หน้าแรก
 
ชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิมพ์
๖ มิถุนายน ๒๕๕๒

                                                 ทรงมีชัยชนะแก่นางจิญจมาณวิกา

                                                pra520606.jpg

                                                  กตฺวาน กฏฺฐมุทรํ อิว คพฺภินียา
                                                  จิญฺจาย ทุฏฺฐวจนํ ชนกายมชฺเฌ
                                                  สนฺเตน โสมวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
                                                  ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

          พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมมุนีได้ทรงชนะคำกล่าวร้ายของจิญจมาณวิกา ผู้ทำอาการเหมือนหญิงมีครรภ์ได้ทำไม้สัณฐานกลมผูกติดไว้ ทรงชนะด้วยวิธีที่งดงาม คือ ความสงบพระทัยในท่ามกลางมหาชน ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
          มีวาระพระบาลีที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่องแสงสว่างไสว ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใด ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์เหล่าอื่นอยู่เป็นอันมากเพียงนั้น แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้นลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป”
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกประโยชน์อันยิ่งใหญ่ย่อมบังเกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม มีความงดงามไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและในเบื้องปลาย เปรียบประดุจบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทางและตามประทีปในที่มึดแก่บุคคลผู้อยากเห็นรูป ฉะนั้นบุคคลผู้ได้ลิ้มรสแห่งอมตะธรรมนั้นแล้ว เปรียบดังบุรุษผู้ก้าวย่างลงสู่ท่าน้ำที่สะอาด ได้อาบดื่มกินด้วยความเกษมสำราญ
           ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาใหม่ๆ นั้น ได้มีมหาชนศรัทธาเลื่อมใสและออกบวชตามพระองค์เป็นจำนวนมาก มนุษย์และเทวดาต่างก็มาฟังธรรมจากพระองค์ จนมีดวงตาเห็นธรรมกันนับไม่ถ้วน เมื่อสาวกของพระองค์มีมากขึ้น พระพุทธศาสนาก็ได้แผ่ขยายกว้างขวางออกไป เกียรติคุณก็ขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป ทำให้พวกเดียรถีซึ่งเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ได้เสื่อมจากลาภสักการะเป็นเช่นแสงของหิ่งห้อยในยามที่พระอาทิตย์ส่องแสงความศรัทธาที่พวกตนเคยได้รับก็ถดถอยลงไป เพราะคำสอนที่ไม่มีแก่นสารสาระอะไรนั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาบางพวก จึงหาทางกำจัดพระพุทธองค์ด้วยการกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง เพื่อความอยากเด่นอยากดังของตน
พวกเดียรถีย์จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า “เพราะพระสมณโคดมแท้ๆ ทำให้พวกเราได้รับความเดือดร้อนลาภสักการะที่เคยมี ก็หายไปหมด ถ้าหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ เห็นทีพวกเราคงต้องย่ำแย่ลงแน่ ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน” ว่าแล้วก็ช่วยกันคิดหาอุบายที่จะทำลายพระพุทธศาสนา ในที่สุดก็คิดจะใส่ร้ายพระพุทธเจ้า ด้วยการใช้นางจิญจมาณวิกาเป็นเครื่องมือ

