หน้าแรก
 
พุทธบริษัทกับการเข้าพรรษา พิมพ์
๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑

1_5.jpg2_6.jpg

 

         การอยู่จำพรรษา  หมายถึง  การที่พระภิกษุเริ่มพำนักอยู่ในอารามระหว่างฤดูฝน    โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น  กำหนดตั้งแต่วันแรม  ๑  ค่ำ  เดือน  ๘  ถึงวันขึ้น  ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑  ยกเว้นแต่เหตุจำเป็น  เช่น ไปรักษาศรัทธาญาติโยม  เป็นต้น    ทรงอนุญาตให้ไปได้ภายใน  ๗  วัน                  หรือที่เรียกว่า “ สัตตาหกรณียะ”  
        การเข้าพรรษา โดยทั่วไปมักเข้าใจว่าจำกัดสำหรับพระเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของพุทธบริษัททุกท่านที่ต้องให้ความสำคัญ  เพราะการปฏิบัติได้ถูกต้องของชาวพุทธทุกคน
 ย่อมมีผลต่อความเจริญงอกงามของพระพุทธศาสนา    

กิจวัตรของพระช่วงเข้าพรรษา   
        กิจวัตรหลักของพระภิกษุสงฆ์ท่านมุ่งจรรโลงพระพุทธศาสนา  รักษาพระธรรมวินัย  และบำเพ็ญไตรสิกขา  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ปฏิบัติธรรมฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่  เพื่อจะได้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศให้กับญาติโยมนั่นเอง     
ในสมัยพุทธกาล  ท่านมหาปาละพร้อมด้วยเพื่อนสหธรรมิก  ๖๐  รูป ก่อนเข้าพรรษา  ได้กราบทูลลาพระบรมศาสดาไปจำพรรษาในเขตชนบทครั้นถึงวันเข้าพรรษา  พระมหาปาละได้ให้โอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า
ท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย   พวกเราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธเจ้าแล้ว   ควรเร่งประกอบความเพียร    ในขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่   จึงได้ชื่อว่า  เป็นพุทธบุตรอย่างแท้จริง  ขึ้นชื่อว่าอบายทั้งสี่ เป็นเช่นกับเรือนของบุคคลผู้ที่ประมาทแล้ว      ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด  ส่วนตัวท่านเองนั้น  ก็จะปรารถนาความเพียรด้วยอิริยาบถสามเท่านั้น คือ ยืน  เดิน นั่ง  แต่จะไม่นอนตลอดไตรมาส 
ภิกษุสงฆ์รับฟังโอวาทของท่านแล้ว        จากนั้นก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมตามลำพัง ฝ่ายพระเถระได้เริ่มปรารภความเพียร  โดยไม่ยอมนอนตามที่ตั้งใจไว้  ครั้นเวลาผ่านไป  ๑  เดือน  ท่านเกิดอาการเคืองตา  น้ำตาได้ไหลออกจากเบ้าตาทั้ง  ๒  ข้างตลอดเวลา  แม้หมอจะขอร้องให้ท่านนอนหยอดตาท่านก็ไม่ยอม   โดยสอนตนเองว่า  “จักษุที่ถือว่าเป็นของเราจงเสื่อมไปเถิด  หูและกายก็เช่นเดียวกัน     แม้สรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้  ก็จงเสื่อมไปเถิด  แต่เราอย่าได้มัวประมาทอยู่เลย” ว่าแล้วก็ทำสมาธิเรื่อยไป 
        อีกประการหนึ่งท่านพิจารณาดูแล้วว่า  นี่เป็นโรคที่เกิดจากกรรมเก่าในอดีตตามมาทัน  เป็นกรรมที่เคยเป็นหมอตา  แล้วหยอดตาให้คนไข้ตาบอด   เพราะคนไข้ไม่ยอมให้ค่าจ้างตามที่ได้ตกลงกันไว้   ดังนั้นไม่ว่าจะนั่งหยอดหรือนอนหยอด  ก็คงไม่หายอยู่ดี  ทางที่ดีที่สุดควรรีบทำความเพียรก่อนที่โรคจะกำเริบไปกว่านี้ดีกว่า  แล้วก็ตั้งใจทำความเพียรต่อไป  พอใกล้ถึงวันออกพรรษาทั้งดวงตาและกิเลสก็ดับไปพร้อม ๆ   กัน  ไม่ก่อนไม่หลัง  ท่านได้เป็นพระอรหันต์  ผู้แม้มังสจักขุอาจจะมืดบอด  แต่ธัมมจักขุของท่านสว่างไสวอยู่ภายในตลอดเวลา   

