หน้าแรก
 
ฝ่าวิกฤตชีวิตได้ด้วย...หัวใจทองคำ พิมพ์
๘ กันยายน ๒๕๕๑

 

mg_1271re.jpg

           เมื่อประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว เขาคือ หนึ่งในผู้โชคดี ที่ได้หล่อหลวงปู่องค์แรก โดยตัดใจทำอย่างสุดกำลัง เราจะมาดูกันว่า หลังจากนั้น อะไร..เกิดขึ้นกับเขาบ้างด้วยตัวเองอย่างเพิ่งเชื่อข่าวลือเลย อย่าให้ข่าวลือมาทำให้ตัวเองเสียโอกาสในชีวิตที่จะทำให้เราร่ำรวยขึ้นในอนาคต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ๑๓ ปี ตั้งแต่ เข้าวัดมา สมปรารถนาแทบทุกอย่างตามที่ขอหลวงปู่ไว้ ขอให้เรา มีสุดยอดของรถยนต์ไว้ขับ ปัจจุบันเรามีรถเบนซ์คันใหม่มาขับ ขอให้มีลูกที่ดี เราก็มีลูกที่ดีมากๆ เป็นแชมป์กอล์ฟรุ่นเยาวชนระดับประเทศ ขอให้เราสามารถเลี้ยงบริวารได้ เราก็ซื้อตึกให้บริวารอยู่กันอย่างสบาย
           ทุกวันนี้เราภูมิใจมากๆ เหมือนได้เข้าวัดเพราะหลวงปู่ตามให้เรามารวย ถ้าเราไม่ได้หล่อทองครั้งนั้น ท่ามกลางภาวะที่เราไม่มีในตอนนั้น   เราจะได้รวยเหมือนตอนนี้    หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ชีวิตและอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
           ดังนั้นเมื่อใครทำบุญด้วยตัวเองแล้ว อยากให้นำข่าวบุญนี้ไปบอกญาติพี่น้อง  ที่เขาได้เกิดมาเป็นเครือญาติกับเราด้วย เพราะทองนิดๆ หน่อยๆ ของเขา อาจเปลี่ยนชีวิตเขาให้เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็ได้  แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ใครๆ ก็บ่นว่าเงินทองหายาก ค่าครองชีพสูง ค่าน้ำมันแพง เวลาเราไปบอกบุญ ใครๆ ก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาคงรู้สึกว่าบุญดูเหมือนลม เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาก็ไม่ทำบุญ เมื่อไม่ทำ บุญที่มีอยู่ก็น้อยลงทุกวัน ทำให้ฝืดเคืองลงเรื่อยๆ  แต่หากเขาได้มารู้ความจริงบางอย่างว่า แท้จริงแล้วเงินทองทรัพย์สมบัติที่มีอยู่บนโลกนี้ เป็นของกลางๆ ของโลก ใครมีบุญมากก็จะมีกระแสดึงดูดสมบัติไปหาคนๆ นั้น ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งหากเขาได้มารู้ความลับตรงนี้ เราเชื่อว่าเขาต้องทำบุญ เพื่อให้ตัวเขาเองอยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแบบนี้...โดยเริ่มจากที่ไม่เป็นอะไรเลย แตก็ศึกษามาเรื่อยๆ จนขยายเพิ่มมาทำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและพื้นสำเร็จรูป และมีปั้นจั่น บริการตอกเสาเข็มครบวงจร ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจ   ดีมาก ผลิตไม่ทันจำหน่าย จึงได้ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีก ๒ โรงงาน คือ กรุงเทพผลิตภัณฑ์คอนกรีต และเพชรธานีคอนกรีต ซึ่งการขยายธุรกิจพรวดพราดพร้อมๆ กัน ผลกระทบที่ตามมา คือวัตถุดิบมีไม่พอที่จะป้อนให้โรงงานผลิต ผมจึงตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตวัตถุดิบเองอีกแห่ง คือ บริษัท บางกอกสตีลไวร์ จำกัด ผลิตลวด PC WIRE ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาทำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงของผมเอง เพราะช่วงนั้น ลวด PC WIRE ขาดตลาดมากๆ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และด้านการก่อสร้างในช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บูมจนส่งผลให้ผู้ผลิตลวด PC WIRE ผลิตไม่ทันต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้ผู้ผลิตแต่ละรายมีรายรับจากการขายลวดจำนวนมหาศาล
          มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจจะมาเป็นน้องใหม่ ในวงการลวด ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เป็นมวยอะไรเลย
          ตอนเริ่มเปิดบริษัท ผมกู้เงินมาลงทุนกว่า ๓๖๕ ล้านบาท ทำให้ยักษ์ใหญ่ในวงการลวด PC WIRE ทั้งหมดหันมาจับมือ กันทุ่มทุนโรงงานละ ๔๐๐ กว่าล้านบาท รุมจัดการกับผมคนเดียว แค่ไม่รุม..ผมก็แย่พออยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ผลิตน้องใหม่ ลูกค้าก็ยังไม่มี ประสบการณ์ก็น้อย หนี้สินก็ท่วมท้นไปหมด    แต่เพราะพวกเขากลัวผมจะเข้ามาเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดในอนาคต เขาจึงรวมตัวกันใช้วิธีดัมพ์ราคาเหล็กจากต้นทุนจริงๆ กิโลกรัมละ ๒๙ บาท ลงมาขายเพียงกิโลกรัมละ ๑๓ บาท          คือ พวกเขาฮั้วกัน ยอมขายแบบขาดทุน บีบให้ผมขายไม่ได้     เรียกว่าฉีกแบงก์แข่งกันเลย โดยคิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะใช้เขี่ยคู่แข่งให้ล่มสลายไปจากวงการนี้ได้ในพริบตาตอนนั้นผมเครียดมาก จะถอนตัวก็ไม่ได้ เพราะทุนที่ลงไปกู้เขามาทั้งนั้น จะเอาเงินที่ไหนไปคืนธนาคาร ต้องยืมเงิน    ญาติรอบตัว ๓ ล้านบ้าง ๕ ล้านบ้าง ๑๐ ล้านบ้าง ยืมคนรอบตัว จนหมด แต่เหมือนยืมเงินมาฉีกทิ้ง ผมกัดฟันสู้ทำงานแบบไม่ได้พัก แต่กลับแย่ลงเรื่อยๆ ผมเครียดจนนอนไม่หลับ น้ำหนักลด     ความทุกข์และปัญหาที่กดดันเข้ามาในแต่ละวันทำให้แทบจะเป็นโรคประสาท ส่วนภรรยาผมก็เอาแต่ร้องไห้ ชีวิตช่วงนั้น  มันเป็นอะไรที่แย่มาก จนต้องวางแผนกับภรรยาว่า..เราคงต้องหนีแล้ว แต่หนีไปต่างประเทศไม่ได้ เพราะเงินเราไม่มีเลย ต้องหนีไปต่างจังหวัดไกลๆ ที่ไม่มีใครรู้จักเรา และใช้ชีวิตเงียบๆ เพราะเราตามใช้หนี้เขาไม่ไหว
          ซึ่งตอนนั้นก็มีคนมาชวนให้ไปนั่งสมาธิ เพราะเขาเห็นผมเครียดมาก แต่ผมไม่ไปหรอก คนกลุ้มจะตายอยู่แล้วจะให้ไปนั่งสมาธิ ใครจะไปนั่งได้ แถมเงินก็ไม่มี ผมมองไม่ออกว่าหากไปนั่งแล้วเงินมันจะมาจากทางไหน แต่เขาชวนผมอยู่หลายครั้งมากๆ จนสุดท้ายจึงยอมไป โดยคิดใหม่ว่าอย่างน้อยเผื่อจะช่วยลดอาการเครียดลงสักหน่อยก็ยังดี
 ระหว่างที่ไปนั่งสมาธิที่สวนบัว จ.เชียงใหม่ ๑ สัปดาห์นั้น หลวงพี่สุธัมโมท่านเข้ามาทักผมว่า ผมเป็นอะไร ทำไมถึงดูเครียดมาก ดูไม่สดชื่นเลย ผมก็ได้ปรับทุกข์อย่างพรั่งพรูออกมาให้ท่านฟังว่า ครั้งนี้..แย่แล้ว บ้าน ที่ดิน โรงงาน บริษัท กำลังจะหายวับไปกับตา เจ้าหนี้รอบตัวรอบด้านเต็มไปหมด ผมเตรียมตัวจะหนีแล้ว
