หน้าแรก
 
ต้องถนอมมิตรแท้ พิมพ์
๑๐ มกราคม ๒๕๕๑

hammaallday510110.jpg

       สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข เกลียดชังความทุกข์ แต่ก็ยากที่จะล่วงพ้นทุกข์ไปได้ ความทุกข์เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของสรรพสัตว์ ตั้งแต่วันแรกเกิดกระทั่งถึงวันที่หลับตาลาโลก ทุกชีวิตล้วนมีความทุกข์เป็นพื้นฐาน ทุกข์มากหรือทุกข์น้อยก็แล้วแต่บุคคล ถ้ามีบุญน้อยก็ทุกข์มาก มีบุญมาก ความทุกข์ก็ลดน้อยลงไป

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตเป็นทุกข์แล้ว เราจะได้เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ทั้งหลาย และรีบขวนขวายหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ แสวงหาความสุขที่แท้จริง การปฏิบัติธรรมด้วยการทำใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของผู้ที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน ปฐมสขาสูตร ความว่า

“มิตรที่ดีงามย่อมให้ของที่ดีงามที่ให้ได้ยาก รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนต่อถ้อยคำหยาบคายแม้ยากที่จะอดใจไว้ได้ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์จะคบมิตรสหาย ก็ควรคบกับมิตรเช่นนั้น”

คำว่า มิตรแท้หรือเพื่อนแท้นี้ เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา บางคนมีเพื่อนพ้อง มิตรสหายมากมาย มีทั้งเพื่อนเรียน เพื่อนกิน เพื่อนดื่ม เพื่อนเที่ยว แต่จะหาเพื่อนที่มีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หายากเหมือนกัน ฉะนั้น คำว่า มิตรแท้ ดูเหมือนเป็นถ้อยคำที่ฟังง่าย ๆ แต่หาพบได้ยาก เพราะมิตรแท้จริงๆ นั้น คือ ผู้ที่เมื่อเราคบหาสมาคมด้วยแล้ว นำแต่ประโยชน์สุขมาให้อย่างเดียว เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ ไว้วางใจได้ คือ ถ้าวางใจในบุคคลนั้นแล้วเป็นไม่ผิดหวัง

มิตรแท้มีอยู่ ๔ ประเภทคือ มิตรมีอุปการะ ตั้งแต่รักษาเพื่อนไม่ให้ประมาท รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้ เมื่อเพื่อนเดือดร้อนในเรื่องเงินทองก็ไม่ทอดทิ้ง มีแต่เพิ่มทรัพย์ให้หลาย ๆ เท่า มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านกล่าวว่าเป็นมิตรแท้เหมือนกัน ใครคบหาด้วยก็มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต มีความจริงใจต่อกัน บอกความลับแก่เพื่อน และปิดความลับของเพื่อนไม่ให้คนอื่นรู้ เมื่อถึงคราวคับขันมีอันตรายเกิดขึ้นก็ไม่ละทิ้งกัน แม้ชีวิตก็ยอมสละได้ โบราณถึงกล่าวว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก จะรู้ว่าเป็นมิตรแท้หรือไม่แท้ก็ดูกันตรงนี้

มิตรแท้ประการต่อมาคือ มิตรแนะประโยชน์ คือห้ามเพื่อนจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้เพื่อนได้ฟังแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นสิริมงคลและบอกทางสวรรค์ให้ มิตรแท้ประการสุดท้ายคือมิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะคือ ไม่ยินดีในความล้มเหลวของเพื่อน เมื่อเพื่อนประสบความเจริญรุ่งเรืองก็ยินดีปรีดา เมื่อเห็นคนมากล่าวโทษเพื่อน ก็ห้ามปรามคนที่มากล่าวโทษของเพื่อน และสรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน

นี่คือลักษณะของมิตรแท้ที่พระบรมศาสดาทรงแนะนำไว้ การที่ใครคนหนึ่งจะหาเพื่อนแท้หรือมิตรแท้ได้สักคนนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก จะต้องมีบุญเคยเกื้อหนุนกันมาก่อน *เหมือนเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาล ในครั้งที่พระบรมโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พญาราชสีห์อยู่ในป่าใหญ่ วันหนึ่งราชสีห์ ออกจากถ้ำยืนอยู่บนยอดเขา พลางมองดูสัตว์ทั้งหลายที่หากินตามเชิงเขา ได้บันลือสีหนาทด้วยตั้งใจว่า จะจับเนื้อกินเป็นอาหาร จากนั้นก็กระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยความเร็ว พวกเนื้อต่างกลัวตาย พากันวิ่งหลบหนีอย่างสุดชีวิต

(*มก. คุณชาดก เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔)

ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกลงไปในเปือกตม เท้าทั้งสี่ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย จึงต้องยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสาเรือน อดอาหารอยู่ ๗ วัน ไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าเดินมาใกล้บริเวณนั้นเลย ในวันที่แปดมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง เที่ยวหาอาหารมาถึงบริเวณนั้นพอดี ครั้นเห็นราชสีห์ก็รีบทำท่าจะวิ่งหนี ราชสีห์รีบพูดปลอบสุนัขจิ้งจอกว่า

“พ่อมหาจำเริญ ท่านอย่าหนีไปเลย ข้าพเจ้าติดหล่มอยู่ โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด หากพ้นจากหล่มนี้ไปได้ ข้าพเจ้าจะตอบแทนคุณท่านอย่างแน่นอน”