เข้าพรรษาของสาธุชน        
        ในสมัยพุทธกาลนั้นเมื่อถึงคราวอยู่จำพรรษาของพระสงฆ์   ฝ่ายสาธุชนก็ทำหน้าที่เป็นกองเสบียง  ให้พระสงฆ์บำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างสะดวกสบาย    ขณะเดียวกันก็จะสมาทานศีล  ๕  บ้าง  ศีล  ๘  บ้าง   มีการชักชวนกันไปรักษาอุโบสถศีลที่วัด  ไปฟังธรรมและแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง  อนาถบิณฑิกเศรษฐีและวิสาขามหาอุบาสิกา   นับเป็นต้นบุญที่น่าอนุโมทนา  เพราะท่านจะไปอุปัฏฐากพระวันละ  ๒  ครั้ง  เมื่อไปก็ไม่เคยไปมือเปล่า       หากไปก่อนเวลาฉันอาหาร  ท่านจะให้คนถือของขบเคี้ยวไปด้วย  หากไปหลังเพลก็ใช้ให้คนถือเภสัชและน้ำปานะติดมือไปด้วย   เวลาบ่ายก็จะพาลูกหลานไปฟังธรรมที่วัด  สำหรับในเคหะสถานของท่านทั้งสอง   ก็ได้จัดแต่งอาสนะไว้เพื่อภิกษุแห่งละ   ๒,๐๐๐ รูป  เป็นประจำทุกวัน  ภิกษุรูปใดปรารถนาของสิ่งใด  จะเป็นข้าว  น้ำ  หรือเภสัชก็จะได้ทุกอย่าง  ทำให้การบำเพ็ญสมณธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นส่งผลให้พระภิกษุบรรลุธรรมาภิสมัยมากมาย        

