หน้าแรก
 
ภพภูมิ พิมพ์
๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘

bud060548.jpg

.....ทำกรรมชั่ว ย่อมมีอบายภูมิ ( สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) เป็นที่รองรับให้เกิดที่นั่น

ทำกรรมดี มีเทวภูมิ พรหมภูมิ เป็นที่รองรับ ตามลำดับความประณีตของกรรมดี

มนุสสภูมิเป็นสถานที่กลางๆ ต้องการทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ภูมิและภพเกิดตามผลของกรรมดังนี้ ฉันนั้น

ถ้าจะเปรียบให้ง่ายเข้า โลกมนุษย์เหมือนสถานที่แสวงหา ใครแสวงหาและกระทำแต่ความดี จะได้กำไรเป็นบุญ ตายแล้วไปสู่สุคติ ถ้าความดีนั้นถึงที่สุดดังที่เล่าไว้ ก็จะพ้นจากภูมิทั้ง ๓๑ เลิกเวียนว่ายตายเกิด เข้าพระนิพพาน ใครพอใจอยู่ใต้อำนาจของกิเลส สร้างสมแต่กรรมชั่ว จะได้รับแต่ความขาดทุน คือได้แต่บาปอกุศลติดตัวไป

เมื่อจิตใจสั่งสมบาปไว้ ตายไปเกิดในภพภูมิใหม่ ผลบาปนั้นเองช่วยสร้างรูปกายและความเป็นอยู่ ดังนั้นสัตว์ประเภทนี้จึงมีร่างกายเลวทราม ไม่น่าดูน่าชม มีความเป็นอยู่ทุกข์ยาก

ตรงข้ามกับสัตว์ที่สร้างความดีงามเป็นกุศลกรรมเสมอๆ ย่อมได้รับสิ่งตรงกันข้าม

แต่มีข้อน่าสังเกตอย่างยิ่ง ตรงที่ในอบายภูมิและสุคติภูมิตั้งแต่เทวดาชั้นต้นขึ้นไปจนพรหมโลก ไม่มีโอกาสสร้างบุญบาปใหม่เพิ่มได้มากนัก เป็นเพียงสถานที่รับผลเท่านั้น

ภพที่ดีที่สุดจึงเป็นมนุษย์ เราสามารถเลือกทำกรรมใดก็ได้ตลอดเวลา

 

การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของจักรวาล

๑ . ในอากาศที่ว่างเปล่านั้น เมื่อเวลาล่วงไปนานนับประมาณไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คือมีเม็ดฝนตกลงมา ( เรื่องเช่นนี้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะน้ำเกิดจากการรวมตัวของก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซออกซิเจน ในความว่างเปล่าที่มีอยู่ อาจมีก๊าซทั้งสองเป็นจำนวนมาก เวลาผ่านไปนานเข้าทำปฏิกิริยากันเกิดรวมตัวเป็นหยดน้ำพร้อมกันขึ้นมา จึงกลายเป็นฝนตก)

แรกๆ เม็ดฝนมีขนาดเล็กมาก แล้วค่อยโตขึ้นๆ จนสายฝนโตเท่าลำต้นตาล ( ฝนตกทำให้อากาศเย็น ก๊าซทั้งสองชนิดรวมตัวกันได้มากยิ่งขึ้น) น้ำฝนที่เกิดขึ้นไม่รั่วทิ้งหายไปไหน เพราะมีลมแรงพัดรองรับไว้ เป็นเวลานานเข้าลมนั้นก็พัดแทรกน้ำขึ้นมาทำให้น้ำงวดเข้า งวดจากข้างบนลงมาต่ำตามลำดับ ( น้ำฝนคงละลายธาตุต่างๆ ในอากาศรวมไว้)

งวดถึงพรหมโลก พรหมโลกก็บังเกิดขึ้น เป็นการรวมตัวของธาตุละเอียด มองด้วยตามนุษย์ไม่เห็น งวดถึงเทวโลกชั้น ๖ - ๕ - ๔ – ๓ เทวโลกทั้ง ๔ ชั้นก็ตั้งขึ้นเป็นธาตุละเอียดเช่นเดียวกัน

๒ . น้ำฝนงวดต่อเรื่อยลงมาจนถึงระดับที่พื้นดินจะเกิด จึงเกิดลมพัดให้น้ำนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหลแห้งต่อไป ต่อจากนั้นน้ำก็จับเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือน้ำ มีสีเหลืองเหมือนในบัวลอยอยู่ทั่ว มีกลิ่นหอมมีรสหวาน ตอนนี้เป็นการรวมตัวของธาตุหยาบ สายตาของมนุษย์มองเห็น

ตะกอนแผ่นดินมีเกิดขึ้นก่อนเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า ศีรษะแผ่นดิน ( ง้วนดิน) เป็นประธานของโลกมนุษย์ชมพูทวีป ต่อจากนั้นที่นั่นจะมีกอบัวบังเกิดขึ้นเป็นบุพนิมิต ถ้ากอบัวนั้น มีแต่ใบไม่มีดอก หมายความว่า จักรวาลที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ถ้ากอบัวมีดอก จำนวนดอกหมายถึงจำนวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะอุบัติขึ้น ก่อนที่จักรวาลจะถูกทำลายหายสูญไปอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี กอบัวดังกล่าวนี้จะมีดอกไม่เกิน ๕ ดอก ผู้แลเห็นดอกบัวมีแต่มหาพรหมผู้เป็นใหญ่ ถ้ากอบัวไม่มีดอก ท้าวมหาพรหมก็สังเวชสลดใจ ที่เห็นเหล่ามนุษย์ไม่มีที่พึ่ง ถ้าเห็นมีดอกบัวหลายดอก ก็พากันรื่นเริงบันเทิงใจ

