หน้าแรก
 
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ตอนที่ ๕ การซื้อที่ของเศรษฐีในอดีต พิมพ์
๒๖ มกราคม ๒๕๔๘

 

.....เจ้าเชต ปกติเป็นคนตระหนี่ ไม่ยอมจ่ายทรัพย์ของตนง่ายๆ ใครมาขอก็บอกเชิญไปข้างหน้าก่อน ทีนี้บริวารของท่านสิ กลับมาเล่าให้ท่าสนฟัง เพราะท่านคอยฟังข่าวตลอด โอ้ ! ท่านดูสิฝุ่นฟุ้งตลบเลย เขาขนทรัพย์มาถึงตรงนั้นๆ ปูมาถึงตรงนี้แล้ว ดูสิ เจ้าเชตฟังทีก็ระทึกใจที ฟังทีระทึกที โอ้โอ ! ตายแล้ว มาถึงครึ่งสวนแล้วมา ตายแล้ว มาถึงครึ่งสวนแล้วมา ถึง ๓ ส่วน ๔ ของสวนแล้ว เหลืออีกนิดเดียวแล้ว มาเรื่อยๆ เลย

ในที่สุดจาการอกสั่นขวัญแขวน เปลี่ยนแปลงจิตใจท่านใหม่ ให้เกิดศรัทธาขึ้น ท่านบอก โอ้โฮ ! เห็นแล้วขนลุก ตอนแรกตกใจประหวั่นพรั่นพรึง พอเห็นคนเอาจริงเข้า ขนลุกซู่เลย เปลี่ยนจากคนที่ใจมืดบอดด้วยความตระหนี่ มาเลื่อมเป็นเงาแล้วใสกระจ่าง ด้วยความศรัทธาในการกระทำของทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรยุคนั้น

โอ้ ! ที่ผืนน้อยของเราคงไม่เหลือแล้ว ท่านเศรษฐีเล่นปูลาดเงินจนเต็มพื้นที่แล้ว เลยให้บริวารไปเชิญท่านเศรษฐีมา

“ ท่านเศรษฐีพอแล้ว ท่านเศรษฐีเดี๋ยวหยุดก่อน พอก่อน อย่างเพิ่งปูอีกเลย ขอให้ท่านเหลือที่ตรงนี้ไว้ให้แก่เราเถอะ ไม่ต้องนำเงินมาปูลาดแล้วล่ะ เราขอร่วมบุญด้วย โดยถวายพื้นที่นี้ให้แก่พระศาสนา”

ท่านเศรษฐีก็นึกในใจว่า เจ้าเชตราชกุมารนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง มีคนรู้วจักมาก การที่เจ้าเชตมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาย่อมเกิดผลดี ท่านเศรษฐีจึงตัดสินใจถวายส่วนที่เหลือนั้นให้แก่เจ้าเชตได้มีส่วนแห่งบุญ แล้วตรงนั้นเป็นทางเข้าเสียด้วย เจ้าเชตสั่งให้บริวารสร้างซุ้มประตู ๗ ชั้นนพื้รที่ว่างนั้น ใช้ทรัพย์ทั้งสิ้น ๑๘ โกฏิ โดยเอาเงินที่จากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปูไว้มาสร้าง ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกวัดนี้ว่า วัดพระเชตวัน ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าเชตราชกุมาร แต่คนก็เรียกต่อท้ายว่า อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ใช้ทรัพย์ในการก่อสร้างวัดพระเชตวันทั้งสิน ๑๘ โกฏิ สถานที่นี้เป็นวัดที่พระบรมศาสดาเสด็จจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา และจัดเป็นหนึ่งในสถานที่ ๔ แห่ง ที่เรียกว่า อวิชหิตสถาน ๔ มีสถานที่ตรัสรู้ คือ โพธิบัลลังก์ ๑ ทรงแสดงธรรมจักรฯ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ๑ ที่ทรงเหยียบพระบาทหลวงมาครั้งปรกภายหลังจากโปรดพุทธมาดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่เมืองสังกัสสนคร ๑ และบริวารที่ตั้งพระคันธกุฎี วัดพระเชตวัน ๑

 

การซื้อที่ของเศรษฐีในอดีต สมัยพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

พระวิปัสสีพุทธเจ้า

ย้อนหลังไปในสใยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระวิปัสสพุทธเจ้า มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อว่า ปุนัพพสุมิตตะ ท่านปุนัพพพสุมิตตะซื้อที่ดินสร้างวัด ถวายในพระพุทธศาสนา ด้วยการปูเรียงด้วยอิฐทองคำ บนพื้นที่ ๑ โยชน์

