หน้าแรก
 
ชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิมพ์
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒

                                      ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๓
                                                 ทรงมีชัยชนะแก่ช้างนาฬาคิรี

                                           bud520520.jpg
                                                  นารคิรึ คชวรํ อติมตฺตภูตํ
                                               ทาวคฺคิจกฺกมสนีว สุทารุณนฺตํ
                                               เมตฺตมฺพุเสกวิธินา ชิตวา มุนนินฺโท
                                               ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

                 พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนีได้ชัยชนะต่อช้างตัวประเสริฐชื่อนาฬาคิรี ซึ่งเป็ฯช้างตกมันหนัก สุดแสนที่จะทารุณร้ายกาจ ด้วยน้ำคือพระเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้านั้น ของชัยมงคลทั้งหลายจงบังเกิดมีแก่ท่าน
                 ก่อนจะทราบถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าอยากถามท่านผู้อ่านว่า ตั้งแต่เกิดมา ยกเว้นตัวเราเองแล้วใครคือผู้ที่เรารักและเมตตามากที่สุด ? ....ส่วนใหญ่ทุกท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่ารักคุณพ่อ-คุณแม่ รักสามี-ภรรยา หรือลูกของตัวเอง จะมีกี่สักคนไหม... ที่บอกว่ารักและปรารถนาดีต่อชาวโลกทั้งหมดเท่าๆ กัน อยากให้ทุกคนมีความสุขเหมือนๆ กัน หากมองไปรอบทิศจะหาใครเป็นที่รักและเมตตายิ่งกว่าตนเองแทบไม่มีเลย
                  ในล้านๆ คนจะมีก็เพียงหนึ่งเท่านั้นที่รักและเมตตาต่อสรรพสัตว์ยิ่งชีวิต นั่นคือ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย วีรกรรมของการสร้างบารมีอันยิ่งใหญ่ของท่านที่ยอมสละชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อความสุขของคนอื่นนั้นเกิดขึ้นนับชาตินับจำนวนครั้งไม่ถ้วน ท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ผู้รู้ได้อุปมาเอาไว้ว่า เลือดที่ท่านสละออกเป็นทานมากกว่าน้ำในมหาสมุทร สละเนื้อเป็นทานมากกว่าแผ่นพื้นปฐพี สละศีรษะเป็นทานมากกว่าผลมะพร้าวในชมพูทวีป สละดวงตาเป็นทานมากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า ท่านกบ้าสละชีวิตเป็นทานเพื่อหวังพระโพธิญาณ ด้วยหวังว่า เมื่อท่านได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะได้ชี้นำหมู่สัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ ข้ามจึ้นสู่ฝั่งแห่งอมตมหานิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุข
                 ความรักและความปรารถนาดีนี้ มิใช่บังเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว หรือเพียงภพชาติเดียวเท่านั้น แต่สืบเนื่องกันมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งพระองค์ท่านได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลกเป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระบรมศาสดาของเราเท่านั้น ที่ทรงมีความรักอันบริสุทธิ์และมีมหากรุณาอันไม่มีประมาณต่อสรรพสัตว์ทุกหมู่ทรงมีความรักและความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์โดยไม่เลือกที่รักพลักที่ชัง มีใจเสมอทั้งต่อบุคคลที่มาประทุษร้ายหรือเคารพนอบน้อมต่อพระองค์
             พระพุทธองค์ทรงมีหฤทัยที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ดุจห้วงมหรรณพที่ให้ความชุ่มฉ่ำเย็นแก่ฝูงปลาทั้งหลายเป็นประดุจท้องนภาที่กว้างใหญ่ไพศาลให้สกุณาได้เริงร่าโผบิน ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วนๆ หมู่หนอนไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉันนั้น เพราะพระองค์มีแต่กระแสความเมตตา พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครกว้างใหญ่ประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุดฉันใด พระพุทธเจ้าก็มีมหากรุณาอันหาประมาณมิได้ฉันนั้น
            ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องตัวอย่างที่พระจอมมุนีทรงได้ชัยชนะช้างนาฬาคิรีด้วยกระแสแห่งเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทำให้ช้างนาฬาคิรีซึ่งถูกมอมเหล้าจนเป็นช้างตกมัน เป็นช้างที่ดุร้ายวิ่งไร้เข่นฆ่าชาวเมือง แต่อาศัยเมตตานุภาพอันเป็นอจินไตยของพระพุทธองค์ทำให้กลายเป็นช้างเขื่องขึ้นมาทันที ซึ่งนับเป็นหนึ่งในชัยมงคลคาถาที่พระองค์ทรงได้ชัยชนะ เรื่องมีอยู่บ้าง
