นึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา บางทีก็ปลื้มเล็กๆ เหมือนกัน ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย ก็แสวงหาคำตอบของชีวิตอยากรู้ว่า เกิดมาทำไมอะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วก็จะไปถึงเป้าหมายของชีวิต นั้นได้อย่างไร แล้วก็นรกสวรรค์มีจริงไหม กฎแห่งกรรมมีจริงไหม เพราะว่าตอนเด็กๆ นั้น อ่านหนังสือแล้ว ก็ให้คำตอบมันยังไม่ทำให้เราเกิดความมั่นใจว่า สิ่งนี้มีจริง แล้วยังไม่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้เราละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส ด้วยความสมัครใจ

              เพราะว่าตามตำรับตำราไม่ค่อยจะมียืนยันกัน จะมีก็แต่ในพระไตรปิฎก ก็ต้องไปศึกษาจากท่าน ผู้รู้ทั้งหลาย ไปเฝ้าเพียรถามคำถาม ซ้ำๆ อย่างนี้แหละ แต่มักจะได้ยินคำตอบที่ทำให้เราชักไม่ค่อยมั่นใจ เหมือนกัน คำตอบที่ได้ยินก็คือ นรกสวรรค์มีจริงมั๊ง เพราะในพระไตรปิฎกบอกว่ามี บ้างก็บอกว่า สวรรค์ในอกนรกในใจ บ้างก็ว่าเขาสร้างเรื่องกุเรื่องกันขึ้นมา เอาสวรรค์ มาล่อ เอานรกมาขู่ให้คนไม่กล้าทำบาป ให้ทำแต่ความดี ก็มักจะวนๆ เวียนๆ กันอยู่อย่างนี้ ก็ต้องแสวงหาคำตอบกันเรื่อยไป

              ในที่สุดก็มาได้รับคำตอบจาก คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ที่ทำให้เกิดความมั่นใจ เพราะว่าเข้าไปถามคำถามอย่างเดิม เหมือนกับถามท่านผู้อื่นว่า นรกสวรรค์มีจริงไหม ท่านก็บอก มีจริง ยายไปมาแล้ว ไปช่วยพ่อของยายที่ตกลงไปในอบาย เพราะว่าดื่มเหล้าวันละ ๑๐ สตางค์ ยายเห็นชัดเลย แล้วท่านก็เล่ารายละเอียดของท่านให้ฟัง คุณอยากไปไหมล่ะ ถ้าคุณอยากไปเดี๋ยว ยายจะสอนให้แล้วก็ไปด้วยกัน โอ้โห้ เท่านั้นแหละ เราก็รู้เลยว่า เราไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน เราได้มาเจอ ท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง มีประสบการณ์ด้วยตนเองแล้วนี่ยืนยันอย่างนี้ จึงได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาแล้ว ก็ฝึกฝนกับท่านโดยไม่ห่วงไม่กังวลเรื่องอะไรทั้งสิ้น อนาคตจะมีกินหรือไม่มีกินก็แล้วแต่ไม่ได้กังวลอะไร มุ่งอย่างเดียวคือทำอย่างไรให้ได้อย่างยาย

              แล้วก็ไปถามท่านว่า เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปถึงเป้าหมายของชีวิต ได้อย่างไร ก็อย่างที่บอกให้เราท่องกันนั่นแหละ ท่านก็บอกมาอย่างนั้น แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ในการทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะว่าฐานของใจของเรายังไม่เพียงพอที่จะรองรับสิ่งที่ท่านสอน มันมีความรู้สึกว่าซาบแต่ยังไม่ซึ้ง จนกระทั่งได้มาลงมือปฏิบัตินั่นแหละ ปฏิบัติกันอย่างจริงจังเลย เพราะว่าอยากรู้น่ะ แล้วพอมีประสบการณ์ในระดับที่มั่นใจได้แล้ว หลังจากนั้นก็ลุยสร้างบารมีกัน ไปโดยไม่ได้ห่วงกังวลเรื่องอะไรเลย

