ทางสู่อายตนนิพพาน

วันที่ 23 มิย. พ.ศ.2560

ทางสู่อายตนนิพพาน,วาไรตี้,บทความประจำวัน

ทางสู่อายตนนิพพาน

        ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่ตั้งของใจเราอย่างถาวร เราทราบความสำค้ญของฐานที่ ๗ กันอย่างดีแล้วว่า เป็นทางไปสู่อายตนนิพพานของตัวเราเป็นทางเสด็จไปสู่อายตนพพานของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายเพราะฉะนั้น ตัองใหัความสำคัญกับศูนย์กลางกายตรงนี้ หวงแหนตรงนี้เอาไว้ใหัดี เหมือนเราหวงแหนลมหายใจเข้าออกของเรานั้นแหละ เราหวงแหนลมหายใจเข้าออกของเรานี้เพียงใด ก็ต้องหวงแหนศูนย์กลางกายฐานที' ๗เพียงนั้นเพราะเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมของเรา

        การไปสู่อายตนนิพพานเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของตัวเรา ยิ่งกว่าการที่ เราได้เกิดเป็นพระเจ้าจ้กรพรรดิเสียอีก เพราะการเป็นพระเจ้าจ้กรพรรดินั้น แม้จะดีเลิศเพียงใดก็ตาม ก็ย้งไม่พ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร ความโลภความโกรธ ความหลงยังเข้าไปบังคับบัญชาได้ มีสถานที่หนึ่งที่พญามารไปไม่ถึง บังคับบัญชาไม่ได้ก็คือตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้แหละ
     

    เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้เป็นสิงที่สำคัญ จำเอาไว้ให้ดีมีที่เดียวที่ปลอดภ้ย ภ้ยในอบาย ภ้ยในส้งสารว้ฎ ภ้ยทุกชนิด ศูนย์กลางกายดรงนี้น่ะปีดประตูอบายภูมิ เปิดประตูสวรรค์ ไผ่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ใจหยุดตรงนี้เป็นที่ปลอดภัยภัยไปไผ่ถึงทีเดียว เป็นเหมือนป้อม เป็นค่ายอย่างดีที่ข้าศึกเข้าไปทำอันตรายไม่ได้

     เราจะต้องหวงแหนเอาไว้ให้ดีดรงนี้ เอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ให้ได้ดลอดเวลา ไม่ว่าจะนิ่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะทำภารกิจอันใดก็ตามหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรงนี้ที่เดียว จะมืดจะเมื่อยจะฟ้ง จะโงกง่วงซึมเซาง่วงเหงาหาวนอนอย่างไรก็ตาม นิ่ง นิ่งอยู่ตรงนิ่ที่เดียวแหละ เอาใจหยุดนิ่งๆ เมื่อยเราก็ขยับประคับประคองกันไปเรื่อยๆ

    พอถูกส่วนเข้าเท่านิ่นแหละ จะวูบเข้าไปสู่ภายใน พอวูบเหมือนหล่นจากที่สูงวูบลงไป ถูกส่วนเข้า กายเบาใจเบาขยายกว้างขวางใหญ่โตไปทีเดียวจนกระทงโล่งกลมกลืนไปกับบรรยากาศ ใจจะนิ่ง นิ่งอยู่ตรงนิ่นน่ะ มืดหรือสว่างไม่ต้องไปกังวล ให้นิ่ง นิ่งอยู่กับความสบายกับความกว้างขวางใหญ่โต ที่ขยายออกไป นิ่ง หยุดกับนิ่ง อย่างนั้นอย่างเดียวน่ะ พอวูบเข้าก็ลอยขึ้นมาเป็นตวง เป็นดวงใสๆ ขนาดแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันในเบื้องต้นอย่างเล็กก็ขนาดตวงดาวในอากาศลอยขึ้นมาเป็นจุดสว่างเหมือนดวงดาวในอากาศที"เราลืมตามองไปบนท้องฟ้า   เหมือนดาวพระศุกร์ย้งงั้น ขนาดกลางก็เหมือนพระจ้นทร็ในคืนวันเพ็ญที่ปราศจากหมู่เมฆที่เราลืมดาเห็นอยู่บนท'องฟ้าอย่างนั้นแหละ ขนาดใหญ่ก็เหมือนพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ใสบริสุทธิ์ทีเดียว

