หน้าแรก
 
เดินตามทางของบัณฑิต(ตอนที่ 10) พิมพ์
๑๒ กันยายน ๒๕๔๙

hammaallday490913.jpg

     พึงทำความดีทุกเมื่อ ถ้าทำความดีช้าไป อกุศลจะเข้าแทรก เนื่องจากการชิงช่วงและช่วงชิงของความดีความชั่วนั้นมีอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ทุก ๆ คนนั้น ตราบใดที่ยังไม่หมดสิ้นอาสวกิเลส ต้องไม่ประมาทในการสร้างความดี เพราะความดีหรือบุญกุศลเป็นเสบียงที่สำคัญที่สุดของทุกชีวิต สำหรับการเดินทางไกลในสังสารวัฏ ดังนั้น จึงควรหมั่นสั่งสมบุญให้มาก ให้ทุกลมหายใจเป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมี เมื่อใจของเราผูกพันกับการสร้างบารมีเช่นนี้ จิตใจย่อมจะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ รองรับการบรรลุมรรคผลนิพพานต่อไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สัมมาทิฏฐิสูตรว่า

“สมฺมามนํ ปณิธาย สมฺมาวาจํ อภาสิย

สมฺมากมฺมานิ กตฺวาน กาเยน อิธ ปุคฺคโล

พหุสฺสุโต ปุญฺกโร อปฺปสฺมึ อิธ ชีวิเต

กายสฺส เภทา สปฺปญฺโ สคฺคํ โส อุปปชฺชติ

บุคคลในโลกนี้ ตั้งใจไว้ชอบ กล่าววาจาชอบ ทำการงานชอบด้วยกาย มีการสดับมาก ทำกรรมเป็นบุญไว้ในชีวิตอันมีประมาณน้อยในมนุษยโลกนี้ บุคคลนั้นเป็นผู้มีปัญญา เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์”

*ครั้งนี้เราก็มาถึงตอนสุดท้ายของเรื่องเดินตามทางของบัณฑิต โดยมีเนื้อหาเริ่มจากพระโพธิสัตว์ได้บริจาคทานจนตลอดชีวิต และได้ไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนลูกหลานได้เจริญรอยตามปฏิปทาของท่านด้วยการบริจาคทานมิได้ขาด ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเหมือนกัน แต่ญาติคนสุดท้าย คือ โกสิยเศรษฐี เป็นคนตระหนี่ไม่ยินดีในการให้ทาน นอกจากจะไม่ให้คนอื่นแล้ว ตัวเองยังไม่ยอมใช้จ่ายทรัพย์สมบัติที่มีอีกด้วย จนพระอินทร์พร้อมด้วยเหล่าเทพบุตร ที่เคยเป็นหมู่ญาติ ต้องลงจากเทวโลกมาสั่งสอนให้กลับใจเสียใหม่ (*มก. สุธาโภชนชาดก เล่ม ๖๒ หน้า ๔๗๐)

ครั้นโกสิยเศรษฐีหันกลับมาให้ทานตามเดิมแล้ว ได้สละทรัพย์สมบัติ ออกบวชเป็นดาบส บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าตามลำพัง จนชราภาพ ต่อมาเทพนารี ๔ นาง มีความปรารถนา อยากได้สุธาโภชน์จากท่าน ท่านดาบสได้มอบสุธาโภชน์ ให้กับหิริเทพนารี พระอินทร์จึงสงสัยว่า ทำไมท่านดาบสจึงมอบให้เฉพาะนาง เพียงผู้เดียวเท่านั้น

มาตลีเทพสารถีรับเทพบัญชาแล้ว ได้ขึ้นนั่งบนเวชยันตรถมายังโลกมนุษย์ เมื่อจะเข้าไปในอาศรม มาตลีเทพสารถีก็ทำผ้าทิพยภูษาเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ทำอัญชลีด้วยความนอบน้อม และเรียนถามท่านดาบสเรื่องความสงสัยของพระอินทร์ โกสิยดาบสให้เหตุผลว่า “ดูก่อนมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดา กล่าวตอบข้าพเจ้าว่า แน่ ส่วนเทพธิดาศรัทธากล่าวตอบว่า ไม่เที่ยง แต่เทพธิดาอาสา เป็นผู้กล่าว ให้คลาดเคลื่อนจากความจริง ส่วนเทพนารีชื่อหิริ เป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณอันประเสริฐ”