             กับอีกข้อข้องใจหนึ่งระหว่าง ที่เป็นนักเรียน เมื่อเราระลึกนึกถึง พระพุทธเจ้า หรือเห็นพระพุทธรูป ในที่ต่างๆ ตามวัดวาอารามบ้าง ในหนังสือบ้าง โต๊ะหมู่บูชาในห้องพระบ้าง หรือที่ไหนๆ ที่มีพระพุทธรูป ในพิพิธภัณฑ์หรือที่นักเลงพระเขาไปเล่นพระกันนะ ก็มักจะไปคลุกดูอยู่ แต่วัตถุประสงค์คนละแบบกัน

              คือเราไม่ได้ไปสั่งสมพระ แต่กำลังไปแสวงหาว่าพระพุทธรูปที่เป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีองค์ไหนบ้างพอที่จะทำให้เราเกิดความมั่นใจได้ว่า นี่คือพระพุทธเจ้าที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษ เพราะได้อ่านตามตำราที่มีบันทึกเอาไว้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

              ไปตระเวนตามโรงหล่อพระ ก็จะได้รับ คำตอบ เหมือนๆ กันว่า ได้ศึกษากับครูบาอาจารย์ มา ท่านมีสัดส่วนของท่านตามยุคตามสมัย ยุคสุโขทัยก็สัดส่วนนี้ ทราวดี ศรีวิชัย คุปตะ อยุธยา ลพบุรี รัตนโกสินทร์ต้องสัดส่วนอย่างนี้ ถ้าผิดจากนี้ไปละก็ท่านแช่งเอาเลย ห้ามช่างทำผิดซึ่งก็เป็น เจตนาดีของท่านก็คือ ไม่อยากให้ทำไปผิดแผกแตกต่างกันไป ถ้าไม่ห้ามตรงนี้ไว้เดี๋ยวก็จะไป เลอะเรื่อยเปื่อยกันไป ครูบาอาจารย์ของช่างหล่อ ท่านก็แช่งเอาไว้ ซึ่งช่างหล่อเล่าให้หลวงพ่อฟัง

              เพราะฉะนั้นก็ได้เห็นแต่พระพุทธรูปตามกาลสมัย กับสืบสายวัฒนธรรม ซึ่งมันก็ไม่ทำให้หายข้องใจนะ ไม่ว่าจะมีผู้รู้เกี่ยวกับพระพุทธรูปตรงไหนก็จะไปศึกษาไปถามเขาดูนะ ก็จะเจอคำตอบคล้ายๆ กันอย่างนี้ บ้างก็บอกว่าถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ทางอีสานต้องหน้าเหมือนคนอีสาน ถ้าอยู่ใต้ก็ต้องเหมือนคนใต้ เหนือเหมือนคนเหนือ คล้ายๆ พระพุทธรูปที่ญี่ปุ่นก็ต้องเหมือนคนญี่ปุ่น ทุกเชื้อชาติจะต้องเหมือนกันอย่างนั้น

              มันก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะลักษณะมหาบุรุษในพระไตรปิฎกที่ระบุเอาไว้นั้น มันอยู่เหนือคำว่าเชื้อชาติ เพราะว่าเป็นลักษณะของผู้มีบุญที่สั่งสมมาอย่างดีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วทั้งนั้นน่ะ ที่สวยกว่าผู้หญิง งามกว่าผู้ชาย แล้วก็สง่ากว่าเทวดา พรหม อรูปพรหมทั้งหลาย ถ้าไม่สง่างามกว่า เทวา พรหมอรูปพรหมคงไม่เคารพสักการบูชาหรอก ไม่ยกมือไหว้