       จิญจาสาวงาม ผู้มีใจมืดมน
     ในสมัยนั้น มีปริพาชิกาคนหนึ่ง ชื่อว่า”จิญจมาณวิกา” นางเป็นหญิงรูปงาม ความงามของนางกล่าวกันว่าเปรียบประดุจเทพอัปสรในสรวงสวรรค์ สวยงามจนมีรัศมีเปล่งออกจากสรีระของนาง พวกเดียรถีย์จึงคิดที่จะใช้นางเป็นเครื่องมือในการทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อจิญจมาณวิกาเข้าไปอารามของเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ก็แกล้งกล่าวให้นางเห็นใจว่า “น้องหญิง พระสมณโคดมได้ทำให้พวกเราต้องเสื่อมจากลาภสักการะได้รับความลำบากถ้าหากเธอปรารถนาจะให้พวกเรามีความสุขล่ะก็ จงหาโทษให้พระสมณโคดมเถิด หากเธอทำได้ ลัทธิของเราก็จะรุ่งเรืองมีคนหันกลับมานับถือมากเหมือนเดิม” นางหลงเชื่อจึงตอบตกลงที่จะทำตามคำแนะนำของพวกเดียรถีย์
     ในเย็นวันนั้น นางก็ได้เริ่มแผนการที่ไม่น่าเชื่อว่าสวยงามของเธอจะกล้าคิด กล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่กำลังนำไปสู่การเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัสในอเวจีมหานรก นางแต่งตัวเรียบร้อย ถือดอกไม้ของหอม ได้เดินมุ่งหน้าเข้าไปในวัดพระเชตวัน เดินสวนกับสาธุชนที่ฟังธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินสวนทางกัน ผู้คนของสงสัยจึงไตร่ถามว่า “นี่เธอจะไปไหนล่ะ?” นางตอบว่า “ฉันจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าน่ะสิ” แต่พอลับสายตาของผู้คน แทนที่นางจะเข้าไปในวัด กลับแวะไปพักค้างที่อารามของพวกเดียรถีย์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวัดพระเชตวัน
     ในตอนเช้า เมื่อสาธุชนออกจากพระนครจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำทีเหมือนกับเพิ่งออกมาจากวัดพระเชตวัน แล้วก็เดินสวนทางมา พอถูกถามว่า “แม่นาง เมื่อคืนไปนอนที่ไหนมา” นางตอบว่า “เมื่อคืนฉันพักอยู่ในวัดพระเชตวันนี่แหละ” นางอดทนทำอย่างนี้อยู่เป็นเดือนๆ เมื่อถูกถามอีก จึงบอกว่า “ฉันพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม” พุทธบริษัทได้ฟังแล้วก็เกิดความคลางแคลงสงสัย ที่เป็นปุถุชนอยู่ บางคนก็เชื่อ แล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน พอล่วงไป ๓-๔ เดือน นางทำเหมือนว่าเริ่มมีท้อง โดยเอาผ้าพันท้องให้ดูหนาขึ้น แล้วให้พวกเดียรถีย์ไปโพนทะนาว่านางตั้งครรภ์กับพระสมณโคดม เวลาผ่านไป ๙ เดือน นางทำเป็นท้องแก่ โดยเอาไม้กลมวางที่หน้าท้อง แล้วเอาผ้าห่มทับอีกที ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้ทุบที่หลังมือหลังเท้าให้ดูบวมขึ้นมา เหมือนคนใกล้จะคลอด
     เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน นางได้เดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชน แล้วยืนต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ได้ร้องตะโกนใส่ว่า “พระองค์น่ะ ดีแต่แสดงธรรมให้คนอื่น หม่อมฉันครรภ์แก่แล้ว ไม่เห็นมาสนใจเลย ทำไมพระองค์ไม่รีบไปหาสถานที่สำหรับคลอดลูกเราล่ะ ถ้าหากพระองค์ไม่ทำเอง ก็น่าจะบอกอุปัฏฐากให้จัดการให้ก็ได้”
  นางได้ด่าบริภาษพระตถาคตเจ้าในท่ามกลางพุทธบริษัทโดยไม่มีความละอายต่อบาปเลยแม้เพียงนิดเดียวพระพุทธองค์ทรงนิ่งอย่างประเสริฐ แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสงบราบเรียบว่า “ดูก่อนน้องหญิง คำที่เธอกล่าวนั้นมีแต่เพียงเราและเธอเท่านั้นที่รู้กัน” แล้วทรงนิ่งด้วยพระพักตร์ที่เป็นปกติ มหาชนกที่มีศรัทธาตั้งมั่นก็ไม่หวั่นไหว แต่ผู้ที่มีอินทรีย์ยังอ่อนอยู่ก็เริ่มเกิดความคลางแคลงสงสัย
