกใครสร้าง มนุษย์คนแรกคือใคร มาจากไหน ทั้งที่พระองค์ทรงทราบถี่ถ้วนทุกประการ

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org