หน้าแรก
 
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ตอนที่ ๑๘ นางจุฬสุภัททา พิมพ์
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘



.....ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีสหายคนหนึ่งซึ่งเป็นเศรษฐีชื่อว่า อุคคะ อยู่ในเมืองอุคคนคร แสดงว่าต้องเป็นเศรษฐีใหญ่มาก เพราะว่าชื่อเมืองชื่อเดียวกัน ในวัยหนุ่มทั้งสองได้เรียนศิลปะอยู่ในสำนักอาจารย์เดียวกัน ทั้งคู่ต่างทำสัญญากันว่า เมื่อต่างคนต่างเติบโตมีครอบครัวมีบุตรธิดาแล้ว ถ้าฝ่ายใดได้ลูกสาวของอีกฝ่ายให้แต่งงานกับลูกชายของตน ฝ่ายที่ถูกขอลูกสาวจะต้องยกให้ฝ่ายสู่ขอ หมายความว่า ถ้าเธอมีลูกสาวฉันมีลูกชาย แล้วถ้าขอลูกสาวมาต้องยกให้

ต่อมาทั้งสองเจริญวัยขึ้น ท่านอุคคะได้มาเป็นเศรษฐีของเมืองอุคคนคร ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้มาเป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองสาวัตถี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีได้นำสินค้าบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางมาค้าขายยังเมืองสาวัตถี ได้มาพักที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพราะเป็นเพื่อนรักกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเรียกนางจุฬสุภัททา ลูกสาวที่สองของตนมาบอกตรงๆ เลยว่า ฉันมีลูกสาว ให้มาต้อนรับแล้วสั่ง “ ลูก ลูกช่วยดูแลต้อนรับท่านอุคคเศรษฐีเพื่อนของพ่อด้วย”

ในขณะนั้นนางสาวจุฬสุภัททา ทำหน้าที่ดูแลการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูปต่อวัน อย่าลืมว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลี้ยงพระวันละ ๒,๐๐๐ รูป ได้ลูกสาวคนที่สอง ชื่อ จุฬสุภัททาคอยดูแลถวายพระ และเมื่อนางได้ฟังธรรมก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางจุฬสุภัททาได้รับมอบหมายแล้วจึงจัดเตรียมทุกอย่างด้วยมือของตนเอง เช่น จัดเตรียมอาหาร เครื่องประดับ ของหอม เครื่องลูบไล้ เป็นต้น คือ เตรียมพร้อมทุกอย่างทั้งหมด

ระหว่างที่ท่านอุคคเศรษฐีรับประทานอาหาร เธอไปเตรียมน้ำอาบไว้ แล้วจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเรียบร้อย อุคคเศรษฐีได้เฝ้าสังเกตจุฬสุภัททา เห็นกิริยามารยาทแล้วรู้สึกพอใจ เราจะต้องขอจุฬสุภัททาลูกสาวท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปให้ลูกชายเรา เลยเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ คุยกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า เราเคยเรียนอยู่ด้วยกันกับพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เราเป็นเพื่อนเล่นกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็รู้ จำได้หรือเปล่าว่า ตอนหนุ่มๆ ได้เคยให้คำมั่นสัญญาอะไรไว้ ถ้าใครมีลูกสาว ฝ่ายลูกชายไปขอฝ่ายที่มีลูกสาวต้องยกให้ ถ้าอย่างนั้นเราขอเลย คือ ไม่ต้องเสียเวลารักแล้ว รอไม่ได้แล้ว ขอว่า ยกจุฬสุภัททาให้ไปแต่งงานกับลูกชายของเราเถอะ

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีรู้ว่า ท่านอุคคเศรษฐียังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ คือ ยังมีความเห็นผิดอยู่ ยังไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม ในข้อแรกของสัมมาทิฏฐิ ยังไม่ผ่านสักข้อเลย โลกนี้ โลกหน้า นรก สวรรค์ ผลแห่งท่าน มารดาบิดามีคุณ เหล่านี้เป็นต้น กลัวว่าลูกสาวจะลำบากในกาลภายหน้า แต่จะต้องรักษาไมตรีของอุคคเศรษฐีไว้ เลยบอกว่า