ผู้ใหญ่บ้านต้นแบบ     
         ในสมัยพุทธกาล  ณ  หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งมีสตรีเป็นผู้ใหญ่บ้าน   ชาวบ้านอยู่ร่วมกันอย่างสงบร่มเย็น   วันหนึ่งมีพระภิกษุ  ๖๐ รูป  เดินธุดงค์ผ่านมาแล้วไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเห็นพระมาโปรดถึงที่  จึงได้จำพรรษาที่นั่นแล้วชักชวนลูกบ้าน   ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สร้างกุฏิถวายพระภิกษุสงฆ์เพื่อใช้ในการประกอบความเพียร   อีกทั้งชาวบ้านทุกคนต่างตั้งใจสมาทานศีล  ๕ ด้วยความเต็มใจ     พระภิกษุทั้งหมดเมื่อได้ประชุมตกลงกันว่า   “ เพราะเราบวชแล้ว ไม่ควรประมาทในการปฏิบัติธรรมเพราะว่ามหานรก  ๘  ขุม  มีประตูเปิดคอยท่าอยู่   เป็นประดุจเรือนของพวกเราทีเดียว  เราควรมุ่งทำภาวนา  อย่าได้เกียจคร้านในการทำความเพียร เพราะพระสัมมาพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ที่ไม่ประมาท”  เมื่อท่านตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ทุกรูปต่างแยกย้ายไปบำเพ็ญสมณธรรมของตน
           วันหนึ่ง หลังจากพระฉันเพลเสร็จแล้ว  อุบาสิกาได้พาชาวบ้านมาถวายน้ำปานะและไทยธรรมที่จำเป็นแด่พระสงฆ์ เมื่อเห็นพระภิกษุเดินมาคนละทางอย่างนั้นก็เข้าใจว่า  พระคุณเจ้าทะเลาะวิวาทกันเป็นแน่ จึงถามท่านว่า  “พระคุณเจ้าทะเลาะวิวาทกันหรือเจ้าคะ   ทำไมจึงไม่มาโดยพร้อมเพียรกัน”  ครั้นทราบว่าท่านกำลังบำเพ็ญสมณธรรม  จึงถามต่อว่า  “สมณธรรมของพระคุณเจ้าเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ”
  พระเถระตอบว่า  “สมณธรรม ก็คือการทำสมาธิเจริญภาวนา  ตามรักษาจิตของตนไม่ให้ฟุ้งซ่านฝึกใจให้สงบ ให้หยุดนิ่ง” “พระคุณเจ้าผู้เจริญแล้วฆราวาสอย่างดิฉันจะทำได้ไหม” “ทำได้สิ ฆราวาสก็สามารถทำภาวนาได้”  ตั้งแต่นั้นมา  ผู้ใหญ่บ้านหญิงใจเพชรก็ตั้งใจฝึกสมาธิภาวนาตามที่พระแนะนำ   อีกทั้งได้ชวนชาวบ้านมาเป็นอุปัฏฐากและทำสมาธิควบคู่กันไป  ฝึกได้ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี อีกทั้งเป็นผู้ทรงอภิญญาสามารถรู้วาระจิตของคนอื่นได้อีกด้วย   
ท่านใช้อภิญญาจิตพิจารณาว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้พระคุณเจ้าได้บรรลุธรรมสมปรารถนาตั้งแต่เห็นว่า อาวาสเป็นที่สบาย  เหมาะอย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียร  ไม่มีเสียงรบกวน  บุคคลก็เป็นที่สบาย  ทุกรูปอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ไม่มีการกระทบกระทั่งกันเลย  ธรรมะก็เป็นที่สบาย   ทุกรูปตั้งใจปฏิบัติกันดี ไม่เกียจคร้านกันเลย  
         ตรวจดูต่อไปอีก จึงพบว่าอาหารยังไม่เป็นที่สบาย  พระคุณเจ้ามีอาหารไม่ค่อยจะพอฉันแต่ละรูปก็ไม่ค่อยคุ้นกับอาหารที่นี่  ทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้าเมื่อรู้สาเหตุแล้ว พอรุ่งขึ้นก็จัดแจงภัตตาหารที่ถูกปากนำไปถวายด้วยตัวเอง และกล่าวปวารณาว่า  “ท่านผู้เจริญ พวกท่านชอบใจสิ่งใด ขอนิมนต์บอกมาเถิดไม่ต้องเกรงใจโยมนะเจ้าคะ” เมื่อพระทุกรูปได้ฉันอาหารที่ถูกปาก และปริมาณพอเพียงมีอาหารเป็นที่สบายแล้ว ได้มุ่งบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว  ในที่สุดทุกรูปก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ภายในพรรษานั่นเอง
         จะเห็นได้ว่า การอยู่จำพรรษาของพระคุณเจ้าจะสัมฤทธิผลได้นั้น  ต้องอาศัยการสนับสนุนจากสาธุชน  ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่สาธุชนจะได้ทำบุญใหญ่  คือคอยอุปัฏฐากดูแลพระ ให้ท่านประพฤติธรรมได้อย่างปลอดกังวล  นับได้ว่าเป็นการเกื้อกูลกันทั้งฝ่ายวัดและบ้าน เป็นเหตุให้เกิดความใกล้ชิดและเข้าใจกันมากขึ้น ไม่มีการจับผิดกันทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา พวกเราชาวพุทธในยุคนี้ก็เช่นเดียวกัน  ถึงเวลาแล้วที่ราจะหันมาให้ความสำคัญกับการเข้าอยู่จำพรรษา    มาทำหน้าที่ของพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นที่พึ่งของชาวโลกตลอดไป.

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org