    ทางด้านจิญจมาณวิกาก็บริภาษด่าว่าอยู่คนเดียวมิได้หยุดปาก จนเป็นเหตุให้อาสนะของท้าวสักกะมีอาการร้อน จึงสอดส่องทิพยจักษุลงมา ทรงทราบว่าหญิงงามแต่ใจทรามกำลังกล่าวตู่พระตถาคต จึงดำริว่า เราจะต้องเป็นผู้ชำระคดีนี้ด้วยตนเอง ว่าแล้วก็เสด็จมาพร้อมกับเทพบุตร ๔ องค์ เทพบุตรได้แปลงเป็นลูกหนูเข้าไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้เอาไว้ แล้วทำลมให้พัดผ้าห่มขึ้น นางมัวแต่ยืนด่าไม่ทันรู้ตัว ไม้กลมที่มัดไว้ก็กลิ้งตกลงบนหลังเท้าของนาง ได้รับความเจ็บปวดทรมาน มหาชนเมื่อรู้ความจริง จึงพากันไล่ทุบตีนางด้วยความโกรธแค้นนางจึงตกใจมากเพราะรู้ว่าความแตกเสียแล้ว รีบวิ่งหนีจากการถูกมหาชนรุมทุบตี แต่พอรับคลองจักษุของพระตถาคตเจ้าเท่านั้นแหละ แผ่นดินหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ไม่สามารถจะรับรองกรรมอันชั่วช้าที่นางได้ทำไว้ จึงแยกออกเป็นช่อง แล้วเปลวไฟก็ตั้งขึ้นจากอเวจีมหานรก ดูดนางลงไปสู่อเวจีมหานรกทันที เนื่องจากกรรมที่นางก่อขึ้นในครั้งนี้เป็นกรรมหนัก คือไปใส่ร้ายพระบรมศาสดาผู้บริสุทธิ์ จึงได้รับผลกรรมทันตาเห็น
   สุนทรีนารีพิฆาต ผู้กลายเป็นเหยื่อ
  เรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเอาชนะแผนนารีพิฆาตโดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคอยชักโยงอย่างนางจิญจมาณวิกานี้ มิใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเกิดขึ้นโดยตรงกับพระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระสาวก ซึ่งแต่ละเรื่องน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวอย่างของการเอาชนะตามหลักพุทธวิธีที่เราทั้งหลายควรจะได้ศึกษากันเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของนางสุนทรีสาวสวย ถูกเดียรถีย์หลอกมาให้ทำลายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่นางกลับจบชีวิตลงด้วยการถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหดเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อโยนความผิดให้กับพระสัมมาสัมพุธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า
หลังจากเหตุการณ์ของนางจิญจมาณวิกาผ่านไปนานพอสมควร จึงคิดว่า บัดนี้สมควรที่จะหาเรื่องทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง เพื่อลักธิของตัวเองจะได้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้สานุศิษย์ชื่อ “สุนทรี” ซึ่งเป็นปริพาชิกาอยู่ในสำนักของเดียรถีย์เป็นเครื่องมือในการล้มล้างพระพุทธศาสนา
  เมื่อนางสุนทรีเข้ามาในสำนักของเดียรถีย์ก็ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างเคย แม้นางจะพยายามกล่าวสนทนาด้วยเหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายก็นิ่งเฉย ต่อมาได้แกล้งกล่าวให้นางเห็นใจว่า “น้องหญิง พระสมณโคดมทำให้ลาภสักการะของพวกเราเสื่อมถอยลงไปมาก ทำให้พวกเราได้รับความลำบาก ถ้าหากเธออยากจะให้พวกเรามีความสุขล่ะก็จงหาโทษให้พระสมณโคดมเถิด” ด้วยความหลงผิด นางจึงตอบตกลงทันที
