ดวงแก้วทําวิชชา

วันที่ 26 มิย. พ.ศ.2560

ดวงแก้วทําวิชชา

 

 

                          ศิษยานุศิษย์ของคุณยายบางท่านอาจเคยเห็น รูปหล่อของคุณยายในท่านั่งขัดสมาธิถือดวงแก้วอยู่ในมือข้างละหนึ่งดวง ซึ่งรูปหล่อนี้ก็เป็นประดุจตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของท่านในสมัยที่ยังทําวิชชา อยู่ในโรงงานทําวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะเพื่อนสหธรรมิก นักรบกองทัพธรรมที่มีหน้าที่รบกับศัตรูที่แท้จริงคือพญามาร เป็นการรบด้วยวิชชาธรรมกายโดยอาศัยธรรมาวุธที่เปี่ยมไปด้วยธรรมานุภาพ เป็นการรบด้วยจิตตานุภาพคือรบทางใจสู้กันแบบไม่ลดละ โดยที่มนุษย์ทั่วโลกและสรรพสัตว์ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่อาจล่วงรู้เหตุที่ไม่รู้ก็เพราะว่าใจของพวกเขายังไม่ละเอียดพอเนื่องจากไม่มีใครทําวิชชากันทั้งวันทั้งคืนอย่างนี้ แต่คุณยายและเหล่านักทําวิชชาต่างมุ่งมั่นทําความละเอียดกันทั้งวันและทุกวันเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันเรื่อยมา

                          การรบภายในกับสงครามที่แท้จริง เป็นการรบ กับข้าศึกที่แท้จริงคือผู้ผลิตกิเลสอาสวะหรือพญามารนอกจากอานุภาพของพระธรรมกายภายในตัวแล้ว คุณยายยังต่างจากคนอื่นเพราะท่านจะมีตะลุ่มใส่

                          ดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่ใกล้ๆ ในระหว่างปฏิบัติธรรมภายในโรงงานทําวิชชา คุณยายมักจะถือดวงแก้วเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง แล้วก็ประกอบวิชชาธรรมกาย โดยถือดวงใหญ่ 2 ดวง ข้างละดวง ถือแล้วก็ปล่อยใจเข้ากลาง ให้หลุดจากกายหยาบ ดวงแก้วกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ในโรงงานทําวิชชา มีเพียงสามดวง ดวงใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร จํานวน 3 ดวง ที่เหลือเป็นดวงเล็กๆ เวลาทําวิชชาก็จะนําติดตัวไว้สําหรับเป็นแนวร่วมสนับสนุนกัน ซึ่งผู้ทําวิชชาที่มีหน้าที่ปราบมารจะถือเอาไว้ขณะปฏิบัติธรรม แล้วก็ประกอบวิชชาไปด้วย ก่อนที่จะนํามาประกอบวิชชาธรรมกายได้ก็ต้องตรวจสอบดูก่อนว่ามี“ตัว” หรือ “กายสิทธิ์” สถิตอยู่ หรือเปล่า ซึ่งคุณยายสามารถตรวจสอบได้ท่านมักใช้คําว่าตรวจดูว่าข้างในมีตัวหรือไม่ ถ้ามีก็จะนํามาถือ เอาไว้แต่ถ้าไม่มีแล้วนํามาถือ ก็เมื่อยมือเปล่าเพราะไม่มีอานุภาพใดๆ

                       หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า “ตัวอะไรยาย” ท่านก็ตอบว่า “กายสิทธิ์” หลวงพ่อสงสัยจึงถามว่ากายสิทธิ์เป็นอย่างไร ท่านก็เล่าว่ากายสิทธิ์อยู่ในเชื้อสายของจักรพรรดิหลวงพ่อก็ถามต่อว่าคืออะไรและถามเรื่อยไปอีก จนคุณยายบอกว่าให้นั่งสมาธิไปก่อน แล้วจะเล่าให้ฟังเพิ่มเติม ต่อมาภายหลังท่านก็เล่าให้ฟังว่า กายสิทธิ์นั้นมีทั้งแบบตัวอ่อนและตัวแก่หมายความว่ากายสิทธิ์นั้นมีบุญบารมีอ่อนหรือแก่แตกต่างกันไป เป็นผลให้มีฤทธิ์และอานุภาพไม่เท่ากันก่อนที่จะนํามาใช้งานต้องชําระสะสางธาตุธรรมให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงฝึกสอนด้วยวิชชาธรรมกาย โดยให้เขาทําตามเรา จนกระทั่งกายสิทธิ์นั้นมีฤทธิ์มีเดช มีอานุภาพ มีความสามารถทําตามกันได้ในการ ช่วยบรรเทาและแก้ไขทุกข์ภัยให้กับมนุษย์