ความหมายที่ท่านดาบสตอบนั้น หมายความว่า เทพธิดา ชื่อสิริตอบว่า แน่ เพราะคนที่มีสิริมักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง คิดว่าตนทำอะไร ก็ต้องประสบความ สำเร็จอย่างแน่นอน ทำให้เกิดความประมาทและเกียจคร้าน ความชะล่าใจ ความประมาทและเกียจคร้านเป็นอันตรายอันใหญ่หลวงสำหรับผู้มีชีวิต ดาบสจึงไม่ชอบใจคำของนาง

ส่วนนางศรัทธาเป็นตัวอย่างของคนที่มีความไม่เที่ยง สามารถทำให้คนทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ถ้าหลงเชื่อเพราะอกุศลเข้าครอบงำจิตใจ ก็จะกลายเป็นความเชื่อที่ขาด ปัญญา ทำให้ประพฤติผิดภรรยาสามีของคนอื่นได้ ลำพังความเชื่ออย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ตัวเองเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้ ต้องมีปัญญาคอยกำกับเหมือน บุรุษควบม้าอาชาไนย ต้องอาศัยเชือกคอยกระตุกเตือนม้าให้ไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง

ฝ่ายเทพธิดาอาสาเป็นตัวอย่างของผู้ที่มักทำให้คลาดเคลื่อน เนื่องจากมนุษย์ ส่วนมากทำอะไรมักเต็มไปด้วยความหวัง ไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งนั้นเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ หรือเป็นความหวังที่กลายเป็นจริงได้ การคาดหวัง ที่ผิดพลาด ทำให้มนุษย์ ต้องล่องเรือไปในมหาสมุทร ต้องถูกมรสุมร้ายพัดเรือ ให้จมลงสู่ก้น มหาสมุทร มีน้อยคนนักที่จะสมหวัง นำนาวากลับสู่ถิ่นฐานเดิม ด้วยความสวัสดีมีชัย มนุษย์จำนวนมากต้องผิดหวัง เพราะหวังในสิ่งที่ผิด

ส่วนเทพนารีชื่อหิริ เป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณอันบริสุทธิ์ และประเสริฐกว่าคุณธรรม ของเหล่าเทพนารีทั้งสาม ผู้มีหิริย่อมรู้สิ่งอันควรและไม่ควร ย่อมประสบแต่ความโชคดี มีชัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นางเป็นผู้ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ แม้อยากได้ สุธาโภชน์ก็ยังมีความละอาย เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม เพราะฉะนั้นดาบสจึงพอใจ ที่จะมอบสุธาโภชน์ให้

นอกจากนี้ท่านได้สรรเสริญผู้มีหิริไว้ว่า หญิงสาว หญิงแก่ที่ยังไม่มีสามี หรือมีสามีแล้วก็ตาม เมื่อมีความกำหนัด ปรารถนาอย่างแรงกล้าในบุรุษ ก็หักห้ามใจของตัวเองไว้ได้ด้วยความละอายใจ หากปราศจากความละอายใจ โลกนี้คงวุ่นวายสับสน มนุษย์จะเสพอสัทธรรมเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั่วไป ผู้มีหิริจึงเป็นบุคคลที่ควรยกย่อง เทพนารีชื่อหิริเป็นผู้มีปกติห้ามคนจากบาปอกุศล เหมือนทำนบเป็นที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ดูก่อนเทพสารถี เพราะฉะนั้นท่านจงทูล พระอินทร์ตามคำที่เรากล่าวแล้วนั้นว่า เทพนารีชื่อหิริเป็นผู้ควรได้รับการบูชาใน โลกทั้งสอง

