|
ประสูติ
|
ตรัสรู้
|
ปรินิพพาน
|
ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชานั้นเพราะเป็นวันตรงกับวันเพ็ญ
(วันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวง) เดือนวิสาขบูชาซึ่งตรงกับเดือน
๖ ของไทย วันกลางเดือน ๖ เป็นวันที่พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์
ถ้าเป็นปีที่มีอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันเพ็ญ
(วันกลางเดือน) เดือน ๗ วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์
๓ ประการที่เกิดขึ้นในวาระเดียวกัน แต่ละประการได้เกิดขึ้นในโอกาสต่างกัน
เป็นหลักการใหญ่เมื่อวันเช่นนี้เวียนมาถึงรอบปี
พุทธศาสนิกชนจึงประกอบพิธีสักการะบูชาเป็นการยิ่งใหญ่
ความอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการที่เกิดในวันวิสาขบูชา
ได้แก่
๑.
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ
พระพุทธเจ้าพระมหาบุรุษของโลก ทรงเป็นเอกอัครบุรุษประสูติมาในโลก
เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สุขและเกื้อกูล แก่ปวงชนเป็นจำนวนมาก
พระพุทธเจ้าประสูติมาเป็นแสงสว่างเป็นดวงประทีปของโลก
ในทางเผยแผ่สัจธรรม เพื่อความสงบร่มเย็นของชาวโลก
พระพุทธเจ้าประสูติขึ้นมาเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกเพื่อบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลและความสุขสงบของเทวดาและมนุษย์ทั่วไป
อันมีประวัติว่าเมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ
แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่ จวนจะประสูติ
พระนางได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ
ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเดิมของพระนาง เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยม
ในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ
ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ
ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช
๘๐ ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วันก็ได้รับการถวายพระนามว่า
"สิทธัตถะ"
๒.
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
การตรัสอริยสัจสี่ คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการของพระพุทธเจ้า
เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน
วันตรัสของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ให้เกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกชาวพุทธทั่วไป
จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ(เจ้า) อันมีประวัติว่าพระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป
ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย
เรียกว่าการเข้า "ฌาน"
เพื่อให้บรรลุ
"ญาณ" จนเวลาผ่านไปจนถึง
...
ยามต้น
: ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ "
คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
ยามสอง
: ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ " คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ยามสาม
: ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือรู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย
อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )
ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖
ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา
๓.
วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ
สร้างภพอีกต่อไป) การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเพราะชาวพุทธทั่วโลกได้สูญเสียดวงประทีปของโลก
เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และครั้งสำคัญ ชาวพุทธทั่วไปมีความเศร้าสลดเสียใจและอาลัยสุดจะพรรณนา
อันมีประวัติว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลานานถึง
๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา
ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรประชวรอย่างหนัก
ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์
ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ
ตามคำกราบทูลนิมนต์พระองค์เสวยสุกรมัททวะ ที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย
ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา
ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน
ในราตรีนั้น ได้มีปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะขอเข้าเฝ้า
และได้อุปสมบทเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น
พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขาร
ทั้งหลายย่อม มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์
ด้วยความไม่ประมาทเถิด " หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธปรินิพพาน
ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้นธรรมเนียมการปฏิบัติในวันวิสาขบูชา
เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี
พุทธศาสนาชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร)
หรือ ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ทั่วไป จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการะบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ
พระปัญญาธิคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก
เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงในวันเดียวกันได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งในรอบปี
คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญวิสาขบูชา กลางเดือน
๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทยเรา ชาวพุทธทั่วโลกจึงประกอบพิธีสักการบูชา
การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา แบ่งออกเป็น ๓ พิธีคือ
๑.พิธีหลวง
(พระราชพิธี)
๒. พิธีราษฎร์ (พิธีของประชาชนทั่วไป)
๓. พิธีของพระสงฆ์ (คือพิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันสำคัญวันนี้)
การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการประกอบพิธีในวันมาฆบูชา
|