หน้าแรก
 
เดินตามทางของบัณฑิต ตอนที่ 3 พิมพ์
๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙

hammaallday490719.jpg

      คำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอมตธรรมอันลํ้าค่ายิ่ง เป็นสิ่งที่สามารถนำพามนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิบัติตามให้ไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น จากกิเลสอาสวะได้อย่างแท้จริง ขึ้นอยู่กับว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ศึกษาคำสอน และลงมือปฏิบัติมากน้อยเพียงไร กว่าพระพุทธศาสนาจะบังเกิดขึ้นมาในโลกได้ เป็นสิ่งที่ยากแสนยาก จะต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้น และกว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจะต้องทุ่มเทสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยอมอดทนทุกอย่างเพื่อสร้างบารมีให้แก่รอบ ฉะนั้น การบังเกิดขึ้นของพระพุทธองค์จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่ สรรพสัตว์ เมื่อเราทำตามพุทธโอวาท ชีวิตย่อมจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ภีตสูตรว่า

“วาจํ มนญฺจ ปณิธาย สมฺมา

กาเยน ปาปานิ อกุพฺพมาโน

พหุนฺนปานํ ฆรมาวสนฺโต

สทฺโธ มุทู สํวิภาคี วทญฺญู

เอเตสุ ธมฺเมสุ ิโต จตูสุ

ธมฺเม ิโต ปรโลกํ น ภาเย

บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือน ที่มีข้าว และน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก”

คุณธรรม ๔ ประการ ของผู้ที่ได้ชื่อว่า ดำรงอยู่ในธรรม คือ เป็นผู้มีความศรัทธา มีสัมมาทิฏฐิ เชื่อว่าทานที่ให้แล้วมี ผลจริง การบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผลจริง ผลวิบากของกรรมที่ทำดีและชั่วมีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง มารดาบิดามีคุณจริง พวกสัตว์ที่ผุดเกิดแบบโอปปาติกะมีจริง เชื่อว่าในโลกมีสมณพราหมณ์

ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบชนิดที่ทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเอง

แล้วประกาศโลกนี้และโลกหน้า โดยเฉพาะความเชื่อที่มีต่อการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรียกว่า ตถาคตโพธิสัทธา มีจริง

คุณธรรมประการต่อมา คือ มีความสุภาพอ่อนโยน ทำตนให้เป็นผู้น่าเคารพรัก ดำรงตนให้เป็นผู้ให้ คือ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ฝึกใจของเราให้กว้างใหญ่เหมือนสายน้ำที่ไหลไปในมหาสมุทร นำความร่มเย็นไปสู่สถานที่นั้นๆ หรือเหมือนดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงให้แก่สรรพสิ่ง ทั้งหลาย โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก

คุณธรรมประการสุดท้าย คือ ควรรู้ถ้อยคำของผู้ขอ หมายถึง เมื่อมีใครมาขอความช่วยเหลือ หากไม่เหลือวิสัยที่เราจะช่วยได้ ก็ไม่ควรด่วนปฏิเสธ ถึงแม้จะช่วยเหลือในด้านแรงกายหรือกำลังทรัพย์ไม่ได้ ก็ควรแนะนำหนทางที่ดี เราจะไม่ช่วยเหลือใครเพราะความจำใจ แต่จะทำด้วยความเต็มใจ นี่เป็นคุณธรรมของบัณฑิตผู้ได้ชื่อว่าดำรงอยู่ในธรรม

*เหมือนดังเรื่องของมัจฉริยโกสิยเศรษฐี ปรารภเหตุจากการที่ท่านอยากกินข้าวปายาส จึงบอกภรรยาว่า จะไปแอบหุงกินคนเดียวอยู่ในป่า เพราะเกรงจะมีคนมาพบเห็น แล้วขอกินข้าวปายาสที่ตัวเองหุง ภรรยาก็จัดแจงเครื่องปรุง และอุปกรณ์ทุกอย่างให้

วันนั้น เศรษฐีผู้มีความตระหนี่ให้คนใช้นำผ้าห่ออุปกรณ์สิ่งของทั้งหมด และให้ถือไปส่งในป่า คนใช้ก็หอบหิ้วอุปกรณ์เครื่องครัวไป ทำเตาที่โคนกอไม้ หาฟืน และน้ำมาติดไฟหุงข้าวปายาส เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมหมด จากนั้นเศรษฐีสั่งให้ออกไปยืนเฝ้าปากทางเข้า เพื่อคอยห้ามผู้คนเข้ามา จากนั้นเศรษฐีก็เอาผ้าคลุมศีรษะเพื่อปกปิดอัตภาพของตนเอง

ขณะเดียวกันนั้นเอง ท้าวสักกเทวราชซึ่งกำลังเสวยทิพยสมบัติอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงทอดพระเนตรสิริสมบัติของพระองค์ มีตั้งแต่เทพนครอันประดับประดาด้วยสิ่งของอันเป็นทิพย์ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ถนนที่สำเร็จด้วยทองคำ ๖๐ โยชน์ เวชยันตปราสาทสูง ๑,๐๐๐ โยชน์ สุธรรมาเทวสภากว้าง ๕๐๐ โยชน์ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ซึ่งเป็นอาสน์มีสีเหลืองดุจผ้ากัมพลกว้างใหญ่ ๖๐ โยชน์ เศวตฉัตรมีพวงดอกไม้ทองเวียนรอบ ๕๐๐ โยชน์ นางเทพอัปสรนับได้ ๒ โกฏิครึ่ง และอัตภาพที่ประดับตกแต่งแล้ว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสระโบกขรณี และอุทยานสวรรค์อีกมากมาย