              นอกเหนือจากความรอบรู้ของท่าน สิ่งนี้ก็อยู่ในใจตลอดมา แต่ว่ามาหายสงสัยตอนที่มาถึง คุณยายอาจารย์นี่แหละ ซึ่งท่านก็บอกว่าอยู่ในตัวไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก สิ่งที่กำลังแสวงหาอยู่นั้นน่ะ ให้ไปค้นตรงนี้ให้เจอ ก็เฝ้าเพียรพยายาม ทำตามคำสอนของคุณยายอาจารย์ ตลอดระยะเวลา ๔๐ กว่าปี แล้วในที่สุดก็พยายามเก็บเล็กผสมน้อยลักษณะมหาบุรุษ ค่อยๆ เอาออกมาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือพระธรรมกายประจำตัวที่ประดิษฐานที่มหาธรรมกายเจดีย์นั่นแหละ แต่ว่าถ้าจะถามว่าสมบูรณ์ ไหมลักษณะมหาบุรุษ ที่ถ่ายทอดมาเป็นพระธรรมกายประจำตัว ก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่ว่าสถานการณ์ ทำให้เราต้องเร่งรีบ สร้างให้เสร็จ ให้ทันใช้ ถึงแม้จะยังไม่ถูกใจสมใจ ก็ถือว่าพอเป็นเค้าโครง ที่เราจะศึกษาเข้าไปหาพระในตัวของเราได้ต่อไป

              เพราะลักษณะมหาบุรุษนั้นจะต้องมีอยู่ในตัวของเรา ซึ่งจะเหมือนกันในทุกๆ คนในโลก ไม่ว่าภายนอกจะแตกต่างกันเพียงไรก็ตาม จะเชื้อชาติศาสนาเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม แต่ภายในนั้นน่ะ เหมือนกัน เป็นความเหมือนในความต่าง ความแตกต่างมีเพียงภายนอก แต่ความเหมือนอยู่ภายใน ลักษณะมหาบุรุษ ตรงนี้แหละ เราสามารถเข้าไปถึงได้ เพราะฉะนั้นองค์ที่เสร็จยังไม่สุด แต่องค์สุดนั้นยังไม่เสร็จ เราก็ต้องทำอย่างนี้กันไปก่อน

              การได้มาหล่อลักษณะมหาบุรุษ เป็นการสั่งสมลักษณะมหาบุรุษให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ไปทีละเล็กละน้อย นอกเหนือจากบุญกุศลที่เราจะได้รับ และเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า เราจะต้องค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ ลักษณะมหาบุรุษนี่นะ ถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากพอสมควร หากใจเราผูกพันไว้กับท่าน สักวันหนึ่งเมื่อบารมี ของเราเต็มเปี่ยมแล้ว เราจะต้องได้ลักษณะนี้แน่นอน

              เพราะฉะนั้นการที่ลูกทุกคนมารวมกันในวันนี้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เราเข้าใจกันว่า ได้ยินข่าวมีการหล่อพระ เราอยากจะเอาบุญสร้างพระ มันไม่ได้ผิวเผินในระดับที่เราเห็นด้วยตาเนื้อ หรือเข้าใจด้วยใจเท่านั้น มันไกลเกินไปกว่านั้น เราเคยสร้างบุญร่วมกันมา บุญนี้จึงบันดาล ให้มาสร้างบุญร่วมกันอีก และเรากำลังจะสั่งสมลักษณะมหาบุรุษกันไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็เคยสั่งสมกันมา ข้ามชาติกันมาแล้ว แต่ถ้าหากว่าบารมียังไม่เต็มเปี่ยมมันก็ยังไม่ได้ เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องสั่งสมกันมากว่าจะได้กายมหาบุรุษก็ต้อง ๒๐ อสงไขยแสนมหากัปเป็นอย่างน้อย คือนับชาติกันไม่ถ้วนเลย ให้มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ นั่นแหละจึงจะได้ลักษณะของกายมหาบุรุษ ลูกทุกคนที่นั่งประชุมในที่นี้ ก็เช่นเดียวกันได้สั่งสม กันมาข้ามชาติแล้ว และเรากำลังสั่งสมกันต่อไปนะลูกนะ