    ใหม่ๆ ก็ใสเหมือนกระจก ใสเหมือนกระจกค้นฉ่องที่ส่องเงาหน้า บางท่านใสเหมือนนํ้า นํ้าใสๆ ถ้าใจละเอียดมากก็ใสเหมือนเพชรทีเดียว หรือใสเกินใสใสสว่างเกิดขึ้นอยู่ตรงกลางพอดี ตรงกลางตรงนั้นแหละตรงฐานที่ ๗ มาพร้อมกับความสุขสดชื่นเบิกบาน อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อนทีเดียว ใจจะมีความยินดีกับสิ่งนี้ มืความปีติยินดีอย่างไม่เคยชอบใจสิ่งใดมาก่อน

    พอถึงกายธรรมก็จะเข้าถึงความเหมือนกัน ความร้สึกว่าแตกต่างถูกลืมไปเลย ลืมไปเลยว่าเรามีความแตกต่างกัน จะมีความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เป็นญาติกัน เกิดขึ้นเมื่อเข้าถึงกายธรรมตรงนี้แหละ ลืมหมดความแตกต่างในขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ ความรูสึกอะไรต่างๆนั้นน่ะ เหลือแต่ความเหมือนกันอยู่อย่างเดียวตรงนี้แหละ กายนี่แหละ เป็นกายที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข แหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้ง มหากรุณา และเป็นกายที่หลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของพญามาร ได้ในระดับหนี่งทีเดียว เป็นอิสระ เป็นดัวเป็นตนที่แท้จริง ยิ่งกว่าเติม หน้กเข้าไปเรื่อยจนกระทั้งเรามีความรู้สึกเป็นอิสระจริงๆ เมื่อเข้าถึงกายธรรมตรงนี้น่ะ ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น

   เพราะฉะนั้น หมนพยายามปีกฝนอบรมใจของเรานี่ ให้เข้าถึงตรงนี้ให้ไดั ต้องให้เข้าถึงให็ไดั เป็นภารกิจที่ติดดัวเรามาน้บภพนับชาติไม่ถ้วนทีเดียวเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ เราจะต้องปีกใจให้หยุดนิ่งให้เข้าถึงธรรมกายให็ไดั เข้าถึงธรรมกายแล้วต้องการอะไร ต้องการความรู้แจ้งเห็นแจ้ง สิ่งที่ยังสงสัยอยู่ให้บันหมดสิ้นไป เมื่อหายสงสัยแล้วก็มุ่งไปสู่จุดหมาย จุดหมาย คือต้องการพ้นจากความเป็นปาวเป็นทาสของพญามารที่เขาบังคับบัญชาเราอยู่น่ะ มุ่งไปหาที่สดคือที่สุดแห่งธรรม ซึ่งเป็นจุดสดท้ายแห่งการหลุดพ้นอย่างสมบรณ์ หลุดพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามารอย่างสมบูรณ์

   ไม่ใช่หลุดเพียงลำพังตัวของเราเองคนเดียวเท่านั้น ยังทำให้สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายหลุดพ้นตามไปด้วย เมื่อไปถึงที่ลสดแห่งธรรมตรงนั้น นี่เป็นภารกิจฑึ่ติดตัวเรามาอย่างสำคัญ กิจอย่างอื่นนั้นน่ะเป็นแด่เพียงเครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่ว่าการท่ามาหากินก็ดี หรือเรื่องอะไรต่างๆ ที่นอกเหนือจากนี้ก็ดี เป็นการเกี่ยวพันอาศัยซึ่งก้นและกันชั่วคราว แด่กิจหสักที่เรืยกว่ากรณียกิจเป็นกิจลำตัญ ก็คือการมุ่งเข้าไปสู่ความรู้แจ้งเห็นแจ้งภายในด้วยธรรมกาย

    เหตุใดต้องด้วยธรรมกาย เพราะธรรมกายเท่านั้น ถึงจะมีดวงตาได้รอบตัว คำ ว่าดวงดารอบต้ว ไม่ได้หมายถึงเอาลูกน้ยน์ตาติดไว้รอบตัว ติดที่แขนที่ขาที่หลัง ไม่ใช่ หมายถึงว่าเมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วน่ะ การเห็นของเราจะแตกต่างจากการเห็นด้วยตาของกายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์พรหม อรูปพรหม เรียกว่าเห็นอย่างวิเศษ เห็นแจ้ง เห็นได้แตกต่าง คือเห็นได้รอบตัว เห็นไบ่ทุกทิศทุกทาง