“ สหาย...สำหรับเราไม่ขัดข้องหรอก” เลยหาทางออกว่า “ แต่ว่าบุตรธิดาของเราทุกคน เราได้ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราจึงไม่อาจสามารถจะตัดสินใจตามลำพังได้ ยกให้เป็นลูกของพระพุทธองค์แล้วต้องไปถามพระองค์ก่อน” คือ หากุศโลบายเพื่อจะนำอุคคเศรษฐีไปเข้าเฝ้า เผื่อว่า ถ้าหากว่ามีบุญจะได้บรรลุธรรม พอบรรลุธรรมแล้วก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ลูกสาวของตัวจะได้ไม่ลำบาก

“ เราไปกราบทูลประทานขออนุมัติจากพระพุทธองค์ก่อน หากพระองค์ไม่ขัดข้องเราก็ยินดีเพื่อน”

รุ่งขึ้นท่านเศรษฐีไปกราบทูลข้อความทั้งหมดแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั่งฟังไประลึกชาติไป ตรวจดูด้วยสัพพัญญุตญาณเห็นว่า อุคคเศรษฐีมีบุญที่จะบรรลธรรม จึงทรงอนุญาตให้นางจุฬสุภัททาแต่งงานกับลูกชายอุคคเศรษฐี ท่านเศรษฐีกลับมาแจ้งให้นางบุญญลักขณาได้ทราบ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการจัดงานแต่งงานของลูกสาวของตน จากนั้นท่านเศรษฐีจงไปบอกท่านอุคคเศรษฐีว่า ตกลงเรายกลูกสาวให้ พร้อมกับกำหนดวันแต่งงาน

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้จัดงานมงคลอย่างยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับที่ท่านธนัญชัยเศรษฐีจัดงานมงคลให้กับนางวิสาขาผู้เป็นธิดา แต่ว่าทั้งคู่เป็นคู่บุญคู่บารมีกัน จัดงานใหญ่พอกันเลย ก่อนจะส่งตัวนางจุฬสุภัททา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ให้โอวาท ๑๐ ประการแก่นางว่า

๑.ไม่ควรนำไฟในออกภายนอก หมายถึง เห็นความผิดของบิดามารดาของสามีและสามีแล้วอย่าไปพูดให้คนอื่นฟัง

๒.ไม่ควรนำไฟภายนอกเข้าไปภายใน หมายถึง ถ้าใครได้มาพูดเรื่องร้อนอกร้อนใจ จงอย่านำเอาความนั้นมาพูดในบ้าน

๓.ให้แก่บุคคลที่ควรให้ หมายถึง ควรให้กับคนที่ได้ยืมของไป แล้วนำมาส่งคืน

๔.ไม่ให้แก่บุคคลที่ไม่ควรให้ หมายถึง ไม่ให้แก่ผู้ที่ยืมของไปแล้ว ไม่นำมาส่งคืน

๕.ให้แก่บุคคลที่ให้หรือไม่ให้ หมายถึง เมื่อญาติมิตรผู้ยากจนมาขอความช่วยเหลือแล้ว เขาเหล่านั้นจะใช้คืนหรือไม่ก็ตาม ควรให้แก่ญาติมิตรเป็นการสงเคราะห์ญาติ

๖.ควรนั่งให้เป็นสุข หมายถึง เมื่อนั่งในที่ใดก็ตาม เห็นบิดามารดาของสามีและสามีแล้ว จะไปเดินลุกหนีอย่างนั้น ไม่ควร ควรจะลุกรับ ไม่ควรลุกหนี

๗.ควรบริโภคให้เป็นสุข หมายถึง ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนบิดามารดาของสามี และสามี จงดูแลทุกคนให้ได้รับประทานอาหารก่อน แล้วตนเองจึงค่อยรับประทานทีหลัง

๘.ควรนอนให้เป็นสุข หมายถึง ไม่ควรนอนก่อนมารดาบิดาสามี และสามี ควรดูแลความเรียบร้อยต่างๆ แล้วจึงนอนทีหลังสุด

๙.ควรบูชาไฟ หมายถึง ให้คิดว่าบิดามารดาของสามีและสามี เปรียบเสมือนกองไฟ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ต้องคอยดูแลให้ดี

๑๐.ควรนอบน้อมต่อเทวดาภายใน หมายถึง ให้คิดว่ามารดาบิดาของสามี และสามี เปรียบเสมือนเทวดา ต้องให้ความเคารพ คือ ท่านเหล่านี้มีความสำคัญมาก ต้องให้เกียรติยกย่อง

 

………………………( จบตอน )…………………………

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org