  ทุกเย็นนางจะทำทีเป็นแต่งตัวเรียบร้อย ถือดอกไม้ของหอม เดินมุ่งหน้าไปวัดพระเชตวันมหาวิหารเดินสวนกับสาธุชนที่ฟังธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินสวนทางกัน คนก็สงสัยจึงถามว่า “นี่เธอจะไปไหน ?” นางตอบว่า “ฉันจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า” แต่พอลับสายตาของผู้คน นางก็แวะหลบไปพักค้างที่อารามของพวกเดียรถีย์
ในตอนเช้า เมื่อสาธุชนออกจากพระนคร จะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำทีเหมือนกับเพิ่งออกมาจากวัดพระเชตวัน แล้วก็เดินสวนทางมา พอถูกถามว่า “แม่นาง เมื่อคืนเธอไปนอนที่ไหนมา”
   นางก็ตอบ “เมื่อคืนฉันพักอยู่ในวัดพระเชตวันนี่แหละ” นางอดทนทำอยางนี้อยู่เป็นเดือนๆ เมื่อถูกถามอีก จึงบอกว่า “ฉันพักอยู่ในพระคันธกุฏีเดียวกับพระสมณโคดม” พุทษบริษัทได้ฟังแล้วก็เกิดความแคลงสงสัยที่เป็นปุถุชนอยู่ บางคนก็เชื่อ แล้วมีพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน พอล่วงไป ๓-๔เดือน นางทำเหมือนว่าเริ่มท้อง โดยเอาผ้าพันท้องให้ดูหนาขึ้น แล้วให้พวกเดียรถีย์ไปโพนทะนาว่านางตั้งครรภ์กับพระสมณโคดม เวลาผ่านไป๙ เดือน นางทำเป็นท้องแก่ โดยเอาไม้กลมวางที่หน้าท้อง แล้วเอาผ่าห้มทับอีกที ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้ทุบที่หลังมือหลังเท้าให้ดูบวมขึ้นมา เหมือนคนใกล้จะคลอด
   เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน นางได้เดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชน แล้วยืนต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ ได้ร้องตะโกนใส่ว่า “พระองค์นั้นนะ ดีตาแสดงธรรมให้คนอื่น หม่อมฉันครรภ์แก่แล้ว ไม่เห็นมาสนใจเลย ทำไมพระองค์ไม่รีบไปหาสถานที่สำหรับคลอดลูกเราล่ะ ถ้าหากพระองค์ไม่ทำเอง ก็น่าจะบอกอุปัฏฐากให้จัดการให้ก็ได้” แต่พอลับคลองจักษุของพระตถาคตเจ้าเท่านั้นแหละแผ่นดินหนา๒๔,๐๐๐ โยชน์ไม่สามารถจะรองรับกรรมอันชั่วช้าที่นางได้ทำไว้ จึงแยกออกเป็นช่อง แล้วเปลวไฟก็ตั้งขึ้นจากอเวจีมหานรก ดูดนางลงไปสู่อเวจีมหานรกทันที เนื่องจากกรรมที่นางก่อขึ้นในครั้งนี้เป็นกรรมหนัก คือไปใส่ร้ายพระบรมศาสดาผู้บริสุทธิ์ จึงได้รับผลกรรมทันตาเห็นนางได้ด่าบริภาษพระตถาคตเจ้าในท่ามกลางพุทธบริษัทโดยไม่มีความละอายต่อบาปเลยแม้เพียงนิดเดียวพระพุทธองค์ทรงนิ่งอย่างประเสริฐ แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสงบราบเรียบว่า“ดูก่อนน้องหญิง คำที่เธอกล่าวนั้นมีแต่เพียงเราและเธอที่รู้กัน” แล้วทรงนิ่งด้วยพระพักต์ที่เป็นปกติมหาชนที่มีศรัทธาตั้งมั่นก็ไม่หวั่นไหวแต่ผู้ที่อินทรีย์ยังอ่อนอยู่ก็เริ่มเกิดความคลางแคลงสงสัย
   ทางด้านจิญจมาณวิกาก็บริภาษด่าว่าอยู่คนเดียวมิได้หยุดปาก จนเป็นเหตุให้อาสนะของท้าวสักกะมีอาการร้อน จึงสอดส่องทิพยจักษุลงมา ทรงทราบว่าหญิงงามแต่ใจทรามกำลังกล่าวตู่พระตถาคต จึงดำริว่า เราจะต้องเป็นผู้ชำระคดีนี้ด้วยตัวเอง ว่าแล้วก็เสด็จมาพร้อมกับเทพบุตร๔องค์ เทพบุตรได้แปลงเป็นลูกหนูเข้าไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้เอาไว้ แล้วทำลมให้พัดผ้าห่มขึ้นนางมัวแต่ยืนด่าไม่ทันรู้ตัว ไม้กลมที่มัดไว้ก็กลิ้งตกลงบนหลังเท้าของนาง ได้รับความเจ็บปวดทรมาน มหาชนเมื่อรู้ความจริง จึงพากันไล่ทุบตีนางด้วยความโกรธแค้นนางจึงตกใจมากเพราะรู้ว่าความแตกเสียแล้วรีบวิ่งหนีจากการถูกมหาชนรุมทุบตี แต่พอลับคลองจุกษุของพระตถาคคตเจ้าเท่านนั้นแหละ แผ่นดินหนา๒๔,๐๐๐ โยชน์ไม่สามารถจะรองรับกรรมอันชั่วช้าที่นางได้ทำไว้ จึงแยกออกเป็นช่อง แล้วเปลวไฟก็ตั้งขึ้นจากอเวจีมหานรก ดูดนางลงไปสู่อเวจีมหานรกทันที เนื่องจากกรรมที่นางก่อขึ้นในครั้งนี้เป็นกรรหนัก คือไปใส่ร้ายพระบรมศาสดาผู้บริสุทธิ์ จึงได้รับผลกรรมทันตาเห็น

