บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต

วันที่ 04 กค. พ.ศ.2560

    บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

    บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต

     บุญนี่เป็นเรื่องสำค้ญทีเดียว เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั๋น จะต้องมีให้ครบ ถ้าไม่ครบตรงนี้แล้ว ความสำเร็จก็ไม่เกิดขึ้น บางคนมือถึง ใจถึง ทีมถึงทุนถึง แด่บุญไม่ถึง ความสำเร็จก็ไม่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นบุญถึงนี่สำคัญทีเดียว เป็นเรื่องที่น้อยคนในโลกจะเข้าใจ ต้องได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ ถึงจะเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการสั่งสมบุญนี้ เมื่อโอกาสมาถึงเราแล้ว ก็อย่าให้โอกาสดีๆนั้นผ่านไป

   บางช่วงเรามีกำล้งใจดี มีความพร้อมในทุกด้าน เราก็ทำเต็มที่ บางช่วงมีการท้อแท้กันบาง แต่ว่าเมื่อเราตั้งหลักได้ ตั้งสติได้ ปัญญาเกิดขึ้นก็เริ่มต้นกันใหม่ ในชีวิตของการสร้างบารมีที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้ แต่บางคนร้กษากำลังใจในการสั่งสมบุญ ตั้งแต่เบื้องต้นมาจนกระทั่งตลอดเส้นทางถึงว้นนี้ได้โดยไม่ให้บุญหกหล่นเลย แล้วก็ทำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นี้คือสิ่งที่น่าอนุโมทนาทีเดียว

    ถ้าหากว่าเราได้สังเกตชีวิตของเราให้ดีว่า เวลาใจสบายๆ ลองสังเกตดู ทำไมบางครั้งเราอยากจะทำบุญ เราอยากใจจะขาดทีเดียวแต่ทุนไม่ให้ เพราะไม่มีทุนที่จะทำ

    วิธีปล้นของเขา ก็คือเอาความตระหนี่เข้ามาบังคับเรา ให้เกิด ความรู้สืกหวงแหนเสียดายทรัพย์ ให้ไม่ได้ พอคิดจะให้แล้วทุกขํใจ นอกจากไม่ให้ด้วยตัวเอง บังห้ามคนอื่นไม่ให้เสียอีก ก็เลยมืดแล้วมืดเล่า มืดไปเรื่อยๆเลย

 สมบัตจักรพรรดิซึ่งเกิดด้วยบุญ ก็ไม่มีโอกาสได้ช่องที่จะเข้ามาถึงตัวเราและให้เราได้ใช้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย ไม่มีโอกาสเลย เพราะถูกความตระหนี่นั้นบดบัง ปิดบังไปหมด เพราะฉะนั้นผังความจนถาวรจึงเกิดขึ้น แต่ว่าบางช่วงของเราตระหนี่บัาง ไม่ตระหนี่บัาง ช่วงไหนไม่ตระหนี่บุญเข้าได้ การสร้างบารมีก็สะดวก ช่วงไหนความตระหนี่เข้าไปครอบงำ บุญเข้าไม่ได้ สร้างบารมีก็ไม่สะดวก

   พระพทธเจ้าทรงเห็นภัยตรงนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์ถึงพยายามที่จะรื้อผ้งจนถาวรออกให้หมด เหมือนรื่องมหาทุคตะนั้นแหละ เพราะเรื่องเห็นชัดเจนทีเดียว ว่าเวลาผังความจนถาวรติดมา อันตรายมาก หลวงพ่อว่าในสภาฯนี้ไม่มีใครยากจนเท่ามหาทุคตะ ที่สามีภรรยามีผัาห่มเพียงผืนเดียวผลัดกันห่มออกจากบัาน ไม่มีใครจนเท่านี้

   พอดีวันนั้นจะหมดกรรม ได้มาฟังธรรมเข้า สามีมาฟังธรรม พระพุทธเจ้าท่านมองเห็นเข้า สอดญาณระลึกชาติหนหลังไปเลย ไปมองดูว่ามหาทุคตะคนนี้ประกอบเหตุอะไรเอาไว้ จึงมีผลอย่างนี้ ระลึกชาติหนหลัง จนกระทั่งเห็นต้นเหตุว่า มหาทุคตะคนนี้ตระหนี่มาตลอดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เป็นทุคตะธรรมดาจนกระทั่งได้ร้บการยกย่องให้เป็นมหาทุคตะ คือจนแล้วจนเล่าเฝ้าแด่จนอย่างเดียว จนถาวร แล้วก็มองต่อไปในอนาคตอีก ถ้าไม่โปรดนี่ต่อไปจะเป็นอย่างไร มหาทุคตะว่าแย่แล้วนะ ต่อไปเดี๋ยวเป็นซูเปอร์มหาทุคตะหนักเข้าไปอีก ตอนนี้ยุ่งเลย ท่านก็มองดูว่าจะแก้ไขอย่างไร สอดญาณไปดู ต้องรื้อผ้งจนถาวร ต้องรื้อออกให้หมด ต้องทำลายความตระหนี่ แล้วก็ต้องให้เกิดขึ้นด้วย ให้เกิดขึ้นมาในใจทีเดียว ให้สิ่งที่ท่านแนะนำนี่ทำให้มันถูกหลักวิชชา ฟังแล้วก็ให้มันเข้าไปอยู่ในใจ ไม่ใช่อยู่ข้างใน แต่ให้เข้าใจ เข้าไปในใจเลย ตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึง ๖ โมงเข้ากว่าจะเข้าไปในใจได้

  พอเข้าไปในใจได้เหมือนความมีดอยู่ในห้องที่มีอยู่ พอกดสวิตซ์ไฟความสว่างมันพรึบขึ้นมาเลย พอพรึ่บขึ้นมาความตระหนี่ในใจหมด พอหมดก็มีความรู้สึกอยากให้ เกิดปีติเบิกบานทีเดียว ถึงได้เปล่งคำว่า "ชิตัง เม" ชนะแล้วชนะสิ่งที่ชนะได้ยาก คือความหวงแหนเสียดายในทรัพย์ที่ตัวมีอยู่
 

   พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อยากได้ผ้าผืนนั้น แต่ว่าท่านด้องการรื้อผ้งจนถาวร แจ้วในที่สุดผ้งรวยถาวรก็ซ้อนเข้าไปเลย ติดหมดทุกกาย นี่หลักวิชชามีอย่างนี้ พอซ้อนเข้ามาอยู่ตรงกลางตัว เป็นดวงใสๆ ส่งกระแสดึงดูดทรัพย์ให้เกิดขึ้นติดไปหมดเลย เหมือนหลอดไฟที่ติดอยู่ที่เสาไฟข้างถนน ส้บสวิทช์ทีก็พรึบไปหมดตลอดเส้นทางสว่าง

ดวงแก้ว - แก้วจักรพรรดิ
    เรื่องของดวงแถ้วที่หลวงพ่อจะมอบให้สำหรับผู้มีบุญที่เหมาะสมในการที่จะรับ ดูเผินๆ ก็คือแก้วจุยเจียรรมดาที่เราเห็นอยู่ทั่วๆไป แต่ข้างในไม่ใช่อย่างนั้นดวงแก้วที่หลวงพ่อจะมอบให้ลัวนมีความสำคัญต่อการสร้างบารมีของลูกทุกคนเพื่อให้สมบูรณ์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งโลกียทรัพย์และอริยทรัพย์

   ดวงแก้วนั้นเป็นหนึ่งในรัตนะ ๗ ซึ่งมีจ้กรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้วช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว แลัวก็แก้วมณี แก้วมณีอย่างที่ได้รับไปนั้น และกำลังจะได้รับต่อไปก็เป็นหนึ่งในนั้น ผู้มีบุญทุกๆ คน เขาจะมีดวงแก้วเอาไว้ประจำตัวประจำบ้าน อย่างในญี่ป่นเวลาที่จะมีการสืบสันตติวงศ์เป็นพระเจ้าจ้กรพรรดิองคใหม่ พิธีจะสมบูรณ์ได้จะต้องได้รับมอบดวงแก้วดวงโตขนาดสักสัมโอกลางๆ โตขนาดนั้นน่ะ การเป็นพระเจ้าจักรพรรติจึงจะสมบูรณ์ บริษ้ทย้กษ์ใหญ่ของญี่ป่น ในแต่ละบริษัทก็จะมีดวงแก้วดวงใหญ่เอาไว้สำหรับเป็นเครื่องดึงดูดโภคทรัพย์สมบ้ติ หรือบ้นดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่จะสร้างบ้านสร้างเรือนก็จะเอาดวงแก้วบรรจุเอาไว้ ที่ญี่ป่นเขามีกัน