             สมัยหนึ่ง พระเทวทัตมีความปรารถนาที่จะปกครองสงฆ์เอง ขาดความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงได้ทำการคบหากับพระเจ้าอชาตศัตรู แล้วทำสัญญากันว่า “มหาบพิตร พระองค์ปลงพระชนม์พระบิดาแล้วจงเป็นพระราชา ส่วนอาตมภาพปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า” อยู่มาวันหนึ่ง พระเทวทัตเข้าไปในโรงช้างตามที่พระราชาทรงอนุญาต แล้วสั่งคนเลี้ยงช้างว่าเราเป็นพระญาติ สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำไว้ในตำแหน่งสูงได้ สามารถที่จะเพิ่มได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน วันพรุ่งนี้ พวกท่านจงให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ แล้วจงปล่อยไปในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ หากทำตามคำของเรา พวกท่านจะได้รางวัลค่าตอบแทนอย่างงดงามทีเดียว
พวกควาญช้างได้ฟังเช่นนั้น ก็หลงเชื่อในคำของพระเทวทัต วันรุ่งขึ้น จึงให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ ทำให้ช้างเกิดอาการเมามายอย่างหนัก เป็นช้างตกมันดุร้ายเกรี้ยวกราด ไม่มีใครสามารถจะห้ามอยู่ได้ เมื่อถูกปล่อยออกจากโรงช้าง มันจึงวิ่งไปตามถนน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปในกรุงราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูปด้วยกัน ทรงพระดำเนินมาถึงตรอกนั้น ช้างเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินมาแต่ไกล ได้ชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระพุทธองค์
              ภิกษุสงฆ์ที่ตามเสด็จมาด้วย เห็นดังนั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคินรีตัวนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์วิ่งมาในตรอกนี้แล้วขอพระสุคตเจ้าจงเสด็จกลับเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เสด็จกลับ แต่ตรัสว่า “มาเถิดภิกษุ เธออย่ากลัวเลย ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะ ที่บุคคลอื่นจะปลงชีวิตของพระตถาคตเพราะพระตถาคตทั้งย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น”
              ภิกษุสงฆ์แม้จะเชื่อในพระดำรัสของพระศาสดา แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงทูลขอร้องให้เสด็จกลับถึงสามครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสคำเดิม ในขณะนั้นมหาชนต่างก็รีบหนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือนโล้นบ้าง บนหลังคาบ้าง พวกที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสไร้ปัญญา ก็พากันกล่าวว่า พระมหาสมนโคดมจะถูกช้างทำร้ายเอา ส่วนผู้มีศรัทธาก็พากันวิจารณ์ว่า วันนี้อานุภาพของพระพุทธเจ้าจะปรากฏเลื่องลือ พวกเราจะได้ดูการต่อยุทธ์ระหว่างช้างกับพระพุทธเจ้า
              บังเอิญว่า ช่วงนั้นมีหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งเห็นช้างวิ่งมาตกใจกลัววางลูกไว้แล้ววิ่งหนีไป ช้างไล่หญิงนั้นไม่ทัน ก็กลับมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ทารกน้อยผู้น่าสงสาร ทารกนั้นร้องไห้ด้วยความตกใจกลัวยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่ทารกนั้น จึงตรัสเรียกช้างนาฬาคิรีให้กลับมาหาพระองค์ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ช้างได้ฟังแล้วก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหาพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังประทับยืนอยู่กลางถนนพอดี
              ฝ่ายบรรดาพระมหาสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ต่างก็รับอาสาที่จะทรมานช้างนาฬาคิรี แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทรมานช้างนาฬาคิรีไม่ใช่วิสัยของพระสาวก ไม่ใช่วิสัยของพระพุทธเจ้าแล้วทรงห้ามเสีย ขณะนั้นเองท่านพระอานนท์ซึ่งจงรักและภัคดีในพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่ง ได้ก้าวออกไปยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคิดว่า ขอช้างจงข้าเราเถิดเราจะสละชีวิตสนองพระคุณของพระองค์ด้วยการตายแทนพระองค์
              พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อานนท์จงหลีกไป” ถึง ๓ ครั้ง ท่านพระอานนท์ก็หาได้หลีกไปไม่ คงยืนขวางหน้าอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสกระแสแห่งเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ลดงวงลงแล้วค่อยๆ เยื้องกรายเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเลื่อมใส
               ขณะนั้นพระโลกนาถเจ้าทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสกับช้างว่า “ดูก่อนกุญชรเจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธเจ้าด้วยจิตที่คิดจะฆ่า อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธเจ้าจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าจะไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมาและอย่าประมาท คนเหล่านั้นเมาแล้วจะไปสู่ปกติไม่ได้ เจ้านี่แหละจักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ดูก่อนช้างนาฬาคิรี เจ้านี้เป็นเดรัจฉานได้มีโอกาสพบเราตถาคตในครั้งนี้ นับเป็นกุศลยิ่งนัก ตถาคตนี้อุปมาดังพระยาช้างตัวประเสริฐประกอบด้วยคุณของพระอรหันต์ เป็นมิ่งมงกุฏใน ๓ โลก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าอย่าดุร้ายไล่ทิ่มแทงมนุษย์อีก จงมีเมตตา ยังใจให้โสมนัส อย่าได้ประกอบโทษ จงหมั่นเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นๆ เจ้าสิ้นชีพแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์เป็นแท้”
               ด้วยเมตตานุภาพอันไม่มีประมาณของพระพุทธองค์ ช้างนาฬาคิรีได้ฟังเช่นนั้น ก็มีจิตชื่นชมโสมนัสยิ่งนักมาตรว่าหากเป็นมนุษย์จะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉานทำให้คลาดจากการได้บรรลุโลกุตตรธรรมอันยอดเยี่ยม ช้างเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระองค์ แล้วพ่นลงบนกระหม่อมย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเดินกลับเข้าไปสู่โรงช้างแล้วยืนอยู่ตามปกติ และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ช้างนั้นก็มีชื่อใหม่ว่า ช้างธนปาล
              มหาชนได้เห็นเมตตานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้นก็เกิดปีติโสมนัส ต่างก็ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า “ชาวเราเอ๋ย ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ คนบางพวก ฝึกช้างและม้า ด้วยการใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง ใช้แส้บ้าง ส่วนสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้มีอานุภาพเป็นอจินไตยทรงทรมานช้างโดยใช้เพียงน้ำคือพระเมตตาเข้ารูปความเมาของช้างให้กลายเป็นช้างที่เชื่องยิ่งนัก โอ...อปฺปมาโณพุทฺโธ พระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณ...”
              จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า เป็นการบังเกิดขึ้นเพื่อยังสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง พระองค์ทรงอุบัติขึ้นเพื่อเปลื้องทุกข์ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าบางพระชาติต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พระพุทธองค์ก็ยอมเพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ควรอย่างยิ่งที่เราจะระลึกนึกถึงพระองค์ เอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการสร้างความดี หมั่นระลึกนึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ ว่าการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมหลั่งรดไฟที่กำลังโหมไหม้ให้ดับเย็น ทรงอาศัยธรรมโอสถรักษาใจของมนุษย์ให้หายเจ็บป่วยจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏ ได้พบความสุขอันเกษม เปรียบเสมือนสุริยาที่ทอฉายแสงให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบแสงสว่างแห่งชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และนอกจากนี้ควรทำในสิ่งที่พระองค์ท่านอยากจะให้ทำ นั่นก็คือปฏิบัติบูชา ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน อีกทั้งฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยมหากรุณา ไปที่ไหนก็ให้มีเมตตาจิตเป็นเบื้องหน้า ให้พลังมวลแห่งใจที่บริสุทธิ์และกระแสแห่งความเมตตาของเรานี้ แผ่ขยายครอบคลุมไปสู่บรรยากาศโลก ให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข เมตตาธรรมเท่านั้นที่จะช่วยค้ำจุนโลก ให้โลกนี้ร่มเย็นด้วยกระแสแห่งเมตตาธรรมตลอดไป....

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org