         ท่านจึงบอกผมว่า ไม่มีอะไรที่จะช่วยผมได้ นอกจากบุญในตัวผมเอง ดังนั้นเรื่องนี้ต้องให้บุญช่วย และบุญที่จะช่วยได้ต้องเป็นบุญที่ใหญ่ที่มีกำลังส่งพอ ท่านจึงบอกให้ผมเป็นประธานทอง ทำบุญหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำทองคำองค์แรก (พ.ศ.๒๕๓๗) ให้ทำทองท่วมหัว คือเอาทองแท่งมาเรียงต่อๆ กันให้สูง ๒ เมตร รวมน้ำหนักประมาณ ๓ กิโลกรัมกว่า ตอนนั้นราคาก็ประมาณ ๑ ล้าน ๒ แสนกว่าบาท ซึ่งเมื่อ ๑๔ ปีที่แล้วถือว่าเยอะมาก ตอนนั้นบอกตรงๆ ผมไม่มีเงินเลย ถ้าจะทำบุญนี้ก็ต้องไปขอยืมเงินเพิ่มอีก หนี้เก่าก็ท่วมหัวอยู่แล้ว จะสร้างหนี้ เพิ่มโดยการไปยืมเขามาทำบุญก็ใช่เรื่องอยู่ และที่สำคัญ หากผมทุ่มทำบุญไปแล้ว ธุรกิจมันไม่ฟื้นล่ะ จะทำอย่างไร จึงได้ใช้เวลาตัดสินใจอยู่ ๑ คืน และก็มาปิ๊งขึ้นว่า เออ..! หากไม่ฟื้น..         ก็ไม่ฟื้น เพราะยังไงก็ตั้งใจจะหนีอยู่แล้ว แต่ก่อนหนีได้ทำบุญใหญ่ กับหลวงปู่ก็ยังดี อีกทั้งเราติดหนี้ตั้งหลายล้าน เพิ่มขึ้นอีกสักล้าน ก็ไม่ต่างกันเท่าไร จากความคิดนี้เอง.. จึงทำให้ผมตัดสินใจเป็นประธานทอง โดยการไปหาเงินมาซื้อทองคำ ๙๙.๙๙ % หนักกว่า ๓ กิโลกรัม มาถวายเพื่อหล่อหลวงปู่ โดยอธิษฐานขอหลวงปู่   ให้ผมพ้นวิกฤต ตรงนี้ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติม เพราะเดี๋ยวมาฟังผมแล้วจะพากันไปยืมเงินมาทำบุญกันใหญ่ จุดนี้หลวงพ่อเคยห้ามไว้ว่าอย่าไปยืมเงินใครมาทำบุญ เพราะมันไม่ถูกหลักวิชชาจะทำให้เราเป็นกังวล แต่ผมแอบทำเพราะผมตกอยู่ในสภาวะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ผมจึงทำอย่างนี้ได้ แต่ถ้าใครอยากจะได้บุญมาก ให้ทำเต็มกำลังของเราและชวนผู้อื่นจะดีกว่า 
         จากการตัดสินใจในวันนั้น จึงทำให้ผมมีวันนี้ หลังจากได้ทำบุญเสร็จบริษัทเสาเข็มของผมก็มีรายได้เข้ามากขึ้น ลูกหนี้ยอมเอาเงินมาจ่าย คือ ขายของดี เก็บเงินได้ เงินเริ่มทยอยเข้ามาให้หมุนเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มหายใจคล่องขึ้น จนเวลา    ผ่านไป ๑ เดือน วันมหัศจรรย์ก็มาถึงผม คือ ยักษ์ใหญ่วงการลวด PC WIRE โทรเข้ามาขอพบและยอมมาคุยตกลงราคาของลวดในท้องตลาดใหม่ เพราะเขาเองก็ไม่ไหวแล้วที่ยอมขายขาดทุนจนแบงก์ที่ฉีกไปใกล้จะหมด จึงยอมขึ้นราคาลวดเข้าสู่ภาวะปกติ และยอมรับให้ผมเกิดในวงการนี้ได้ ตอนนั้นผมดีใจมาก จากหนี้ท่วมหัว พอได้ทำบุญทองท่วมหัว ทุกอย่างก็ดีขึ้นหมด เงินทองเข้าบริษัทอย่างรวดเร็ว จนผมสามารถปลดหนี้ได้หมดภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี
       ผมไม่รู้จะกราบขอบพระคุณหลวงปู่อย่างไร ที่บุญที่ทำกับท่านช่วยให้ผมมีวันนี้ เหมือนที่หลวงปู่เคยพูดไว้เมื่อตอนท่านมีชีวิตอยู่ว่า ใครทำบุญกับท่าน แม้ท่านตายไปแล้วก็ได้บุญเหมือนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และนับตั้งแต่บุญใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้ผมสามารถเป็นประธานรองในการทำบุญใหญ่ได้เรื่อยมาทุกครั้ง จนถึงปัจจุบัน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org