   พอเห็นได้รอบตัว เห็นได้แจ่มแจ้ง ไม่มีอะไรกำบังได้เลย เป็นการเห็นได้วิเศษจริงๆ เขาเรียกว่าวิปัสสนา คือการเห็นแจ้ง วิเศษ แจ้ง ต่างเห็นด้วยธรรมกาย เพราะเห็นด้วยรรมกายจะเห็นไปตามความเป็นจริงที่ไม่มีอะไรกำบังเห็นไบ่ถึงไหนก็รู้ไบปถึงนั้น ความสว่างแห่งดวงปัญญาสว่างครอบคลุมไบปหมดทุกทิศทุกทาง พอเห็นแล้วก็หายสงสัยเข้าใจไบ่ตามความเป็นจริง

  เข้าใจว่าอะไรเป็นแก่นสาร อะไรของจริง อะไรของเก๊ ก็จะบ่ล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร ใจก็จะมาอยู่กับสิ่งที่เป็นแก่นสาร แล้วก็มองเห็นเป้าหมายของชีวิตว่าต้องไบ่ที่สุดแห่งธรรม คือเข้ากลางของกลางไปเรื่อย ๆไปให้สุดทางสายกลางนั้นแหละ จึงพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามารเขา จึงจะเข้าใจชีวิตได้แจ่มแจ้งกว่านี้ มีความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหมือนไบปสู่ทะเลแห่งความรู้อันไม่มีขอบเขต ไม่มีฝั่ง เหมีอนฝั่งแห่งความรู้นั้นถูกทำลายให้ขาดด้วยญาณท้สสนะและธรรมจ้กขุของพระธรรมกาย ไปลู่ทะเลแห่งความรู้อันบริสุทธิ์คือเป็นความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้นจากพญามาร ไม่ใช่เป็นความรู้ที่ทำให้ข้องเกี่ยวโลก ที่ไปตรึงไปดีดไว้ ให้หมกมุ่น ให้มัวเมา ให้เพลิดเพลินแล้วก็หมดเวลากันไปชาติหนึ่ง แล้วก็ฝังติดอยู่ในใจ เป็นพันธนาการของชีวิต ผูกพันพัวพันกันต่อไป สืบต่อกันไป


    มองด้วยธรรมจ้กขุ หยั่งรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะ ถ้าลูกทุกคนในที่นี๋ใด้เข้าถึงธรรมกาย ธรรมจักขุเกิดขึ้นญาณทัสสนะเกิดขึ้น เราก็จะเห็นเรื่องราวของตัวเราเองว่าเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม และจุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหน และจะไปได้อย่างไรไม่ไปได้ไหม ไปแล้วจะดีย้งไง รู้ได้เห็นได้ด้วยตัวของตัวเองทีเดียว เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว มองเห็นเป็นซ่องทางไป นี่จึงเป็นความรู้ที่สำคัญ เป็นกิจที่สำคัญที่ติดตัวเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วน


   ถ้าหากว่าเราไม่ไข้กายมนุษย์เป็นไปเพื่อภารกิจอันนี้ กายมนุษย์นี้ก็ตายฟรี เกิดมาตายฟรี มีกิจอย่างสำคัญเพราะฉะนั้นอย่าขี้เกียจนั่งธรรมะกันนะลูกนะ ขยันนั่ง อย่าไปท้อถอย ท้อแท้ว่าทำไมนี่เราถึงยังเข้าไม่ถึงจุดที่คนอื่นเขาเข้าถึงกัน เราจะด้องมาดรวจดราดูว่าเราเอาจริงแค่ไหน ทำ ถูกวิธีไหม ทำทุกว้นหรือเปล่า ว้นหนี่งกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที และทุกนาทีที่นั่ง นั่งท่าสมาธิหรือว่านั่งทำสมาธิ กัานั่งท่าสมาธิก็ได้แค่ท่านั่ง...


 

วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๓

จากหนังสือ แม่บท เดินทางข้ามวัฏสงสาร
 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร