หน้าแรก
 
คุณานันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ตอนที่ ๖ พิมพ์
๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ตอนที่ ๖

หัวข้ออภิปราย : การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่ง เป็นสิ่งโง่เขลา

sp530706.jpg    

ประเด็นนี้ ผู้บรรยายฝ่ายตรงข้ามของท่านคุณานันทะได้กล่าวว่า พระรัตนตรัยไม่มีความพิเศษอะไรเลย การเข้าถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งนั้น เป็นสิ่งโง่เขลา

การถึงพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้วว่าเป็นที่พึ่งถือเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แสงอาทิตย์ย่อมปรากฏไม่ได้หากปราศจากดวงอาทิตย์ ฉันใด พระพุทธองค์เมื่อปรินิพพานพระองค์ได้สูญสิ้นไปแล้ว ที่พึงคือพระพุทธเจ้าจะมีได้อย่างไร ฉันนั้น

พระธรรม คือ หนังสือที่มีผู้เขียน เขียนกันขึ้นมา หนังสือเหล่านั้นต่างหากที่ต้องมี ท่านเป็นที่พึ่ง พวกท่านต้องดูแลรักษา เก็บเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือถูกทำลาย ท่านจะพึ่งพิงหนังสือได้อย่างไร มีแตหนังสือต่างหากต้องพึ่งมนุษย์เพื่อให้ดูแลรักษา

ส่วนการยึดถือพระสงฆ์นั้น พระสงฆ์ผู้เป็นคนบาปหนาแน่นไปด้วยกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง และยังถือตัวว่าเป็นสรณะที่พึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความโง่เขลา งมงาย นับเป็นการยึดถือคนตาบอดให้เป็นผู้นำทางโดยแท้

ฝ่ายตรงข้ามกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อจะพูดให้ท่านคุณานันทะโกรธ เป็นการสอบอารมณ์ของท่าน เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ เมื่อโดนสอบอารมณ์อย่างนี้ ท่านก็ไม่โกรธ ไม่มีความขุ่นมัวเลย เพราะความขุ่นมัวจะเอาไปใช้โต้วาทะไม่ได้ ต้องสู้กันด้วยปัญญา ไม่ใช่สู้กันด้วยกิเลส

 

ในเบื้องต้น ท่านคุณานันทะได้ชี้แจงเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามอ้างว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ท่านได้แสดงเรื่องนิพพาน ๓ ประเภท ได้แก่

๑. กิเลสนิพพาน   คือ การดับกิเลสตัณหาของพระองค์ในวันตรัสรู้ ถือเป็นนิพพานอย่างหนึ่ง

๒. ขันธนิพพาน  คือ การดับเบญจขันธ์สู่อนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา

๓. ธาตุนิพพาน   คือ พระบรมสารีริกธาตุสูญสิ้นไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ก็เป็นการดับของกิเลสและขันธ์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนั้นยังทรงดำรงอยู่ เสมือนเป็นตัวแทนของพระองค์

ถ้าหากว่า ศาสดาของศาสนาใดได้ถึงแก่กรรมลง ศาสนานั้นหมดคุณค่า พึ่งพามิได้ ก็หมายความว่า ทุกๆศาสนาขณะนี้ มีศาสดาที่ไร้ความหมาย ไม่ควรระลึกถึงเลยอย่างนั้นหรือ

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน ดับสูญไปแล้ว เป็นที่พึ่งไม่ได้นั้น เป็นคำกล่าวของผู้ไม่รู้ บุคคลใดก็ตามหากได้ปฏิบัติสมาธิอย่างถูกวิธี มีความเพียรสม่ำเสมอไม่ขาดสาย จะเข้าถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน และสามารถถึงท่านว่า เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ดังมีพยานบุคคคลมากมาย นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันนี้

 

ในส่วนพระธรรม ในเบื้องต้น พระธรรมอาจจะเป็นหนังสือตามที่ผู้พูดต่างศาสนาเข้าใจ แต่พระธรรมสำหรับชาวพุทธแล้ว หมายถึง คำสอนที่มีเอาไว้ให้ปฏิบัติ บุคคลที่ปฏิบัติตามพระธรรมคือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมนั้น สามารถเป็นที่พึ่งอันแท้จริง

อีกประการหนึ่ง การถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งนั้น หมายเอาโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) เป็นที่สุด มิได้มีความหมายตื้นเขินดังที่ผู้พูดจากศาสนาอื่นเข้าใจ พระธรรมไม่ใช่เป็นแค่หนังสือหรือตัวหนังสือ แต่เป็นความรู้ในนั้นที่ทำให้ผู้ที่ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติ เกิดประสบการณ์ภายใน ได้เข้าถึงธรรมอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเข้าถึงนั่นเอง พระธรรมจึงเป็นที่พึ่งภายในที่แท้จริงของบุคคลนั้น

 

ส่วนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มีองค์ประกอบสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว กล่าวคือ มีพระพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบพระธรรม และมีพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่ผู้พูดจากศาสนาอื่น นอกจากเป็นผู้ที่มองโลกผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ยังมองโลกในแง่ร้ายอีกด้วย  ท่านคุณานันทะยังกล่าวเสริมอีกว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท คือ อริยสงฆ์ และสมมุติสงฆ์

การเห็นสมณะ คือ พระสงฆ์นั้น มุ่งหมายเอาพระอริยสงฆ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง คำว่า เนื้อนาบุญเป็นสิ่งที่ไม่มีในศาสนาของผู้พูดและแม้ศาสนาอื่น ในขณะที่สมมุติสงฆ์แม้ยังไม่หมดกิเลส ก็กำลังทำกิเลสให้เบาบางลง เพราะฉะนั้น พระสงฆ์จึงเป็นที่พึ่งในฐานะที่เป็นทั้งเนื้อนาบุญ และเป็นแหล่งแห่งความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org