หน้าแรก
 
ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่๒ พิมพ์
๖ มิถุนายน ๒๕๕๒

ทรงมีชัยชนะแก่อาฬวกยักษ์

520606.jpg

มาราติเรกมภิยุชฺณิตสพฺพรตฺตึ โฆรมฺปนาฬวกมกฺขมถทฺธยกขํ

ขนฺตีสุทนฺตวิธินา ชิตวา มุนินฺโท

(คำแปล) ระจอมมุนีได้ชัยชนะต่ออาฬวกยักษ์ ผู้มีจิตสันดานหยาบกระด้าง ปราศจากความอดทนมีฤทธิ์พิลึกยิ่งกว่าพระยามาร ผู้เข้ามาต่อสู้จนตลอดทั้งคืน ด้วยวิธีทรมานอยางดี คือพระขันติธรรมด้วยเดชแห่งชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้นขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน(ผู้ อ่านทั้งหลาย)

พระบรมศาสดาของเรากว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต้องบำเพ็ญบารมียาวนานถึง๔อสงไขยแสนมหากัปทรงมีขันติธรรมเป็นเลิศมีความเพียรพยายามนำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ตลอดเวลาและสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งก็คือว่า นอกจากเพียรพยายามเพื่อพระองค์เองแล้ว ยังมีพระทัยมุ่งมั่นที่จะให้สรรพสัตว์หลุดพ้นตามอีกด้วยจึงทรงสั่งสมบารมีอย่างยิ่งยวด ทรงยอมสละได้แม้เลือดเนื้อและชีวิตเป็นทาน เพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ เพราะฉนั้นคราใดที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทำความสว่างได้บังเกิดขึ้นในโลก พระองค์ย่อมประกาศธรรมอันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ได้ พระพุทธองค์ทรงเป็นประดุจแสงสว่างของโลก เป็นประทีบเอกที่ส่องนำทางชีวิตให้มนุษย์ชาติหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง หลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ถ้าหากไม่มีบุคคลเช่นพระองค์บังเกิดขึ้นแล้วมนุษย์ชาติก็จะไม่พบกับสันติสุขที่แท้จริงได้เลย

สำหรับชัยชนะครั้งที่ ๒นี้เป็นชัยชนะที่ได้มาโดยทรงอาศัยขันติธรรมเป็นเลิศ และด้วยกระแสแห่งเมตตานุภาพอันไม่มีประมาณ มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยพุทธกาล พระราชาเมืองอาฬวีได้ถูกยักษ์จับเพื่อจะกินเป็นอาหาร แปต่พระองค์ทรงทำสัญญากับยักษ์ว่า ถ้าหากปล่อยยักษ์ปล่อยพระองค์ไปในครั้งนี้ พระองค์จะส่งคนมาให้กินเป็นอาหารทุกวันเพราะฉนั้น เมื่อพระองค์ทรงรอดชีวิตมาได้ ก็รับสั่งให้อำมาตย์ส่งนักโทษนำอาหารใส่ถาดทองไปให้ยักษ์กินที่ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อนักโทษผู้เคราะร้ายไปถึงโคนต้นไทรเขาก็ถูกยักษ์จับกินเป็นอหารเหมือนกับกินหัวเผือกหัวมัน กล่าวกันว่าร่างกายมนุษย์ทั้งหมด แม้กระทั้งเส้นผม ก็กลายเป็นเหมือนก้อนเนยแข็งด้วยอานุภาพของยักษ์นี้

ผู้ที่ตามนักโทษนั้นไป ได้เห็นแล้วก็สะดุ้งกลัว หนีกลับมาบอกเล่าแก่เพื่อนๆและหมู่ญาติให้ฟัง ทำให้มหาชนไม่กล้าทำผิดวินัยบ้าน เมืองงดเว้นจากโจรกรรม เพราะรู้ว่าพระราชาจะส่งโจรไปให้ยักษ์กิน ต่อมาเมื่อเรือนจำว่างจากนักโทษ พระราชาก็รับสั่งให้นำเด็กทารกเกิดใหม่ส่งไปให้ยักษ์กิน ทำหญิงใดที่ใกล้จะคลอดลูก ก็ต้องหลบหลีกไปคลอดที่อื่น เพราะเกรงว่าลูกจะถูกนำไปให้ยักษ์กินจึงเหลือแต่อาฬวกุมารเพียงองค์เดียว ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังตัดสินพระทัยให้นำพระกุมารไปส่งให้ยักษ์กินเป็นอาหาร

 