มาตลีเทพสารถีได้ฟังถ้อยคำของท่านดาบส ก็ชื่นชมโสมนัส ได้กล่าวสาราณียธรรมต่อกันและกัน และในระหว่างที่กำลังสนทนาธรรมกัน นิมิตความตายได้บังเกิดขึ้น มาตลีรู้ว่าท่านดาบสกำลังจะสิ้นอายุขัยแล้ว จึงกล่าวว่า “ข้าแต่โกสิยะ ท่านปลงอายุสังขารได้แล้ว ธรรมคือการเคลื่อนจากมนุษยโลก ก็ถึงพร้อมแก่ท่านแล้ว มาเถิดเราจะไปเทวโลกด้วยกัน เชิญท่านมาเถิด จงขึ้นราชรถคันงามของข้าพเจ้า เพื่อไปสู่สุคติโลกสวรรค์ในกาลบัดนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรงหวังการมาของท่าน ท่านจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด”

ท่านโกสิยดาบสนั่งสมาธิครู่หนึ่ง ก็จุติจากอัตภาพของมนุษย์ บังเกิด เป็นโอปปาติกเทพบุตรผู้มีรัศมีกายสว่างไสว ขึ้นไปยืนอยู่บนทิพยรถ จากนั้นมาตลีได้นำท่านไปสู่สำนักของท้าวสักกะ ท้าวสักกะเห็นเทพบุตรใหม่ ก็มีพระทัยยินดี ได้ประทาน นางหิริเทวีซึ่งเป็นธิดา ของพระองค์ให้เป็นอัครมเหสี ของท่าน โกสิยเทพบุตรเป็นผู้มีอิสริยยศมากมาย ท่านได้เป็นสหายของพระอินทร์ ผู้เป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ครั้นพระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสเล่า จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงเมื่อก่อนตถาคตก็ได้สอน ให้ภิกษุรูปนี้ที่เคยตระหนี่ ให้ยินดีในการให้ทาน” ทรงประมวลชาดกว่า “เทพธิดาชื่อว่าหิริในกาลนั้นได้เป็นอุบลวรรณาเถรี โกสิยดาบสได้เป็นภิกษุผู้รักใน การให้ทาน ปัญจสิขเทพบุตรเป็นพระอนุรุทธะ มาตลีเทพสารถีเป็นพระอานนท์ สุริยเทพบุตรเป็นพระมหากัสสปเถระ จันทเทพบุตรเป็นพระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มาก นารทดาบสได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนท้าวสักกเทวราชได้เป็นเราตถาคตเอง”

จะเห็นได้ว่า ชีวิตของบุคคลกว่าจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง คือ อายตนนิพพานนั้น มีเรื่องราวมากมายที่ต้องประสบพบเจอ ถ้าภพชาติไหนได้เจอ บัณฑิตนักปราชญ์ มีจิตเป็นกุศลก็ได้สั่งสมบุญ แต่ถ้าประมาทหลงไปทำบาปอกุศล ก็ต้องพลัดไปเกิดในอบายภูมิ การกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว ล้วนมีผลทั้งสิ้น เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น

ผู้มีปัญญาจะเร่งทำแต่ความดีเพื่ออนาคตที่ดีและสิ่งที่พึงปรารถนา โอกาสในการทำความดีในโลกนี้ไม่ใช่ของหาง่าย เราจึงต้องฉลาดใช้ทุกสถานการณ์ ในการสร้างบารมีให้ได้ ให้รู้จักเปลี่ยนวิกฤติมาเป็นโอกาส ให้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ให้เป็นบุญให้หมด

 

ขอให้ทุกท่านหมั่นสร้างบุญสร้างบารมี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอย่าง สมํ่าเสมอ เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมีเท่านั้น จึงต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ สร้างความ ดีให้เต็มที่ โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งการทำใจหยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่เราจะขาดไม่ได้ ควรฝึกให้ได้ทุกวัน สะสมบุญจากการเจริญสมาธิภาวนาให้มาก ๆ สักวันหนึ่ง เราจะสมหวังดังใจปรารถนา ได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกคน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org