                       ตอนนั้นหลวงพ่อฟังคุณยายไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบฟังเพราะรู้สึกสนุก ถามคุณยายต่อไปอีกว่าเอากายสิทธิ์ในดวงแก้วไปทําอะไรได้บ้างท่านก็ตอบว่าทําได้ทุกอย่าง นอกจากอานุภาพแห่ง พระธรรมกายแล้วก็อาศัยกายสิทธิ์ให้ช่วยแบ่งเบาภารกิจ ยกตัวอย่างเช่น ช่วยแก้ไขทุกข์ภัยมนุษย์เขามาขอให้ช่วยอะไร เราก็ช่วยแก้ไข ใช้ปรับปรุงพืชผล ซึ่งสมัยนี้ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า การตัดต่อยีน ปรับปรุงรหัสพันธุกรรม แต่กายสิทธิ์สามารถทําได้ยิ่งกว่านั้นโดยเข้าไปอยู่กลางพืชผลเพื่อช่วย ปรับปรุงพืชผลนั้นได้สมมติว่าพืชผลมีจํานวนหมื่นต้น เขาสามารถพิสดารกายหมื่นกายแล้วไปอยู่ตรงกลางแล้วใช้อานุภาพทําการปรับปรุงพืชผลนั้นให้เจริญ งอกงามดีมีรสโอชาได้ หากฝนแล้งก็ทําให้ฝนตกถ้าฝนตกจนน้ําท่วมก็แยกแผ่นดินทําให้น้ําแห้งลง

                        คุณยายบอกว่า ท่านถือดวงแก้วกายสิทธิ์เอาไว้อย่างนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้ากายสิทธิ์ทําได้เพียงปรับปรุงพืชผลก็คงไม่ให้ความสําคัญขนาดนี้ แต่กายสิทธิ์สามารถทําได้ มากกว่านั้น คุณยายได้อาศัยกายสิทธิ์ในการช่วยปกป้องประเทศไทยให้พ้นจากลูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

                        คุณยายเคยบอกว่า คืนหนึ่ง ท่านเผลอปล่อยให้ดวงแก้วกายสิทธิ์กระทบกันดัง“กริ๊ก”เพราะดวงแก้วหนักอยู่ในมือ ขณะนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่อยู่อีกห้องหนึ่ง ท่านก็ถามผ่านผนังที่เจาะช่องสําหรับ ส่งเสียงออกมาว่า “ใครวะ ทําดวงแก้วกระทบกัน” “ลูกเองเจ้าค่ะ” หลวงปู่จึงบอกว่า “รู้ไหมดวงแก้ว ดวงหนึ่งนี่มีค่ายิ่งกว่าประเทศ” ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ เพราะผู้ที่รู้คุณค่าสามารถประกอบวิชชาธรรมกายได้ จะอาศัยสิ่งนี้เข้าไปแก้ไขทุกข์ภัยให้มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดวงแก้วที่มีกายสิทธิ์อยู่จึงเป็นของมีค่ายิ่ง ซึ่งคุณยายก็มีโอกาสได้ทําวิชชากับดวงแก้วกายสิทธิ์อยู่หลายปีทีเดียว

                       เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มรณภาพไปแล้วทางวัดปากน้ํา ภาษีเจริญได้นําดวงแก้วสําหรับทําวิชชาทั้ง 3 ดวงมาบรรจุไว้ในรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ในท่ายืน ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ข้างหีบทอง ที่บรรจุสรีระของท่านภายในชั้นบนของหอสังเวชนีย มงคลเทพนิรมิต ณ วัดปากน้ํา ภาษีเจริญ