หน้าแรก
 
อนาถบิณฑิกเศรษฐีตอนที่ ๓ สร้างวัดพระเชตวัน พิมพ์
๔ มกราคม ๒๕๔๘

visaka_170647.jpg

....ขอย้อนไปถึงครอบครัวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสักเล็กน้อย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีนามเดิมว่า สุทัตตะ แปลว่า ผู้มีตนดี คือ ตั้งตนไว้ดี ไม่มีชั่วเลย หรือผู้มีการให้ทานอันดี

ท่านเป็นชาวเมืองสาวัตถี เป็นบุตรของท่านสุมนเศรษฐี ที่มาของชื่อ อนาถบิณฑิกะ คือ อุปนิสัยของท่านเป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นผู้มีการให้ทานเป็นปกติอย่างสม่ำเสมอเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จนได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้ให้ก้อนข้าวสำหรับคนยากไร้

ท่านมีน้องชายคนหนึ่งชื่อ สุภูตกฎุมพี รูปหล่อทะมัดทะแมง และมีน้องสาวชื่อ สิริสุมนา ท่านอนาถบิณฑิกะมีภรรยาชื่อว่า บุญญลักษณา ซึ่งเป็นน้องสาวของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ที่มีชื่อว่า ราชคฤหเศรษฐี ส่วนน้องสาวของท่านอนาถบิณฑิกะก็เป็นภรรยาของราชคฤหเศรษฐีเช่นกัน และท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกับท่านราชคฤหเศรษฐีก็เป็นสหายกัน ดังได้กล่าวมาแล้วในต้นเรื่อง

ข่าวเรื่องท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าพระสาวก มาฉันภัตตาหารทราบไปถึงพระกรรณของพระเจ้าพิมพิสาร จึงมีรับสั่งให้ท่านเศรษฐีเข้าเฝ้า ด้วยพระราชาเห็นว่าท่านเศรษฐีเป็นแขกเมือง คงจะไม่ได้เตรียมอะไรมา เดี๋ยวจะถวายทานได้ไม่เต็มที่

ขาดตกๆ หล่นๆ อะไรอย่างนั้น เพราะว่าพระองค์ท่านมีความเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ถวายแต่ของที่ประณีต เกรงว่าท่านเศรษฐีมิได้เตรียมสิ่งเหล่านี้มา ก็ทรงซักถามเช่นเดียวกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้กราบทูลพระราชาในทำนองเดียวกัน

จากนั้นท่านเศรษฐีจึงสั่งให้บริวารจัดเตรียมภัตตาหารอันประณีต ในเรือนของท่านราชคฤหเศรษฐีในคืนนั้นเอง วันรุ่งขึ้นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สั่งให้บริวารไปกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าว่า “ ภัตตาหารจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ขอนิมนต์พระพุทธองค์และพระสาวกในเวลานี้เลยพระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงครองผ้าอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าสู่เรือนของราชคฤหเศรษฐีพร้อมเหล่าพระสาวก ทรงนั่งประทับเหนืออาสนะที่ปูลาดพร้อมเหล่าพระสาวก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงได้ถวายภัตตาหารอันประณีต แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์ด้วยมือของตนเอง

เมื่อพระพุทธองค์ทรงขบฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้กราบทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมเหล่าพระสาวก จงรับนิมนต์ข้าพระองค์เสด็จไปจำพรรษาที่กรุงสาวัตถีเถิด”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ ท่านเศรษฐี ตถาคตและหมู่สงฆ์ ย่อมยินดีใน สุญญคาร ( เรือนว่าง) “ ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ ข้อนี้ข้าพระพุทธองค์ทราบดีพระเจ้าข้า” จากนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมกถาให้ท่านเศรษฐีเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริง แล้วทรงเสด็จกลับ

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงรีบทำธุระของตนให้กรุงราชคฤห์ให้เสร็จเร็วกว่ากำหนด เพื่อที่จะกลับเมืองสาวัตถีไปสร้างอารามถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกได้อยู่จำพรรษา