สุนทรีนนารีพิฆาต ผู้กลายเป็นเหยื่อเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเอาชนะแผนนารีพิฆาตโดยมีผู้เบื้องหลังคอยชักโยงอย่างนางจิญจมานวิกานี้ มิใช่เกิดเพียงครั้งเดียว แต่ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเกิดขึ้นโดยตรงกับพระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระสาวก ซึ่งแต่ละเรื่องน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวอย่างของการเอาชนะตามหลักพระพุทธวิธีเราทั้งหลายควรจะได้ศึกษากันเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของนางสุนทรีสาวสวย ถูกเดียรถีย์หลอกให้มาทำลายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่นางกลับจบชีวิตลงด้วยการถูกฆาตรกรรมอย่างเหี้ยมโหดเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อโยนความผิดให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากเหตุการณ์ของนางจิญมาณวิกาผ่านไปนานพอสมควร จึงคิดว่า บัดนี้สมควรที่จะหาเรื่องทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง เพื่อลัทธิของตัวเองจะได้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้สานุศิษญ์ชื่อ “สุนทรี” ซึ่งเป็นปริพาชิกาอยู่ในสำนักของเดียรถีย์เป็นเครื่องมือในการล้มล้างพระพุทธศาสนาเมื่อนางสุนทรีเข้ามาสำนักของเดียรถีย์ก็ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างเคย แม้นางจะพยายามกล่าวสนทนาด้วยเหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายก็นิ่งเฉย ต่อมาได้แกล้งกล่าวนางเห็นใจว่า “น้องหญิง พระสมณโคดมทำให้ลาภสักการะของพวกเราเสื่อมถอยลงไปมาก ทำให้พวกเรารับได้รับความลำบากถ้าหากเธออยากจะให้พวกเรามีความสุขล่ะก็จงหาโทษให้พระสมณโคดมเถิด” ด้วยความหลงผิด นางจึงตอบตกลงทันทีทุกเย็นนางจะทำทีเป็นแต่งตัวเรียบร้อย ถือดอกไม้ของหอม เดินมุ่งหน้าไปวัดพระเชตวันมหาวิหารเดินสวนกับทางสาธุชนที่ฟังธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินสวนทางกัน คนก็สงสัยจึงถามว่า “นี่เธอจะไปไหน?นางตอบว่า “ฉันจะเขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า” แต่พอลับสายตาของผู้คนททนางก็แวะหลบไปพักค้างที่อารามของพวกเดียรถีย์ในตอนเช้าเมื่อสาธุชนออกจากพระนคร จะไปเข้าเฝ้าพระผู้มมีพระภาคเจ้า นางก็ทำเหมือนกับเพิ่งออกมาจากวัดพระเชตวัน แล้วก็เดินสวนกับสาธุชนเหล่านั้นพอเขาถามว่า “แม่นาง เมื่อคืนเธอไปนอนที่ไหนมา นางก็ตอบ “เมื่อคืนฉันพักอยู่ในวัดพระเชตวันนี่แหละ” ทำอยางนี้อยู่เป็นเดือน เมื่อถูกถามอีก จึงบอกว่า “ฉันพักอยู่ในวัดพระคันธกุฏีเดียวกันกับพนะสมณโคดม” พุทธบริษัทที่เป็นปุถุชนอยู่ ก็เกิดความคลางแคลงสงสัย บางคนก็เชื่อแล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวันพวกเดียรถีย์เห็นว่า พระสมณโคดมและสาวกได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วทั้งพระนครแล้วก็ดีใจกันใหญ่คอยยุยงให้มหาชนเกิดความเข้าใจผิด เพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ได้รับรสแห่งอมตธรรมที่พระบรมศาสดาได้แสดงแล้ว ก็นิ่งเฉยด้วยการสงบ มิได้หวั่นไหวไปกับข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนปุถุชนไม่ได้พิจารณาไต่รตรองให้รอบคอบ จึงหลงเชื่อถ้อยคำของนางและพวกเดียรถีย์ ต่างพากันกล่าวจ้วงจาบพระบรมศาสดาและเหล่าสาวกเมื่อหัวหน้าอัญญเดียรถีย์เห็นว่า เรื่องได้ลุกลามใหญ่โต เป็นที่สนใจของมหาชนเป็นอันมากแล้ว จึงได้ว่าจ้างเหล่านักสุรา ให้ไปฆ่าปิดปากนางสุนทรีทิ้งเสียจากนนั้นให้นำศพไปหมกไว้ใกล้กับพระคันธกุฏีของพระพุทธองค์ครั้นล่วงไป ๒-๓ วันเหล่าเดียรถีย์ก็ทำทีเป็นว่านางสุนทรีหายตัวไป ได้ให้พวกสานุศิษย์ตามหาก็ไม่พบจึงได้นำเรื่องที่นางสุนทรีหายไป กราบทูลพระราชา พระราชาตรัสถามว่า “พวกท่านคิดว่านางสุนทรีจะอยู่ที่ไหน” เดียรถีย์จึงกราบทูลว่า “ก่อนที่นางจะหายไปนั้น นางได้ไปที่วัตพระเชตวันทุกวัน พระเจ้าข้า” พระราชาจึงให้ไปค้นดูที่วัตเชตวันเดียรถีย์ทำทีเป็นเที่ยวค้นหานางสุนทรีภายในวัดพระเชตวันนั่นเอง จนไปพบศพนางสุนทรีที่กองหยากเหยื่อใกล้กับพระคันธกุฏีของพระบรมศาสดา เมื่อพระราชายังหาสาเหตุการตายไม่ได้ เดียรถีย์จึงสร้างข่าวลือว่าพระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรีเพื่อปกปิดกรรมชั่วที่พระศาสดาทำ แล้วเที่ยวด่าพระภิษุทั้งในและนอกพระนครพวกภิษุได้กราบทูลเรื่องราวที่ถูกวิพากวิจารณ์ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์ทรงสอนไม่ให้หวั่นไหวในถ้อยคำเหล่านั้น แต่ให้กล่าวธรรมว่า “ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ดทำแล้วแต่กล่าวว่าข้าพเจ้ามิได้ทำ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นผู้มีนรกเป็นที่ไป” ส่วนทางบ้านเมืองก็มิได้นิ่งนอนใจ พระราชาได้รับสั่งให้ราชบุรุษใช้เวลาหลายวันในการสืบหาข้อมูล จนได้เบาะแสจากพวกนักเลงสุราที่ได้รับสินบนให้ฆ่านางสุนทรีซึ่งกำลังอยู่ในอาการเมมามาย พวกราชบุรุษจึงได้รับนักเลงสุราเอาไว้เมื่อพระราชาทรงสอบสวน จนได้ทราบความเป็นจริงแล้วจึงทรงบังคับพวกเดีรถีย์ว่า “พวกท่าน จงเที่ยวกล่าวแก้ข่าวไปให้ทั่วพระนครว่า นางสุนทรีนี้ถูกพวกข้าพเจ้าจ้างให้นักเลงลสุราฆ่า โทษของพระสมณโคดมและสาวกไม่มี เป็นโทษขของข้พเจ้าเท่านั้น”เมื่อมหาชนทราบว่าพระบรมศาสดาบริสุทธิ์ แต่เพราะถูกผู้ไม่หวังดีใส่ร้ายเพื่อให้พระพุทธศาสนามัวหม่องยิ่งเพิ่มความศัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์มากขึ้น ส่วนพวกเดดียรถีย์ ก็ถูกลงอาชญาตามโทษได้กระทำลงไปท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย แม้กระทั่งพระยรมศาสดายังถูกกล่าวหา เพราะความไม่เห็นด้วยของผู้ที่ไม่เลือมใสศรัธา แต่พระองค์ก็ทรงสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ เพราะความจริงคือความจริงบางครั้งเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์พระพุทธศาสนาเป็นของแท้จริง ของแท้ย่อมทนต่อการพิสูจน์เหมือนทองแท้ไม่กลัวไฟ เพราะฉนั้นในขณะที่เรากำลังสร้างบารมีอยู่นี้ เป็นธรรมดาที่เราจะต้องพบอุปสรรคขอจงอดทนประหนึ่งช้างศึกที่เข้าสู่สงครามโดยไม่ครั่นคร้ามต่อคมลูกศรของข้าศึก ที่มาจากทิศทั้งสี่ และขอให้รักษาความสงบของใจดวงนี้เอาไว้ให้อภัยแก่ผู้ที่ความเข้าใจยังไม่สมบูรณ์ รักษาใจให้ผ่องใสและทำตัวประดุจผู้นิรทุกข์เข้าใจโลกและชีวิตไปตามความเป็นจริง ตั้งใจทำความดีเรื่อยไปอย่างไม่ท้อไม่หวั่นไหว แล้วเราจะเป็นผู้มีชัยชนะตลอดอนันตกาล....

 

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org