สุนัขจิ้งจอกรู้ว่าราชสีห์เป็นเจ้าป่ามีสัจจะ ไม่พูดโกหกเหมือนสัตว์ทั่วไป จึงรับคำของราชสีห์ อีกทั้งดีใจที่จะได้ช่วยเหลือเจ้าแห่งสัตว์สี่เท้า จึงตะกุยเอาเลนรอบเท้าทั้งสี่ของ ราชสีห์ออกอย่างสุดกำลัง จากนั้นเอาศีรษะสอดเข้าไปในระหว่างเท้าทั้งสี่ แล้วดุนท้องของราชสีห์ขึ้นอย่างสุดกำลังความสามารถ ราชสีห์ได้รวบรวมกำลังทั้งหมดกระโดดขึ้นจากหล่มด้วยความปลอดภัย

เมื่อราชสีห์พักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปอาบน้ำชำระโคลนตมในสระ แล้วไปจับควายป่ามาได้ตัวหนึ่ง ฉีกเอาเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอก พลางกล่าวเชิญให้สุนัขจิ้งจอกกินก่อน ส่วนตัวเองแม้จะหิวเพียงไรก็กินทีหลัง เมื่อสัตว์ทั้งสองกินอาหารจนอิ่มแล้ว ราชสีห์ได้ชักชวนสุนัขจิ้งจอกให้ไปอยู่ ในที่อยู่ของตน โดยจัดเตรียมถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเป็นที่พักของสุนัขจิ้งจอก ทั้งยังบอกให้สุนัขจิ้งจอกนำครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยกัน

ตั้งแต่นั้นมา ราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกก็พากันออกไปหาอาหาร นำเนื้อมาเลี้ยงนางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกที่อยู่เฝ้าถ้ำ เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์ได้คลอดลูกออกมาสองตัว แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกมาสองตัว เหมือนกัน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดีตลอดมา

วันหนึ่ง นางราชสีห์ได้คุกคามนางสุนัขจิ้งจอก แม้ลูก ๆ ของราชสีห์ก็คุกคาม ลูกสุนัขจิ้งจอก ทำให้ครอบครัวของสุนัขจิ้งจอกอยู่ไม่เป็นสุข สุนัขจิ้งจอกได้ฟังเรื่องราว ทั้งหมด จึงไปกล่าวอำลาต่อราชสีห์ว่า

“เมื่อผู้เป็นใหญ่ขับไล่ผู้น้อย ตามความต้องการของตน ผู้น้อยย่อมอยู่ไม่ได้ นี้เป็นธรรมดาของผู้มีกำลัง นางราชสีห์ของท่านผู้มีฟันแหลมคม ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว เราขอลาท่านไปก่อน”

ราชสีห์ได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ จึงบอกนางราชสีห์พร้อมกับครอบครัวว่า “ลูกเอ๋ย เมื่อครั้งกระโน้น พ่อติดหล่ม ต้องอดอาหารอยู่ถึง ๗ วัน ที่รอดมาได้ก็เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี่แหละ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นมิตรแท้ช่วยชีวิตพ่อ ตั้งแต่นี้ไป พวกเจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของพ่อ รวมไปถึงนางสุนัขจิ้งจอก และลูกน้อยของนางอีกด้วย เพราะผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ใน มิตตธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตร และเป็นสหายของเรา พวกเธออย่าได้ทำลายมิตรภาพอันดีงามของเราเลย”

นางราชสีห์ฟังคำของพญาราชสีห์แล้ว รู้ว่าพญาราชสีห์ประสงค์จะสมานไมตรี จึงขอโทษสุนัขจิ้งจอกและครอบครัว ตั้งแต่นั้นมาสัตว์ทั้งสองก็อยู่กัน ด้วยความสนิทสนมกลมเกลียวยิ่งขึ้น ไม่มีการข่มเหงรังแกกันอีกเลย แม้ว่าพ่อแม่ของราชสีห์หรือของสุนัขจิ้งจอกล่วงลับไปแล้ว ลูก ๆ หลาน ๆ ก็ไม่ทำลายความเป็นมิตรต่อกัน ต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ทำลายไมตรีกันตลอด ๗ ชั่วโคตร

พระบรมศาสดาทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์เถระ ส่วนพญาราชสีห์ได้มาเป็นเราตถาคต เราจะเห็นว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราจะเคยเสวยพระชาติเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ก็ยังคงรักษามิตรภาพอันดีงามของความเป็นมิตรแท้ไว้ ไม่ยอมให้มิตรภาพนั้นเสื่อมหายไป เมื่อมีใครทำอุปการคุณกับพระองค์ ท่านจะต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณนั้นให้ได้ ผลแห่งมิตรแท้นั้น ได้ส่งผลให้ท่านได้สร้างบารมี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึง ภพชาติสุดท้าย สุนัขจิ้งจอกได้มาเป็นยอดอุปัฏฐาก ของพระพุทธองค์ทีเดียว

เพราะฉะนั้น ผู้รู้จึงสอนไว้ว่า “ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นโจรทั้งหลายไม่ข่มเหง ย่อมข้ามพ้นศัตรูทั้งปวงได้ ย่อมได้รับการเคารพสักการะในที่ทุกสถาน ย่อมรุ่งเรืองเหมือนกองไฟ ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ละแล้ว ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่ข่มขี่ผู้นั้น เหมือนต้นไทรที่มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว ลมประทุษร้ายไม่ได้”

ดังนั้น อย่าได้ดูเบาในการดำรงตนของความเป็นมิตรแท้ ใครที่เคยช่วยเหลือเรา ต้องหาโอกาสทดแทนคุณให้ได้ ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้สมบูรณ์ ให้มีมิตตธรรมฝังแน่นอยู่ในใจ จะเดินทางไปที่ไหนก็จะสะดวกปลอดภัย ประสบแต่ความสุขสวัสดีในทุกเมื่อ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๙ มกราคม ๒๕๕๑ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org