มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องขวา (ตอน ๑)

วันที่ 07 กค. พ.ศ.2547


 

.....มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องขวา

๑. ศิษย์ขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง

ถ้าครูบาอาจารย์ขาดอริยวินัยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนๆ ให้สมบูรณ์ตามที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้เป็นอย่างน้อยนั้น ผลเสียที่จะเกิดประการแรกคือ ศิษย์ทั้งหลายจะไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง เพราะประพฤติกรรมกิเลส ๔ อยู่เป็นเนืองนิจ ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะนิสัยและแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ

๑) เป็นมิจฉาทิฏฐิ เด็กนักเรียนที่ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากทิศเบื้องขวา คือ ครูอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องคุณของการละ และโทษของการไม่ละกรรมกิเลส ๔ เด็กๆ เหล่านั้นก็จะมองไม่เห็นความจำเป็นของการรักษาศีล จึงพร้อมที่จะทำอะไรๆ ตามความคิดมิจฉาทิฏฐิและอำนาจกิเลสในใจตน และอาจหลงคิดต่อไปอีกว่าคนที่ทำอะไรตามใจตนได้นั้นคือคนเก่ง เป็นวีรบุรุษ ส่วนคนที่คอยระมัดระวังไม่กล้าทำผิดกฎผิดระเบียบวินัยขององค์กรหรือสังคม หรือคนที่ไม่กล้าทำอะไรที่เป็นการเบียดเบียน ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น คือคนขี้ขลาดตาขาว หรือเป็นคนโง่ ความคิดมิจฉาทิฏฐิเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

อาจกล่าวได้ว่า ถ้าทิศเบื้องขวาขาดอริยวินัย ไม่ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์เด็กที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมาจากครอบครัว ความคิดมิจฉาทิฏฐิของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นตามวัย และบุคคลแวดล้อมที่โรงเรียน ส่วนเด็กที่เคยมีสัมมาทิฏฐิจากครอบครัว ถ้าไม่ได้รับการตอกย้ำจากทิศเบื้องขวา และได้รับอิทธิพลมิจฉาทิฏฐิจากเพื่อนฝูงที่โรงเรียน สัมมาทิฏฐิของเขาที่เคยมีอยู่ ก็อาจจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดไป แม้จะมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มพูนขึ้น แต่ก็จะเป็นความรู้ที่ขาดคุณธรรมกำกับ ซึ่งนับเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เข้าทำนองที่ว่า ความรู้ด้านวิชาการหากเกิดแก่คนพาล มีแต่จะนำความฉิบหายมาให้ เพราะเขาจะใช้ความรู้ไปในทางที่ผิด

๒) มีวจีทุจริต วจีทุจริตของเด็กนักเรียนหรือบุคคลมิจฉาทิฏฐินั้น มีมากมายหลากหลายรูปแบบ นอกเหนือไปจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย เช่นพูดโต้แย้งพุทธพจน์ว่าไม่จริง ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาเลย นอกจากนี้บางคนอาจกล่าวโจมตีผู้ที่รักการปฏิบัติธรรมว่าเป็นคนโบราณ คร่ำครึ ไม่ทันสมัย หรือเชื่อเรื่องงมงาย เป็นต้น ซึ่งอาจมีผลโน้มน้าวให้คนปัญญาน้อยและพวกมิจฉาทิฏฐิอื่นๆ พลอยเห็นคล้อยตามกับการกล่าวโจมตีนั้นด้วย

๓) ใช้ความรู้ในทางทำลาย นักเรียนมิจฉาทิฏฐิ แทนที่จะใช้ความรู้ที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาในทางสร้างสรรค์ กลับนำไปใช้ในทางทำลาย ดังที่มีข่าวปรากฏเป็นระยะๆ ว่า นักศึกษาอาชีวะบางคนหรือบางพวกทำระเบิดพลาสติกหรือระเบิดขวดปาเข้าใส่กัน ขณะที่วิวาทกัน บางคนใช้ปืนที่ทำเองยิงคู่อริตาย นักศึกษาแพทย์บางคนฆ่าเพื่อนหญิงแล้วหั่นศพอำพรางคดี นักศึกษาเครื่องกลทำกุญแจผีไว้โจรกรรมรถยนต์ที่จอดตามที่สาธารณะ เป็นต้น

 

๒. ศิษย์ขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมหรือต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นที่ร่วมสังคม

ถ้าครูอาจารย์ขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนๆ ให้สมบูรณ์ ผลเสียที่จะเกิดเป็นประการที่ ๒ ก็คือ ศิษย์ทั้งหลายจะไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมหรือต่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นที่ร่วมสังคม เนื่องจากอคติที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจตน ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะนิสัยและแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ

๑) เห็นแก่ตัว เห็นแก่หน้า เด็กนักเรียนที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เห็นแก่หน้า ก็เพราะมีความลำเอียงอยู่ในจิตใจ มองไม่เห็นคุณค่าของความเที่ยงธรรม ไม่เห็นความจำเป็นและประโยชน์ของความเที่ยงตรง หรือความชอบด้วยเหตุผล คิดถึงแต่ประโยชน์ของตนและพรรคพวกเป็นสำคัญ การคิดถึงประโยชน์ของพรรคพวกนั้น ในเบื้องลึกของหัวใจก็เพื่อประโยชน์ของตนนั่นเอง ความคิดเช่นนี้จัดว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งของเด็กนักเรียนที่มีอคติ เพราะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์ในเรื่องคุณค่าและความจำเป็นของความยุติธรรม หรือมิฉะนั้นก็อาจเกิดจากการที่ตนได้รับการปฏิบัติจากครูอาจารย์ด้วยความลำเอียง ซึ่งจะมีผลก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับนักเรียน หรือนักเรียนกับครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา ตลอดถึงสังคมของเด็กแต่ละคนเมื่ออยู่ภายนอกโรงเรียนด้วย