หน้าแรก
 
ผลการศึกษา ( ฉบับที่ ๒ ) ร่างกฏมหาเถรสมาคม ฉบับที่.... ( พ.ศ. 2546 ) พิมพ์
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖


.....ว่าด้วยความผิดและวิธีการลงโทษทางการปกครอง

....ในการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2546ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมพบว่าร่างกฎม.ส.ดังกล่าวมีข้อบกพร่องจำนวนมากดังที่หลายฝ่ายได้ทักท้วงไป ที่ประชุมจึงได้มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำกลับไปปรับปรุงแก้ไขใหม่ นับเป็นมติที่ควรแก่การสาธุการเป็นอย่างยิ่ง แต่หลังการประชุมฝ่ายฆราวาสที่ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎม.ส.ดังกล่าว ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน มีสาระที่ผิดพลาดอย่างฉกรรจ์แสดงถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างถ่องแท้หลายประการดังนี้

.....1.ประเด็นการขัดต่อพระธรรมวินัย
ฝ่ายฆราวาสอ้างว่า กฎม.ส.ดังกล่าวซึ่งวางมาตรการลงโทษพระภิกษุโดยขัดต่อพระธรรมวินัยสามารถทำได้ เพราะมีพระพุทธดำรัสให้อนุโลมตามกฎหมายบ้านเมือง
ในพระวินัยปิฎก มหาวรรคมีกล่าวว่า พระเจ้าพิมพิสารมีเหตุจำเป็นจึงขอให้สงฆ์เลื่อนไปเข้าจำพรรษาในพรรษาหลัง ภิกษุทั้งหลายได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์รับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระราชา" (วินย. มหา. 4/209/273) ฝ่ายฆราวาสจึงอ้างพุทธดำรัสนี้ว่าสามารถออกกฎม.ส.โดยมีเนื้อหาขัดกับพระธรรมวินัยได้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์คล้อยตามกฎหมายบ้านเมือง
แต่การกล่าวอ้างดังกล่าว นับว่าเป็นการบิดเบือนพระธรรมวินัยอย่างน่าละอาย เพราะพุทธดำรัสดังกล่าว อรรถกถาได้อธิบายความไว้อย่างชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้คล้อยตาม ด้วยทรงเห็นว่า ชื่อว่าความเสื่อมเสียแม้นิดหน่อย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุทั้งหลายเพราะการเลื่อนการเข้าพรรษาไป เพราะฉะนั้นภิกษุควรคล้อยตาม แม้ในเรื่องอื่นที่ชอบธรรม แต่ไม่ควรคล้อยตามแก่ใครๆ ในเรื่องที่ไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัย(อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุนฺติ เอตฺถ วสฺสุกฺกฑฺฒเน ภิกฺขูนํ กาจิ ปริหานิ นาม นตฺถีติ อนุวตฺติตุ อนุญฺญาตํ , ตสฺมา อญฺญฺสฺมิมฺปิ ธมฺมิเก กมฺเม อนุวตฺติตพฺพํ อธมฺมิเก ปน น กสฺสจิ อนุวตฺติตพฺพํ)
พุทธประสงค์ที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุคล้อยตามพระราชาคือ ให้พระภิกษุเป็นผู้ที่เคารพกฎหมายบ้านเมือง เช่น พื้นที่ที่เป็นป่าสงวน เป็นอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องให้ความเคารพกฎหมาย จะบุกรุกเข้าไปสร้างวัดโดยอ้างว่าพระวินัยไม่ได้ห้าม อย่างนี้ไม่ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยทรงอนุญาต ให้สงฆ์หมู่ใดอ้างอำนาจกฎหมายบ้านเมืองแล้วมาออกกฎในการปกครองสงฆ์ มีมาตรการลงโทษที่ขัดต่อพระธรรมวินัย มีแต่ทรงบอกว่าภิกษุไม่ควรคล้อยตามแก่ใครๆ ในเรื่องที่ไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัย
ลองคิดดูเถิดสิกขาบทข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้าม เช่นการห้ามภิกษุรับเงินรับทอง เขาก็คิดกันว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นความผิดเพราะชาวบ้านยอมรับ ไม่เป็นโลกวัชชะ แต่การใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติห้าม เขาก็กำหนดว่าเป็นความผิด นี่คือการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ และการเพิกเฉยละเลยต่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่างชัดเจนที่สุด
และพึงสังวรว่า การคิดว่า กฎม.ส. ดังกล่าวเขียนว่าโทษที่มีความผิดคือ "ละเมิดพระวินัยอันเป็นโลกวัชชะ" เพราะฉะนั้นการละเมิดพระวินัยที่ชาวบ้านคุ้นเคยไม่ติเตียน เช่น การรับเงินใส่ซองจากญาติโยมเวลาออกกิจนิมนต์ ไม่เป็นไร เพราะไม่เป็นโลกวัชชะ เป็นความคิดที่ประมาทอย่างยิ่ง เพราะกระแสของสังคมเปลี่ยนได้เร็วมาก สิ่งใดที่ผิดพระวินัยแล้ว ขอเพียงมีผู้หยิบยกขึ้นมาโจมตีตามสื่อมวลชน ปลุกกระแสให้ชาวบ้านรู้ว่า เรื่องนั้น ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้อย่างไร โหมข่าวเพียงแค่ไม่กี่วัน เรื่องนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมติเตียนเป็นโลกวัชชะได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น
ในพระวินัยปิฎก จุลวรรค พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร โดยแท้ สมณศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน สมณศากยบุตรไม่รับทองและเงิน ทองและเงินควรแก่ผู้ใด แม้กามคุณทั้งห้า ก็ควรแก่ผู้นั้น กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า มีปกติมิใช่สมณะ มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร (วินย. จุล. 7/637/402)" ถ้ามีผู้ยกพุทธพจน์ตอกย้ำชี้นำประชาชนตามสื่อมวลชนสร้างกระแสว่าพระห้ามรับเงินทอง ใครรับเงินทองไม่ใช่พระ ต่อไปพระภิกษุรูปใดออกกิจนิมนต์รับซองปัจจัยจากญาติโยมเป็นอาจิณ มีสิทธิถูกจับสึก ก็คงเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา ยิ่งถ้ามีสงฆ์หมู่ใดแสดงตนว่าเคร่งครัด ไม่รับเงินทอง แล้วโจมตีคณะสงฆ์ทั้งหมดว่าย่อหย่อน เป็นเหมือนภิกษุวัชชีบุตร เป็นพวกมหาสังฆิกะไปหมดแล้ว เกิดการจับผิดกล่าวโทษซึ่งกันและกันลุกลามขยายวงกว้างออกไป กฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ก็คงเป็นเสมือนชนวนระเบิดให้คณะสงฆ์ไทยแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ขอกล่าวย้ำว่า ขอมหาเถรสมาคมอย่าปล่อยให้ฆราวาสที่ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัย มาชี้นำการปกครองสงฆ์เลย การคิดแก้ปัญหาอย่างหนึ่งโดยวิธีการที่ละเมิดพระธรรมวินัย รังแต่จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ซึ่งหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเก่า การที่คณะสงฆ์ดำรงมั่นอยู่ได้ตลอด 2,500กว่าปี ก็เพราะมีพระธรรมวินัยเป็นหลักยึด ผู้ใดที่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ ลบล้างสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้ว ผู้นั้นคือผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ามีเจตนาที่แท้จริงอย่างไรก็ตาม
โดยสรุปข้อแรกนี้คือ ร่างกฎม.ส.ดังกล่าวขัดกับพระธรรมวินัยอย่างชัดเจนและจะก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในการคณะสงฆ์ไทยเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

.....2.ประเด็นเรื่องร่างกฎม.ส.ดังกล่าวขัดกับพ.ร.บ.สงฆ์
ฝ่ายฆราวาสอ้างว่าร่างกฎม.ส. ที่วางมาตรการลงโทษพระภิกษุโดยขัดกับพระธรรมวินัยดังกล่าว ไม่ขัดต่อกฎหมาย โดยอ้างพ.ร.บ.สงฆ์ฉบับ 2535 มาตรา 15 จัตวา ว่าให้อำนาจม.ส.ออกกฎทางการปกครองสั่งพระสึกใน 3 วันได้ การกล่าวอ้างดังกล่าวนับเป็นการบิดเบือนกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง
มาตรา 15 จัตวา ดังกล่าว มีเนื้อความดังนี้ "เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมจะตรากฏมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีการลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่ พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้"
จะเห็นได้ว่ากฎหมายระบุว่า กฎมหาเถรสมาคมที่ตราขึ้น จะต้องเพื่อรักษาหลัก พระธรรมวินัย หากตัวกฎม.ส.ใดมีเนื้อหาที่ละเมิดพระธรรมวินัยเสียเองแล้ว ตัวกฎนั้นก็ขัดต่อกฎหมายตั้งแต่ต้น ย่อมไม่มีผลบังคับใช้ เป็นโมฆะ
พ.ร.บ.สงฆ์มาตรา 15 ทั้งตรีและจัตวา ให้อำนาจมหาเถรสมาคม ออกกฎม.ส. ได้โดยไม่ขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยเท่านั้น ถ้ากฎม.ส.นั้นขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยก็เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ และผู้ออกกฎยังอาจมีความผิดในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะฝืนกระทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งทั้งที่มีผู้ทักท้วงแล้ว ดังได้เคยกล่าวแล้ว
ดังนั้นในกฎมหาเถรสมาคมนี้ ควรต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การลงโทษพระภิกษุใด ๆ จะต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัย

.....3.กฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ หากบังคับใช้แล้วจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนาของประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น
การระบุโทษเรื่อง " บิดเบือนพระธรรมวินัยให้วิปริต หรือกล่าวตู่พระธรรมวินัย หรือตีความพระธรรมวินัยตามความคิดเห็นของตนเองโดยไม่ยึดหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา"
หากกฎข้อนี้ผ่านออกบังคับใช้ มหาเถรสมาคมจะต้องออกจดหมายเวียนถึงทุกวัดในประเทศไทย ห้ามใช้หนังสือ "พุทธประวัติ เล่ม 1-3 หลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นตรี ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส" ในการศึกษาของสงฆ์ทุกระดับ เพราะเนื้อหาของหนังสือชุดนี้มีการตีความพระธรรมวินัยตามความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่ยึดหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ตลอดเล่ม ยกตัวอย่างเช่น
พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎกว่า "ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ผู้ประสูติแล้วเช่นนี้ เหยียบพื้นดินด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ มีพระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ เดินไป 7 ก้าว มีเศวตฉัตรกั้นอยู่ ณ เบื้องบนย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกล่าวอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติที่สุด บัดนี้ความเกิดใหม่ย่อมไม่มี " (ม. อุปริ. 14/377/253)
แต่หนังสือพุทธประวัติ เล่ม 1 หน้า 103 ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ดังกล่าว ตีความพุทธประวัติตอนนี้ว่า "ข้อที่ขบขันเป็นอย่างมาก ที่ชวนให้นึกไม่วายว่า ได้แก่อะไรหนอ ก็คือพอประสูติแล้ว ทรงพระดำเนินได้ ตรัสได้ แต่เมื่อพิจารณาไป เกิดปฏิภาณขึ้นเองว่า เทียบกันได้กับเวลาบำเพ็ญพุทธกิจนั่นเอง" การวิจารณ์พุทธดำรัสเรื่องพุทธประวัติอันมีมาในพระไตรปิฎกว่าเป็นเรื่องที่ตลกขบขัน และตีความไปตามความเห็นตนอย่างนี้ ม.ส.จะพิจารณาปรับโทษอย่างไร เจ้าอาวาสวัด เจ้าคณะ เจ้าของเขตทุกระดับชั้นที่มีการใช้หนังสือพุทธประวัตินี้สอนนักธรรมตรี หากเพิกเฉยละเลยไม่ดำเนินการลงโทษพระภิกษุที่ใช้หนังสือนี้เป็นคู่มือสอนภายใน 30 วัน ก็อาจมีความผิดในฐานะเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ก็คงมีหวังเกิดการโกลาหลวุ่นวายกันทั้งประเทศ
เมื่อนึกถึงภาพว่าหากกฎม.ส.ที่มีเนื้อหาขัดกับพระธรรมวินัยฉบับนี้ ถูกนำออกบังคับใช้แล้ว จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในการคณะสงฆ์เพียงใดแล้ว ทำให้ระลึกถึงโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสใน สุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตรในเรื่องภิกษุอปริหานิยธรรม ข้อที่3 ความว่า " ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่บัญญัติสิ่งที่เรามิได้บัญญัติไว้ ไม่ลบล้างสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นตามสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้ว" อย่างจับใจ
ขอทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ความเคารพ และปฏิบัติตามคำสั่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด

ยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย


 

 

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org