   จักรพรรติจีนบางองศ์มีถึง ๑๕๐ ดวงที่บ้นทึกไว้ในประว้ติศาสตร์ ผู้มีบุญในกาลก่อนก็จะมีดวงแก้วก้น ท่านโชติกเศรษฐีมีดวงแก้วดวงหนึ่งเกิดขึ้นจากบุญที่ถวายดวงแก้วในอดีตชาติ ก้บพระสัมมาลัมทุทธเจ้าสว่างไสวทั่วทั้งปราสาทแก้วของท่าน มีดวงแก้วบ้นดาลความสว่างและความสำเร็จให้เกิดขึ้นแม้แต่นาค ที่คอเขาย้งมีแก้วที่จะบ้นดาลความสำเร็จให้เกิดขึ้น

  เรื่องมีอยู่ว่า มีฤๅษีพี่น้องตั้งอาศรมอยู่ริมนํ้า ฤๅษีน้องเจริญเมตตาวิหารธรรมตลอด กระแสแห่งความเมตตาก็แผ่ไปทุกทิศทาง ไปกระทบใจพญานาคที่อยู่ใด้บาดาล ก็มาตามกระแสนั้น เห็นฤๅษีน้องนั้งอยู่ที่อาศรมเกิดความรักขึ้นมา ก็เข้าไปแสดงความรักนะ ก็ไปรัดตัวน่ะ เหมีอนงูรัดตัวเราอย่างนั้นแหละ รัดเข้า ฤๅษีน้องก็เหมือนคนธรรมดาเจองูรัดเช้าด้วยความรักนึ่แย่เหมือนกันนะ นาคทำยังงั้นบ่อยๆ พอโผล่ขึ้นพ้นนั้าก็เลื้อยขึ้นมารัดกันเลยนี่

   จนกระทั่งฤๅษีน้องผอมลงเลย ฤๅษีพี่มาเห็นเช้า เอ๊ะทำไมน้องผอมดูซูบไป บอกก็จะไม่ซูบได้ยังไงล่ะพี่ นาคเขามาแสดงความรัก มารัดตัวทึน่ะโอโฮมันบอกไม่ถูก รับประทานอาหารไม่ได้เลย นอนก็ไม่ค่อยหลับ สะดุ้งอยู่
ดลอดเวลา กลัวนาคจะมารัดตัว ฤๅษีพี่ก็ถามว่า สังเกตบ้างไหมที่นาคมีอะไรเป็นพิเศษ บอกมีดวงแก้วตวงหนึ่งห้อยคออยู่ ฤๅษีพี่ก็แนะน้องเลย บอกเอาอย่างนี้ก้านาคมาคราวนี้ขอดวงแก้วเลยนะ

    ต่อมานาคขึ้นมาจากนํ้ามาหาฤๅษีน้องเหมือนเดิม พอจะรัดต้วเข้าฤๅษีน้องก็ขอดวงแก้วเลย บอก แหม ดวงแก้วที่ห้อยคอนี่สวยดีจัง ขอเถอะ นาคบอกไม่ได้ดวงแก้วดวงนี้น่ะ นำ มาซึ่งอาหารต่างๆ และของที่ปรารถนา ให้ใม่ได้เลยวันนั้นไม่กล้ารัดด้ว รีบลงนํ้าไปเลย

  วันถัดมาคิดถึงขึ้นมาอีกแล้ว พอโผล่พ้นนํ้าได้ครึ่งทางนี่นะ เลื้อยมาได้ครึ่งทางฤๅษีบอก เล้าวันนี้จะมาให้หรือ อ๋อวันนี้สบายใจใช่มั้ยจะเอาแก้วมาให้เท่านั้นน่ะ ชะงักเลย บอกเปล่า ให้ใม่ได้หรอก แล้วก็ถอยหลังไปเลย

  วันถัดมาทนคิดถึงไม่ไหวอีก มาอีก พอโผล่พ้นนํ้า ฤๅษีน้องบอก อ๋อวันนี้ตัดสินใจแล้วใช่มั้ยจะเอามาให้ นาคก็บอก ถัาเล่นขอของรักอย่างนี้ทีหลังไม่มาดีกว่า ดวงแก้วนี่เป็นของหวง เป็นของที่มีคุณค่า

   หลวงพ่อวัดปากนั้าท่านค้นลงไปในเหตุ คือทำวิชชาหยุดในหยุดเข้าไปเรื่อยๆ ท่านก็ค้นพบในเหตุ แล้วก็มาตรงถับในพระไตรปิฎกเรื่องราวของพระเจัาจักรพรรดิที่ท่านปกครองโลกทั้ง ๔ หรีอทวีปทั้ง ๔ ตั้งแต่ชมพูทวีป
อุตตรกรุทวีป อปรโคยานทวีป ปุพพวิเทหทวีป ทวีปที่ล้อมรอบสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ล้อมรอบเขาพระสุเมรุนั้นแหละ

   มนุษย์ในยุคนั้นไม่ต้องทำมาหากิน เป็นอยู่ได้ด้วยดวงแก้วจักรพรรดิบันดาลของกินของใช้ให้บ้งเกิดขึ้น เป็นอย่างนั้นด้วยบุญของพระเจัาจัถรพรรดิ แล้ววันหนี่งคืนหนึ่งก็ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการบำเพ็ญศีลภาวนา ทำใจหยุดใจนิ่ง รักษาศีล เพราะฉะนั้นในยุคนั้นไม่มีการเบียดเบียนกันเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ค้นไปในเหตุทำวิชชาค้นไป ท่านก็ค้นพบว่า ดวงแก้วดวงนี้ของพระเจัาจักรพรรดิบังอยู่ในดิน ของพวกนี้ไม่ได้สูญหายไปไหน ก็บังอยู่ในโลกนี้แหละ พอหมดความจำเป็นที่จะใช้หรือหมดบุญที่จะใช้ ก็ยังอยู่ในโลกคอยผู้มีบุญต่อไป

   และท่านค้นพบด้วยญาณ ท้สสนะของท่านว่าจมอยู่ในดิน ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกาย ซึ่งตอนนั้นยังมีอยู่ไม่กี่ท่าน ดึงอ้ญเชิญแก้วดวงนั้นขึ้นมาเลย ทำครั้งแรกไม่สำเร็จ ผู้ที่เล่าให้หลวงพ่อฟัง คืออดีตเจ้าอาวาสวัดลำพะยา ตอน หลวงพ่อไปเจอท่าน อายุท่าน ๗๕ ปี  หลวงพ่อบวชใหม่ๆ ท่านบอกว่า ตอนนั้นท่านไม่ได้บวชเป็นเด็กอายุ๑๒ ขวบก็ไปช่วยด้วยปรากฏว่า แก้วเกิดเคลื่อนใต้ดินเสียงด้งครืด ท่านตกใจ กระโดดกอดหลวงพ่อ วัดปากนํ้าแล้วสลบไปเลย มาฟื้นอีกทีกิที่กุฏิท่าน
 

    ครั้งที่ ๒ หรือครั้งที่ ๓ นี่จึงประสบความสำเร็จ แต่อัญเชิญมาได้ ๗ วันไวัในโบสถ์ โบสถ์เก่า ฝนตั้งเค้าก้นมาเลย พอฟ้าลั่นเปรี๊ยะ แวบไปเลยหายไปกับสายฟ้าไปเลย นี่เป็นเรื่องแปลกทีเดียว ท่านก็เลยมาพิจารณาดูว่า โอ้มวล มนุษยชาติ กระแสบาปมันย้งเยอะอยู่ ต้องขยายวิชชาธรรมกายนี่ไปให้ได้ทั่วโลก ให้เกิดกระแสอันบริสุทธิ์เกิดขึ้น แก้วจักรพรรดิดวงนี้ถึงจะเกิดขนมาเพี่อที่จะดูแลมวลมนุษยชาติไม่ให้ลำบากในการท่ามาหากิน

    ตั้งแต่นั้นท่านก็เลยหันมาค้นควัาวิชชา แล้วก็เผยแผ่วิชชาธรรมกายเรื่อยมา แล้วท่านก็จะมีดวงแก้ว มีผู้นำ มามอบใหัก้บท่าน เอามาให้ท่านศึกษาค้นคว้า นี่ก็เป็นเรื่องลึกซึ้งซึ่งต้องมีเวลา หลวงพ่อจะค่อยๆ เล่าไป

    แม้คุณยายของเราก็เหมือนก้น นี่ท่านก็รักดวงแก้วมาก เวลาทำวิชชาเจริญสมาธิภาวนากลางคืนก็จะเอาดวงแก้วมาถือเอาไว้ แล้วก็ประกอบวิชชาธรรมกายกันไป


 

 

 

จากหนังสือ แม่บท เดินทางข้ามวัฏสงสาร

วันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ท.ค.๒๕๔๓