ครั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสมบัติ ที่ไม่มีเทพองค์ใดในสวรรค์จะเทียบเทียม จึงใคร่ครวญว่า ยศนี้เราได้มาเพราะสั่งสม บุญอะไรไว้หนอ เมื่อตรวจดูก็ทรงเห็นทานบารมีที่พระองค์ บำเพ็ญในสมัยที่เป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสี พระอินทร์ทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุต่อไปว่า ลูกๆ หลานๆ ของพระองค์ไปบังเกิดที่ไหนกันบ้าง ได้ทอดพระเนตรเห็นสุคติภพของแต่ละคนคือ บุตรของพระองค์ได้เกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็นสุริยเทพบุตร บุตรของสุริยเทพบุตรเกิดเป็นมาตลีเทพสารถี บุตรของมาตลีเทพสารถีเกิดเป็นปัญจสิขเทพบุตร ทรงตรวจดูต่อไปว่า บุตรของปัญจสิขเทพบุตรยังคงธำรงรักษาประเพณีอันดีงามของพระองค์หรือไม่ เมื่อตรวจตราดูก็รู้ว่า บุตรของปัญจสิขเทพบุตรเป็นผู้ตัดวงศ์ทานของพระองค์เสียแล้ว

ท้าวสักกะทรงดำริต่อไปอีกว่า เศรษฐีคนนี้เป็นอสัตบุรุษ เป็นผู้ตระหนี่ นอกจากมิได้บริโภคด้วยตนเอง ยังไม่ให้แก่ชนเหล่าอื่น เศรษฐีนี้เข้าไปตัดทานวงศ์ของเรา เมื่อละโลกจักต้องไปเกิดในนรกโดยไม่ต้องสงสัย เราจะต้องลงไปปราบความเห็นผิด และทำเขาให้เป็นผู้ดำรงวงศ์ทาน ซึ่งเป็นอริยประเพณีอันดีงามของเราให้สืบต่อยาวนานที่สุด ทรงเรียกเทพบุตรผู้เคยเป็นลูกหลานของพระองค์เข้ามาพบ และมีเทวบัญชาว่า

“พวกท่านจงลงไปมนุษยโลกด้วยกันกับเรา เพราะบัดนี้ มัจฉริยโกสิยเศรษฐีเข้าไปตัดวงศ์ของพวกเราเสียแล้ว เขาให้เผาโรงทานจนหมดเกลี้ยง พวกท่านจงอาศัยความกรุณาในฐานะของหมู่ญาติ ทรมานเศรษฐีให้หันกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิเถิด ขณะนี้เศรษฐีกำลังหุงข้าวปายาสเพื่อกินคนเดียว เมื่อถูกพวกเราขอพร้อมๆ กัน ก็อาจตายในที่นั้นได้ เพราะเศรษฐีมีความตระหนี่เป็นกำลัง ดังนั้น ฉันจะเป็นคนแรกที่เข้าไปขอข้าวปายาส ส่วนพวกท่านก็ให้ทยอยกันเข้าไปขอทีละคนเถิด”

จากนั้นท้าวสักกะได้เสด็จลงจากเทวโลก และแปลงเป็นพราหมณ์เข้าไปหาเศรษฐีเป็นคนแรก พลางถามว่า “ท่านผู้เจริญ หนทางที่จะไปเมืองพาราณสีไปทางไหน” มัจฉริยโกสิยเศรษฐีเห็นพราหมณ์เข้ามาถามเช่นนั้น ก็ตอบด้วยความไม่พอใจว่า “ท่านเป็นคนบ้ารึ จึงไม่รู้จักแม้กระทั่งทางไปเมืองพาราณสี จะมาทำอะไรทางนี้เล่า จงไปทางโน้นซิ” ท้าวสักกะทรงทำเป็นไม่ได้ยิน ตรัสถามต่อไปว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะ” พลางเดินกระเถิบเข้าไปใกล้ๆ เศรษฐีอีก

เศรษฐีรีบร้องตะโกนพร้อมกับชี้บอกหนทางไปเมืองพาราณสีว่า “แน่ะพราหมณ์ ท่านหูหนวกหรือยังไง ท่านจะเดินมาทางนี้ทำไม จงไปทางโน้นซิ” ท้าวสักกะทำเป็นไม่ใส่ใจถ้อยคำที่เศรษฐีพูด ได้สำรวจตรวจตราดูข้าวปายาสที่เศรษฐีกำลังหุงอยู่ และทักขึ้นว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านจะร้องเอะอะโวยวายไปทำไม ควันและไฟยังปรากฏอยู่ ท่านคงหุงข้าวปายาสสุกแล้ว ชะรอยว่า ท่านคงจะนิมนต์พราหมณ์ทั้งหลายมาบริโภคที่นี่ ในเวลาที่พวกพราหมณ์บริโภคแล้ว แม้ข้าพเจ้าก็จักพลอยได้บริโภคสักหน่อยหนึ่ง ข้าพเจ้าเองก็เป็นพราหมณ์เหมือนกัน ท่านจะไม่นิมนต์ข้าพเจ้าบริโภคบ้างหรือ”

นี่เป็นกุศโลบายของท้าวสักกะผู้จะมาปราบมิจฉาทิฏฐิของท่านเศรษฐี เมื่อเราฟังเรื่องนี้แล้วอย่าฟังผ่าน ให้นำคุณธรรมของบัณฑิต ๔ ประการ นี้ไปฝึกให้มีให้เป็นขึ้นมาในตน ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวต่อปรโลก เพราะเราจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปกันทุกคน

(*มก. สุธาโภชนชาดก เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖๓)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org