พระสิขีพุทธเจ้า

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระสิขีพุทธเจ้า มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อว่า สิริวัฑฒะ ซื้อที่ด้วยการปูตาข่ายทองคำ บนพื้นที่ ๓ คาวุต คือ แค่ชั่ววัวร้อง ๓ ตัว วัวตัวที่หนึ่งร้องแล้ว ตัวที่สองรับมอ ตัวที่สามก็ร้องไปไกลได้แค่ไหนก็แค่นั้

พระเวสสภูพุทธเจ้า

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระเวสสภูพุทธเจ้า มีเศรษฐีชื่อ โสตถิยะ ซื้อที่โดยปูด้วยรอยเท้าช้างทองคำ ปูเต็มพื้นที่ครึ่งโยชน์ คือ ถอดแบบรอยเท้าช้างมาหล่อด้วยทองคำ แล้วเอามาปูต่อกันไปบนพื้นที่ครึ่งโยชน์

พระกกุสันธพุทธเจ้า

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระกกุสันธพุทธเจ้า มีเศรษฐีชื่อ อัจจุตะซื้อที่ด้วยการปูอิฐทองคำ เต็มพื้นที่ ๑ คาวุต แค่วัวตัวเดียวร้อง วัวได้ยินไปถึงไหนก็ตรงนั้น

พระโกนาคมพุทธเจ้า

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมพุทธเจ้า มีเศรษฐีชื่อ อุคคะ ซื้อที่โดยปูด้วยเต่าทองคำ บนพื้นที่ครึ่งคาวุต

พระกัสสปพุทธจ้า

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสพุทธเจ้า เศรษฐีชื่อสุมังคละ ซื้อที่ด้วยเต่าทองคำปูเรียงติดกันเลย บนพื้นที่ ๒0 อุสภะ

เราจะเห็นว่าที่ดินผืนนี้แม้ขนาดไม่เท่ากันแต่เป็นสถานที่ที่เดียวกันเป็นที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทะเจ้า เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระสมณโคดมพุทธเจ้า

ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้เศรษฐีชื่อ สุทัตตะ ก็คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำเงินมาปูเรียง ๑๘ โกฏิ บนพื้นที่ ๘ กรีส

หลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างวัดขึ้น โดยเริ่มวางแผนการก่อสร้างวิหารก่อนและสิ่งต่างๆ ภายในวัด เช่น ที่พักสงฆ์ ที่พักพระอาคันตุกะ สรโบกขรณี มณฑปเรือนเก็บของ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเริ่มสร้างพร้อมกันทุกจุด คือ จะไปสร้างทีละอย่าง เดี๋ยวตายก่อนต้องสร้างทีเดียวไปพร้อมๆ กัน เพื่อจะได้ทันใช้งานก่อนวันเข้าพรรษา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ระดมช่างที่มีฝีมือทั่วนครสาวัตถี ช่วยกันก่อสร้างทั้งวันทั้งคืน จนเสร็จเรียบร้อยเป็นวัดพระเชตวัน

 

ฉลองวัดพระเชตวันมหาวิหาร

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ส่งคนเข้าไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ และอาราธนาให้เสด็จออกจากนครราชคฤห์ไปสู่นครสาวัตถี

ท่านเศรษฐีได้จัดเตรียมการฉลองวิหารอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกเสด็จมาถึงวัดพระเชตวัน ท่านอนาถเศรษฐีได้ส่งบุตรชายออกไปต้อนรับ บุตรชายพร้อมด้วยบริวารอีก ๕00 คัน อันเรืองรองไปด้วยผ้า ๕ สี บุตรชายท่านเศรษฐีชื่อ กาละ และ บริวารทั้ง ๕00 คน ก็ได้โบกสะบัดธงเพื่อต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก

ถัดจาการต้อนรับ ขบวนของบุตรชายเศรษฐีแล้วก็มีขบวนของธิดาสาวของเศรษฐีคือ นางสาวมหาสุภัททาและนางสาวจูฬสุภัททา พร้อมด้วยบริวารอีก ๕00 คน ถือหม้อน้ำอันเต็มไปด้วยน้ำเพื่อรอต้นรับเสด็จ

ถัดจากขบวนของธิดาสาวทั้งสอง ก็เป็นขบวนของภรรยาของท่านเศรษฐี พร้อมด้วยเพื่อนหญิงที่เป็นเศรษฐีอีก ๕00 คน ถือถาดอันเต็มไปด้วยอาหาร รอต้อนรับเสด็จพระบรมศาสดา และพระสาวก

ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้นุ่งห่มผ้าใหม่แล้วออกไปต้อนรับพระบรมศาสดา และพระสาวกเป็นขบวนสุดท้าย พร้อมกับเพื่อนเศรษฐีอีก ๕00 คน

 

………………………( จบตอน )…………………………

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ )
แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org