ในวันนั้น พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เสด็จลุกขึ้นตรสวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งด้วยพุทธจักษุทรงทราบอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของอาฬวกยักษ์ และการได้ธรรมจักษุของสัตว์ ๘๔, ๐๐๐ เพราะฉะนั้น เมื่ออาทิตย์อุทัยแล้วพระองค์ทรงเสด็จออกจากเมืองสาวัตถีไปยังที่อยู่ของยักษ์เป็นระยะไกล ๓๐๐ โยชน์พระองค์ได้เสด็จเข้าไปประทับยืนอยู่ที่ประตูวิมานของยักษ์บังเอิญว่า อาฬวกยักษ์ไปประชุมสมาคมของยักษ์ที่หิมวันตประเทศเมื่อได้ทราบข่าวก็โกรธเป็นกำลังลุกขึ้นยืนบนพื้นมโนศิลาด้วยเท้าซ้ายให้เท้าขวาเหยีบบนยอดเขาไกรลาศทำลมให้ตั้งขึ้นด้วยคิดว่า จักทำลายพระพุทธเจ้า ลมพายุใหญ่ได้ตั้งขึ้น พุ่งตรงไปยังอาฬวีนคร ทำสถานที่ต่างๆให้แลกลาญ พัดหลังคาให้ลอยไปในอากาศ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิษฐานยว่า ขออภัยพิบัติอย่าได้มีแก่ใครๆเมื่อลมเหล่านั้นมาถึงพระองค์ก็ไม่อาจแม้ทำให้ชายจีวรของพระองค์ให้ไหวได้
ต่อแต่นั้นอาฬวกยักษ์ก็ทำท่าให้ฝนตกลง ด้วยคิดว่าใช้น้ำท่วมสมณะให้ตาย ฝนทั้งหลายอันต่างด้วยก้อนเมฆตั้งร้อยตั้งพัน ก่อตัวขึ้นแล้วก็ตกลงมา ด้วยความเร็วแรงของน้ำฝน แผ่นดินก็แตกเป็นช่องๆมหาเมฆตั้งขึ้นบนราวป่า แต่ก็ไม่อาจทำให้แม้หยาดน้ำสักหยดเปียกจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาฬวกยักษ์ ทำฝนแผ่นหินให้ตกลงมายอดเขาใหญ่ๆ พ่นควันลุกโพลงลงมาทางอากาศ พอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็สำเร็จเป็นดอกไม้ทิพย์ไปทันที อาฬวกยักษ์ทำฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนทรายให้ตกลงมา แต่ฝนเหล่านั้นก็กลายเป็นของหอมอันทิพย์มาบูชาพระพุทธองค์

ยักษ์นั้นเมื่อไม่อาจทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหนีไปด้วยเดชของตน จึงเข้าไปหาพระผู้มีภาคเจ้าพร้อมด้วยเสนา๔เหล่า เกลื่อนกล่นไปด้วยภูตผีมีรูปร่างน่ากลัวต่างๆในมือถือเครื่องประหารนานาชนิดแต่ภูตเหล่านั้นไม่อาจเข้าใกล้พระองค์ดุจแมลงวันไม่อาจต้อมก้อนเหล็กที่ลุกโพลงได้ ได้แต่คุกคามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่แต่ไม่อาจทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหวั่นไหวได้

เมื่อครึ่งคืนผ่านไป อาฬวกยักษ์คิดว่า เราจะต้องปล่อยผ้าทุสสาวุธอันใครๆ เอาชนะไม่ได้ อาฬวกยักษ์คิดดังนั้นแล้วจึงแก้ทุสสาวุธยกชูขึ้นถือไว้ เหาะเวียนวนอยู่ใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศประดุจสายฟ้าพ่นควันลุกโพลงมาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทตกลงที่บาทมูลของพระองค์ทันที อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกหมดหวัง เหมือนงูที่ถูกทอดเขี้ยวหมดพิษสงอีกต่อไป