๓ . เมื่อมีแผ่นดินเกิดขึ้นแล้ว พรหมในชั้นอาภัสสราชั้นที่ ๔ สิ้นบุญบ้าง สิ้นอายุบ้าง ก็จุติลงมาเป็นตัวโตเต็มที่กิดขึ้นเอง ( โอปปาติกะ) ไม่มีบิดามารดา มีรูปร่างอย่างพรหมไม่มีเพศ ร่างกายมีแสงรุ่งเรือง สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ช้านาน จนกระทั่งมีคนอยู่คนหนึ่งมีกิเลสความโลภะเกิดขึ้น เห็นแผ่นดินมีสีสันงดงาม ( ง้วนดิน) มีกลิ่นหอมน่ากลิ่น จึงหยิบใส่ปากลิ้มรส แค่วางที่ปลายลิ้น รสดินนั้นก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีรสอร่อยเป็นที่ชอบใจยิ่งนัก อดใจไว้ไม่ได้ก็บริโภคอยู่เรื่อยไป คนอื่นๆ เห็นเข้าต่างก็พากันเอาอย่าง เมื่อบริโภคอาหารหยาบ รัศมีกายซึ่งเคยให้ความสว่างก็อันตรธาน มีแต่ความมืดปกคลุมไปทั่ว เหล่ามนุษย์ทั้งสิ้นตกใจกลัวเป็นกำลัง

๔ . ในเวลานั้นเอง สุริยเทพบุตรพร้อมด้วยที่อยู่คือดวงอาทิตย์ก็บังเกิดขึ้นให้ความสว่างทันที ถ้าคิดในทางความเป็นไปได้ บุญของมนุษย์ยุคนั้นคงพอมีเหลืออยู่ เมื่อประสบทุกข์จากความมืด ดวงดาวที่ยังร้อนเป็นไฟ คือดวงอาทิตย์จึงบังเอิญโคจรผ่านมา ให้ความสว่างแทนรัศมีกาย

ดวงอาทิตย์ไม่ได้ส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา เมื่อโคจรผ่านไปแล้ว ดวงจันทร์จึงเกิดขึ้น ครั้นแล้วจึงปรากฏมีดวงดาวต่างๆ มีเวลา มีกลางวัน กลางคืน มีฤดูกาล มีเขาพระสุเมรุ เขาจักรวาล เขาหิมพานต์ ท้องมหาสมุทร ดวงดาวต่างๆ และตัวเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดาชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา ส่วนหน้าตัดของเขาเป็นที่อยู่ของเทวาดชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์

เรื่องการเกิดของดวงดาวต่างๆ ภูเขาและทะเล อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นของที่เกิดขึ้นเอง เพราะเมื่อน้ำงวดแห้งเข้า ธาตุน้ำหมดลง ธาตุดินก็แข็งขึ้น ธาตุดินตรงที่ใดสูงขึ้นถูกเรียกว่า ภูเขา ส่วนที่น้ำตรงไหนไม่แห้งก็กลายเป็นท้องทะเล มหาสมุทร น้ำตรงที่ใดหลุดออกไปเป็นก้อนต่างหาก เมื่อเหือดแห้งไปเหลือแต่ธาตุของแข็ง จึงกลายเป็นดวงดาวต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นในทันที ใช้เวลานานมาก จนไม่มีคำพูดจะนับจึงเรียกกันว่า “ อสงไขยกัป”

๕ . เมื่อเหล่ามนุษย์มีตัณหาในรสครอบงำ ทำให้กินแผ่นดินที่เพิ่งเกิดใหม่อยู่นั้น ร่างกายซึ่งเคยโปร่งใสสวยงามก็เปลี่ยนแปลงไป บางพวกมีผิดพรรณเศร้าหมองมาก พวกที่ผ่องใสกว่าก็ดูหมิ่น ดูแคลน บาปธรรม ๒ ประการ จึงเกิดขึ้นในจิตใจ คือ สักกายทิฏฐิ ( ความยึดมั่นในตัวตน) และมานะ ( ความถือตัว) ร่างกายมีน้ำหนัก เหาะไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อบาปธรรมทั้งสองเกิดขึ้น โลกก็แปรปรวน แผ่นดินที่เป็นอาหารรสหวานอร่อยก็หายสูญไปหมด กลับแห้งกลายเป็นสะเก็ดดิน แต่ยังมีรสอร่อย มีกลิ่นหอม เป็นอาหารของมนุษย์ได้อยู่

ต่อมาจิตใจของมนุษย์ถูกกิเลสครอบงำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สะเก็ดเดินหายไป กลายเป็นเครือดิน

เครือดินหาย กลายเป็นข้าวสาลี

 

แนะนำติชมเว็บไซต์  
www.kalyanamitra.org