ท่านเป็นผู้มีมิตรสหายมาก และเป็นที่รู้จักของทุกคนทุกหมู่บ้าน ในระหว่างทาง ท่านจึงได้ชักชวนเพื่อนของท่านในแต่ละหมู่บ้านว่า “ บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว และข้าพเจ้าก็ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าและพระสาวก มาจำพรรษาในนครสาวัตถี ซึ่งพระองค์จะเสด็จมาตามเส้นทางนี้ ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันสร้างเสนาสนะสำหรับที่พักแรม เพื่อน้อมถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก ในระยะทางทุก ๑ โยชน์ รวม ๔๕ โยชน์ จนถึงเมืองสาวัตถี แล้วจงช่วยกันแผ้วถางหนทางให้ราบเรียบ และร่มรื่น เหมาะแก่การพักเหนื่อยเถิด

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเมื่อไปถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านก็รีบไปสำรวจดูพื้นที่ทั่วทั้งพระนคร เพื่อหาสถานที่สร้างอารามที่จะเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และของเหล่าพระสาวก โดยท่านเศรษฐีมีหลักพิจารณาว่า

๑. สถานที่นั้นต้องอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเกินไป เพื่อความสะดวกในการบิณฑบาต

๒. ไม่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านมากนัก เพื่อจะได้ไม่พลุกพล่าน

๓. มีการคมนาคม ไปมาได้สะดวก

๔. กลางวันมีคนไม่มาก เพราะต้องการความสงบสงัด

๕. กลางคืนเงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ

๖. ไม่มีชาวบ้านเข้ามารบกวน คือ บางทีเขามาตัดไม้ในป่าบ้าง ถ้าไม่ปฏิสันถารเดี๋ยว

ชาวบ้านก็โกรธ ถ้าคุยด้วยก็เสียเวลาปฏิบัติธรรม

๗. เป็นสถานที่สงบ วิเวก คือ พอผ่านไปดูเหมือนไม่มีพระภิกษุ

๘. เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับบรรพชิตหรือนักบวชผู้รักความสงบ ต้องการหลีกเร้น

เพราะเป็นนักบวชพึงต้องการการปฏิบัติธรรม ถ้าอยู่โดยไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วเป็นนักบวชยาก อยู่ไปก็อย่างนั้นๆ อยู่กันไปวันๆ ไม่ว่าพระเณรหรือฆราวาสก็ตาม แม้ฆราวาสมีเครื่องสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ถ้าไม่ทำสมาธิ ปฏิบัติธรรม แม้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว

เมื่อมาถึงเมืองสาวัตถี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เที่ยวเดินสำรวจพื้นที่เพื่อหาผืนดินที่เหมาะสมแก่การสร้างวัด จนมาพบอุทยานของเจ้าเชตราชกุมาร พบว่าเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างวิหารถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เพราะมีคุณสมบัติ ๘ ประการครบถ้วนบริบูรณ์ ท่านจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าเจ้าเชตราชกุมาร และกราบทูลว่า

“ หม่อมฉันมาขอประทานที่ดินผืนที่เป็นอุทยานของพระองค์ พระเจ้าข้า”

เจ้าเชตถามว่า ท่านเศรษฐีจะเอาผืนดินไปทำอะไร ท่านเศรษฐีตอบว่า จะเอาไปสร้างอารามถวายสงฆ์มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เจ้าเชตจึงถามความต้องการว่าท่านเศรษฐีต้องการพื้นที่ขนาดเท่าไหร่ บริเวณไหน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ตอบว่า

“ หม่อมฉันขอประทานพื้นที่ทั้งหมดของอุทยานเลยพระเจ้าข้า”

ทำให้เจ้าเชตราชกุมารถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก

 

………………………( จบตอน )…………………………

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๓ เมษายน ๒๕๕๐ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org