กล่าวกันว่า ในโลกนี้มีอาวุธที่ประเสริฐ๔ชนิด คือ

๑.วชิราวุธของพระอินทร์

๒.คทาวุธของท้าวเวสสุวัณ

๓.นัยนาวุธของพระยายม

๔.ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์

ความร้ายแรงของอาวุธเหล่านี้มีเล่าว่า ได้ยินว่า เมื่อพระอินทร์ทรงพิโรธแล้วจะฟาดวชิราวุธลงบนเขาสิเนรุ วชิราวุธนั้นสะเทือนภูเขาสิเนรุซึ่งสูงถึง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์พึงลงไปถึงเบื้องบน ส่วนคถาของท้าวเวสสุวัณทรงปล่อยไปในเวลาที่ท่านยังเป็นปุถุชนนั้น ได้ตกลงบนศรีษะของยักษ์หลายพันตน แล้วกลับมาสู่วงแขนของท้าวเวสสุวัณตามเดิม ส่วนพวกกุมภัณฑ์จำนวนหลายพันเป็นอันมากพอสักว่าพระยามมพิโรธแล้ว จ้องดูด้วยนัยนาวุธเท่านั้น พวกกุมภันฑ์ หลายพัน ล้มพินาศไปทันที

สำหรับอาฬวกยักษ์นั้นโกรธแล้ว หากปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศฝนจะไม่ตกเป็นเวลา๑๒ ปีถ้าปล่อยลงไปในแผ่นดิน ต้นไม้และต้นหญ้าจะเที่ยวแห้งไม่งอกอีกใน๑๒ ปีถ้าปล่อยลงในสมุทร น้ำก็จะแห้งหมดเหมือนหยาดน้ำบนกระเบื้องที่ร้อน ถ้าปล่อยไปที่ภูเขา ภูเขาก็ทำลายเป็นท่อนใหญ่กระจัดกระจาย

เมื่อทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาท อาฬวกยักษ์จึงท้อแท้ใจ แต่ก็ยังไม่หมดหวัง ได้ตรวจดูว่า เหตุใดหนอ พระสมณะจึงไม่กลัว ก็ได้เห็นว่ามีผู้พระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ในเมตตาธรรม จึงคิดว่าเอาเถิดเราจะทำให้สมณะนี้โกรธว่าแล้วก็ขับไล่พระพุทธองค์ให้ออกไปด้วยคำว่า จงออกไปสมณะผู้เป็นเจ้าของวิมาณยังไม่อนุญาติให้ท่านเข้าไป ท่านใช้ของที่เจ้าจองยังไม่อนุญาติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่ายักษ์นี้เป็นผู้กระด้าง ใครๆไม่อาจสั่งสอนได้ หากว่าแสดงอาการกระด้าวตอบ การเสด็จมาของพระองค์ก็จะไร้ผลเสีย ฉะนั้น เมื่อยักษ์บอกให้ออกไป พระองค์ก็เสด็จออกไปโดยดี อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็มีจิตอ่อนโยนด้วยคิดว่า สมณะนี้ว่าง่ายจริง เราบอกคำเดียวก็ออกไปแล้ว การออกไปเสียได้เป็นการดี เร่าสามารถชนะสมณะนี้ด้วยคำพูดเพียงเท่านนี้ เสียแรงเปล่าโดยไม่สมควรที่เราต่อยุทธกับสมณะนี้อยู่ตั้งครึ่งค่อนคืนด้วยอาวุธร้ายแรง

ยักษ์ได้ทดลองสั่งให้พระบรมศาสดาเสด็จเข้า-ออกอย่างนี้ถึง๓ครั้งเพื่อทดลองดูว่า ระองค์เป็นผู้ว่าง่ายจริงหรือเปล่า พอครั้งที่๔ ก็ เกิดความคิดชั่วว่า ดีหละ เราจะทำให้สมณะนี้ลำบากตลอดคืนด้วยการเข้าๆออกๆ อย่างนี้แหละ ว่าแล้วก็สั่งท่านจงออกไปสมณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ออกไปหละ ท่านจงกระทำกิจที่ท่านควรทำเถิด

เมื่อเห็นพระผู้มีพระเจ้าไม่เสด็จออกไปตามคำสั่ง ก็ตั้งใจจะถามปัญหาที่ค้างคาใจมานาน เนื่องจากอาฬวกยักษ์เคยถามปัญหากะดาบสและปริพาชกผู้มาสู่วิมานของตนในเวลาที่ท่านเหล่านั้นมาทางอากาศเมื่อตอบปัญหาไม่ได้ ยักษ์จึงควักหัวใจของท่านเหล่านั้นขยี้ทิ้งเสียยักษ์นึกถึงปัญหาเหล่านี้ได้ จึงกล่าวกับพระบรมศาสดาว่าดูก่อนสมณะข้าพเจ้าจักควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้ง จักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับเท้าทั้งสองของท่าน แล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเรายังมองไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพรามณ์เทวดา และมนุษย์ ที่จะควักจิตของเราโยนทิ้ง จะพึงฉีกหัวใจของเราหรือจับเราทราเท้าทั้งสองแล้วขวางไปที่ฝั่งคงคาได้ ดูก่อนยักษ์ เมื่อท่านหวังจะถามปัญหาก็ถามเถิด ข้าพเจ้าจักตอบทุกอย่าง อาฬวกยักษ์จึงได้เริ่มทูลถามว่า

อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้

อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้

อะไรหนอเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์ อันประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความสัตยแลเป็นรสล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็ยอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนข้ามโอฆะได้อยางไรหนอ ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบตรัสว่าคนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไร จึงหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงผูกมิตรไว้ได้คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าตอบว่าบุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาดเป็นผู้ทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูก

มิตรไว้ได้ บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม๔ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุลลนั้นแล ละโลกนี้ไปแล้ว

พวกเราเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะระลึกนึกถึงพระองค์เอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการนำสันติสุขให้บังเกิดขึ้น หมั่นระลึกนึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ วาการบังเกิดขึ้นของพระองค์ท่านนั้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์ เทวา และสรรสัตว์ทั้งหลาย

ย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ

อาฬวกยักษ์ทราบทูลว่า ทำไมหนอ ข้าพเจ้าจึงจะต้องถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้ วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวกวีเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงท่านที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้าน จากบุรีไปสู่บุรี พลางนมัสการพระสัมมาพุทธเจ้าและธรรมซึ่งเป็นธรมที่ดี

ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหา๘ข้อ อาฬวกยักษ์ ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เพราะในช่วงแรก อาฬวกยักษ์คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่อาจตอบปัญหาเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับสมณะพราหมณ์เหล่าอื่นที่ตนเคยถามมาแล้ว จึงเป็นอันพระภาคเจ้าทรงมีชัยชนะอก่พวกอาฬวกยักษ์ผู้มีฤทธิ์อันเป็นชัยชนะประการที่๒ดังที่ได้กล่าว ณ เบื้องต้นด้วยประการฉะนี้

การที่ยักษ์ได้เป็นพระโสดาบันนั้น ทำให้ยักษ์มั่นใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่ที่อยู่ของตนก็เพื่อประโยชน์ของตนโดยแท้ซึ่งทำให้ยักษ์เกิดความซาบซึ่งในพระมหากรุณานั้นยิ่งนัก พร้อมกับที่ยักษ์กล่าวคาถานั้นจบลง ความรุ่งแจ้งแห่งราตรีก็ปรากฏขึ้น ๑มีเสียงสาธุการเกิดขึ้น๑ ราชบุรุษได้นำเอาพระราชกุมารมาส่งให้ยักษ์ ๑ ได้มีขึ้นพร้อมๆกันในขณะนั้น ในที่สุดยักษ์ก็เลิกจับมนุษย์กินเป็นอาหาร กลายมาเป็นผู้สำรวมระวังในศีล ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ทำให้อาฬวกกุมารไม่ต้องถูกฆ่า และชาวเมืองก็อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าโดยแท้

เราจะเห็นได้ว่า กว่าพระพุทธเจ้าจะสั่งสอนใครคนใดคนหนึ่งให้เกิดความเสื่อมใส แล้วตั้งใจลงมือปฏิบัติธรรมนั้น ต้องใช้กุศโลบายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ให้เห็นถึงฤทธานุภาพอันไม่มีประมาณหรืออาเทศนาปาฏิหาริย์ ดักใจผู้ฟังแสดงธรรม อย่างพอเหมาะพอดีแก่จริตอัธยาศัยของผู้ฟัง ทำให้มีผู้บรรลุธรรม ตามพระองค์ยังเป็นยอดนักเสียสละ หากรู้ว่าใครมีบุญที่พร้อมจะเข้าถึงธรรมพระองค์ก็จะเสด็จไปโปรดโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบาก

พระตถาคตเจ้าของเราทรงมีหมากรุณาอันกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้โลกนี้ที่ดูเหมือนกว้างใหญ่ไพศาลแต่มหากรุณาของพระองค์ในกาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนั้น กว้างไกลเกินกว่าจักรวาลเสียอีก เพราะฉนั้น พวกเราเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะระลึกนึกถึงพระองค์เอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการนำสันติสุขให้บังเกิดขึ้น หมั่นระลึกนึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ว่า การบังเกิดขึ้นของพระองคืเท่านั้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์ เทวา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย วิบากของผู้เสื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้อจินไตย ย่อมเป็นอจินไตย...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org