ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

วันที่ 23 กพ. พ.ศ.2561

ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

ธรรมกาย , วัดพระธรรมกาย , พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) , พระผู้ปราบมาร , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , วัดปากน้ำภาษีเจริญ , หลวงปู่สด , หลวงพ่อสด , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย , วิชชาธรรมกาย , ธรรมกาย , ตามรอยพระมงคลเทพมุนี , วิสุทธิวาจา , ประวัติหลวงพ่อสด , ประวัติพระมงคลเทพมุนี , รวมพระธรรมเทศนา หลวงพ่อวัดปากน้ำ , สมาธิ , วิปัสสนา , สัมมาอะระหัง , หลวงพ่อวัดปากน้ำ , อานุภาพพระของขวัญวัดปากนํ้า , ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

   การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเองโดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์


กําเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย
      พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ํา ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ถือกําเนิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านมีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์แรม ๖ ค่ํา เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่สาว ๑ คน น้องชาย ๓ คน

      ในวัยเด็ก หลวงปู่ไปเรียนหนังสือที่วัดตามประเพณีของเด็กชายไทยในสมัยก่อน ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยและขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสําเร็จการศึกษาแล้ว ท่านก็กลับมาช่วยบิดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดาในฐานะบุตรชายคนโต โดยนําเรือค้าข้าวขึ้นล่องระหว่างอําเภอสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ เดือนละ ๒-๓ ครั้งซึ่งนับว่าเป็นภาระหนักมากสําหรับเด็กวัยขนาดนั้น แต่ด้วยความขยันขันแข็งของท่าน กิจการค้าข้าวจึงเจริญขึ้นโดยลําดับ ทําให้ท่านเป็นผู้ที่มีฐานะดีคนหนึ่ง

     เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๑๙ ปีเศษ ท่านก็เล็งเห็นความไม่มีสาระในการทํามาหากิน เนื่องจากขณะที่นําเรือเปล่ากลับจากขายข้าวแล่นเข้าไปในคลองเพื่อเดินทางกลับบ้านนั้น ท่านต้องระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เพราะว่าในคลองนี้มีโจรผู้ร้ายมาก เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาได้ท่านก็เกิดธรรมสังเวชว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลําบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมีก็เป็นคนชั้นต่ํา ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขาบุรพชนต้นสกุลก็ทํามาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ก็คงทําอยู่อย่างนี้ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านเกิดความสลดใจและอยากออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์จึงจุดธูปบูชาพระ และอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านก็ขะมักเขม้นในการทํางานยิ่งขึ้น

       ต่อมา เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๒๒ ปีท่านก็สามารถรวบรวมเงินได้จํานวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเพียงพอสําหรับเป็นค่าใช้จ่ายของมารดาจนตลอดชีวิตแล้ว ท่านจึงออกบวชเป็นพระภิกษุในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ณ วัดสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีสมดังที่ได้อธิษฐานไว้โดยมีพระอาจารย์ดีวัดประตูสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร”

     ก่อนบวชท่านไปเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน เพื่อฝึกท่องคําขอบรรพชาอุปสมบทและศึกษาพระวินัย รวมทั้งข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

    หลังจากที่หลวงปู่พํานักอยู่ที่วัดสองพี่น้องเป็นเวลา ๗ เดือนเศษ ท่านก็เดินทางไปจําพรรษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ก่อนไปวัดพระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะยังไม่หยุดเรียนบาลี

       ในช่วงที่หลวงปู่ไปพํานักอยู่ ณ วัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านเคยออกบิณฑบาตโดยไม่ได้อาหารต่อเนื่องกัน ๒ วัน และท่านก็ไม่ได้ฉันอะไรเลย ในวันที่สามท่านบิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพีกล้วยน้ําว้า ๑ ลูก ขณะที่ลงมือฉันไปได้คําเดียว ท่านเหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อนผอมโซเดินมา ท่าทางเหมือนอดอาหารมาหลายวัน ด้วยจิตเมตตา ท่านจึงตัดสินใจแบ่งข้าวที่เหลืออยู่อีกคําหนึ่งและกล้วยน้ําว้าครึ่งลูกสละให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ขออย่าได้มีอีกเลย”นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ท่านไปบิณฑบาต ก็จะได้อาหารมากมายเกินกว่าที่ท่านจะฉันหมด และมากพอที่จะแบ่งไปถวายพระภิกษุรูปอื่น ๆ ได้ด้วย

    ความลําบากในเรื่องภัตตาหารของพระภิกษุสามเณรในครั้งนี้ ทําให้ท่านเกิดความคิดว่า “หากเรามีกําลังเพียงพอเมื่อใดก็ตาม เราจะตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ให้ลําบาก จะได้มีเวลาศึกษาเล่าเรียนกันอย่างเต็มที่” ซึ่งปรากฏว่า ในเวลาต่อมาเมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ํา ภาษีเจริญ ท่านก็สามารถตั้งโรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณรได้จริง ๆ แม้กระทั่งในปัจจุบัน วัดปากน้ํา ภาษีเจริญ ก็ยังมีผู้คนไปทําบุญเลี้ยงพระเณรกันเป็นจํานวนมากตลอดมา

      หลวงปู่ท่านศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชี่ยวชาญภาษาบาลีเมื่อท่านสามารถแปลคัมภีร์มหาสติปัฏฐานได้สําเร็จดังที่เคยตั้งใจไว้ก่อนเดินทางไปอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ แล้ว ท่านจึงหยุดเรียนคันถธุระ และหันมาตั้งใจเรียนวิปัสสนาธุระให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

     อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น แม้ท่านตั้งใจเรียนคันถธุระตลอดมา แต่ท่านก็ไม่เคยว่างเว้นการฝึกฝนธรรมปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว วันเวลาในชีวิตสมณะของท่านจึงเป็นเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

       ในเรื่องการเรียนวิปัสสนาธุระนั้น หลวงปู่ท่านขวนขวายไปศึกษาธรรมปฏิบัติจากพระอาจารย์หลายท่านโดยเริ่มเรียนตั้งแต่บวชวันแรกเลยทีเดียว โดยมีรายนามพระอาจารย์ดังนี้ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีหลวงปู่เนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรีพระสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ พระครูญานวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ พระอาจารย์สิงห์วัดละครทํา ธนบุรีทุกท่านล้วนเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษในทางธรรมปฏิบัติเป็นเยี่ยมทางปริยัติงามพร้อมทั้งศีลาจารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

     หลวงปู่ฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบาอาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติและชักชวนให้อยู่ช่วยกันสอนผู้อื่นต่อไป แต่หลวงปู่ท่านรู้สึกว่า ความรู้เท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้ต่อมาท่านจึงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทของการปฏิบัติธรรม


ค้นพบวิชชาธรรมกาย
       ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ หลวงปู่เดินทางไปจําพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) ตําบลบางคูเวียง อําเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีเพื่อตอบแทนพระคุณเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) ที่เคยถวายหนังสือมูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่าน เมื่อครั้งที่ท่านเรียนปริยัติด้วยการไปช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกและอุบาสิกา

        ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อนออกบิณฑบาต หลวงปู่ท่านระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน เราควรจะรีบกระทําความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท”

       หลังกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย และเกิดความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น

       วันนั้น หลวงปู่ฉันภัตตาหารเพลด้วยความปีติอิ่มเอิบใจ ดวงใสที่เห็นยังคงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ขณะที่ฉันภัตตาหาร ท่านก็มองดูที่ศูนย์กลางกายไปด้วย แม้ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด และความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตการปฏิบัติธรรมของท่าน

        หลังจากลงพระปาติโมกข์แล้ว ท่านขอร้องเพื่อนพระภิกษุไม่ให้ไปรบกวน ท่านบอกว่า “จะตายก็ตายเถิดปล่อยให้ได้นั่งตามชอบใจเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” จากนั้นท่านก็เข้าไปในอุโบสถเพื่อปรารภความเพียร

         ขณะนั้น ท่านมาหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ปีที่ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เห็นเลยท่านจึงตั้งสัจจาธิษฐานทําสมาธิภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต”

     เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้นแล้ว ท่านได้แสดงความอ้อนวอนต่อหน้าพระประธานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระราชทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแก่ข้าพระองค์ข้าพระองค์รับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต”

      ขณะที่ท่านกําลังนั่งเจริญสมาธิภาวนา ท่านเหลือบไปเห็นมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกของอุโบสถ ท่านเกรงว่ามดจะมากัดทําให้ต้องถอนออกจากสมาธิจึงเอานิ้วมือจุ่มน้ํามันก๊าดลากเป็นวงล้อมรอบตัวเพื่อกันมด แต่ยังไม่ทันวงรอบตัว ท่านก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า แม้แต่ชีวิตยังสละได้แต่ทําไมยังกลัวมดกัดอยู่เล่า ท่านจึงวางขวดน้ํามันลง แล้วปฏิบัติธรรมต่อไป เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจของท่านหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดีดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ศูนย์กลางกายที่ท่านเห็นเมื่อเพล ยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทําอย่างไรต่อไป

       ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้น ก็มีจุดเล็กเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา ท่านคิดว่า “นี่กระมังทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่จุดนั้นทันทีจุดนั้นค่อย ๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลาง จุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่าลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่าง ๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นองค์พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์งดงามหาที่ติมิได้ยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เคยเห็นมา

       ด้วยการทําความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต หลวงปู่ได้เข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้นท่านตระหนักว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของการที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทําให้ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ”

     การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์

    วิธีการดําเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปีการค้นพบของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติและเหนือสิ่งอื่นใดการค้นพบของท่านยังเป็นพยานยืนยันว่า “ตถาคตเป็นพระธรรมกาย” ตามที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา พระไตรปิฎกวกฺกลิสุตฺตวณฺณนา หน้า ๓๔๒ ถึง ๓๔๓ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่าพระกายของพระตถาคต”

      เมื่อหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านยังคงนั่งทบทวนสิ่งที่ค้นพบต่อไปอีก ขณะนั้น ท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้นเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น ท่านรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ที่วัดบางปลาจะต้องมีผู้รู้เห็นธรรมได้อย่างแน่นอน ท่านจึงมีความคิดที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยมา

      เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติธรรมและสอนธรรมปฏิบัติที่วัดบางปลา ตําบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามที่ได้ตั้งใจไว้สอนอยู่ราว ๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติตามท่านได้๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน ซึ่งถือเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก

    ต่อมาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์จาริกไปสอนธรรมปฏิบัติในสถานที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งปรากฏว่า มีประชาชนสนใจมาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมากและต่างได้รับผลดีตามกําลังแห่งการปฏิบัติของตน

 

 


จากหนังสือ "ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน"

หนังสือธรรมะแจกฟรี .pdf ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน (ฉบับพิเศษ)