มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องซ้าย (ตอน ๓)

วันที่ 15 กย. พ.ศ.2547


 

.....๓. เพื่อนขาดความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ

ถ้าเพื่อนขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ผลเสียที่จะเกิดขึ้นประการที่ ๓ คือ เพื่อนจะไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากพัวพันกับอบายมุข ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะนิสัยและแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ

๑) นิยมชมชื่นอบายมุข ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันด้านจิตใจน้อย เนื่องจากได้รับการปลูกฝังอบรมลักษณะนิสัยและคุณธรรมของมิตรแท้จากทิศเบื้องหน้าและเบื้องขวาน้อย อีกทั้งไม่เคยสัมผัสกับรสแห่งธรรมจากทิศเบื้องบนเลย เขาก็อาจจะเข้าไปพัวพันกับอบายมุขมาตั้งแต่เด็ก

ถ้าเพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียนหรือสถาบันการศึกษาของเขาไม่ทำหน้าที่กัลยาณมิตร นำพาเขาให้พ้นออกมาจากวงจรอุบาทว์นั้น เขาก็จะพัวพันเกี่ยวข้องกับอบายมุขเรื่อยไป จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเข้าไปสู่วงการอาชีพแล้วก็ยังนิยมชมชื่นอบายมุข โดยมองข้ามโทษภัยไปเสีย มองเห็นแต่คุณของอบายมุข นี่คือความคิดมิจฉาทิฎฐิโดยแท้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะแก้ไขให้เขาเปลี่ยนมาเป็นสัมมาทิฏฐิ

 

๒) โฆษณาชวนเชื่อคุณของอบายมุข แม้อบายมุขจะนำพาผู้คนไปสู่ความหายนะมาทุกยุคทุสมัยก็ตาม แต่ก็มีผู้คนคิดว่าอบายมุขมิได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสียทั้งหมดทีเดียว ยังมีส่วนดีอยู่บ้างเหมือนกัน แล้วพยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์คุณของอบายมุข เช่น ชี้แนะว่าการดื่มสุราเมรัยพอประมาณ เป็นการย้อมใจให้ฮักเหิม กล้าทำบางสิ่งบางอย่างได้โดยปราศจากความลังเลหรือขลาดกลัว การดื่มสุราเมรัยเป็นการกระชับมิตรได้เป็นอย่างดี การดื่มสุราเมรัยเป็นการดับทุกข์และสร้างสุข ดังที่สมัยหนึ่งมีการโฆษณาสุราต่างประเทศว่า “ ความสุขที่คุณดื่มได้”

แม้ยาบ้าเมื่อเสพเข้าไปแล้วจะทำลายสมอง แต่ก็มีการโฆษณาชวนเชื่อกันว่า เมื่อเสพเข้าไปแล้ว ประสาทจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ทำให้สามารถทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน หรือช่วยให้นักเรียนนักศึกษาที่ดูหนังสือเตรียมสอบไล่ไม่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลีย ปัจจุบันนี้ทุกท่านคงได้ประจักษ์กันโดยทั่วไปถึงพิษสงของยาบ้ากันแล้วว่าร้ายแรงเพียงใด

สำหรับการพนัน แม้จะทำให้ผู้แพ้เป็นทุกข์ บางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวก็ตาม แต่ก็ยังมีนักการพนันปลอบใจกันว่า ถ้าวันใดโชคดีก็อาจเป็นเศรษฐีร่ำรวยได้ และวันนั้นนักการพนันที่มีหนี้สินก็จะสามารถปลอดหนี้สินลงได้

อาจกล่าวได้ว่า ความหลงผิดเป็นมิจฉาทิฏฐินั่นเอง ที่ทำให้ผู้คนไม่น้อยหลงเชื่อคำโฆษณา หรือคิดเอาเองว่าอบายมุขมิได้มีแต่โทษภัยอย่างเดียว แต่ทว่ายังมีคุณอยู่เหมือนกัน

๓) พัวพันเกี่ยวข้องอบายมุข ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับอบายมุข อาจแยกออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ๑) ผู้คนที่เข้าไปหาความสนุกสนานกับอบายมุข ๒) ผู้ที่ทำธุรกิจอบายมุข

ถามว่าคน ๒ ประเภทนี้ ใครเลวกว่ากัน?

ถ้ายึดเอาความคิดเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ตอบได้ว่าคนทั้ง ๒ ประเภทมีความคิดมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจ ประเภทแรกทำลายเศรษฐกิจของตนโดยตรง และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองต่อไป สวนประเภทที่ ๒ แม้ตนเองอาจจะร่ำรวย แต่ทำลายทั้งเศรษฐกิจและคุณธรรมของผู้คนในสังคมโดยรวม แต่ในแง่ของกฎแห่งกรรมนั้นทั้ง ๒ ประเภท มีแนวโน้มที่จะต้องไปสู่ทุคติ การไปสู่สุคตินั้นอาจจะหมดหวัง

๔. เพื่อนขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ และต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ

ถ้าเพื่อนขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ผลเสียที่จะเกิดขึ้นประการที่ ๔ คือ เพื่อนจะขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ และต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ

ก. เพื่อนขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ คือ ขาดปฏิสัมพันธ์อันดีกับทิศ ๖ ซึ่งจะมีลักษณะนิสัย และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นอย่างน้อย ๓ ประการ คือ

๑) ขาดความนับถือผู้อื่น บุคคลที่ได้รับประสบการณ์ในด้านเลวร้ายจากเพื่อนที่เป็นมิตรเทียมในสมัยที่ยังเป็นเด็ก หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม จะเกิดทัศนคติในเชิงลงไม่เฉพาะต่อผู้ที่เป็นมิตรเทียมเท่านั้น แต่ยังอาจจะมีทัศนคติในเชิงลงต่อบุคคลอื่นๆ โดยทั่วไปอีกด้วย พฤติกรรมเลวร้ายของมิตรเทียมนั้นอาจจะมีอยู่มากมาย แต่ประสบการณ์ที่บุคคลได้รับจากพฤติกรรมของมิตรเทียมแม้เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เขารู้สึกเสียใจ ผิดหวัง รังเกียจ โกรธเคือง หรือเคียดแค้นจนกลายเป็นความรู้สึกฝังใจที่ลืมไม่ได้ และทำให้เกิดทัศนคติว่า ความเป็นมิตรแท้ไม่มีในโลก นั่นคือในโลกนี้ล้วนมีแต่คนเลว จึงไม่มีความนับถือผู้อื่น ไม่มีความคิดที่จะค้นหาคุณความดีของผู้อื่น มีแต่จะคอยจ้องจับผิดผู้อื่นอยู่เป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีพระคุณต่อตน

บุคคลที่มองไม่เห็นความดีของผู้อื่น ในที่สุดก็จะกลายเป็นคนหลงตัวเอง คิดเข้าข้างตัวเองว่าตนวิเศษกว่าใครๆ และดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น ความคิดมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ย่อมทำให้เขาประพฤติปฏิบัติตนไม่ถูกต้องตาทำนองคลองธรรม

๒) ปากกล้าไม่เกรงกลัวใคร เพราะเหตุที่ขาดความเคารพนับถือผู้อื่น หลงคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าใครๆ บุคคลประเภทนี้จึงพูดจาแบบขวานผ่าซาก ไม่ยกย่องให้เกียรติใคร ไม่รักษาน้ำใจใคร นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาตามอารมณ์ ไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบว่า คำพูดนั้นอาจจะเป็นการสร้างศัตรู หรือเกิดผลสะท้อนกลับมาทำลายตนในภายหลัง เช่นพูดขัดคอหรือพูดหักหน้า พูดใส่หน้า หยามน้ำหน้า เยาะเย้ย ถากถาง พูดสำทับเพื่อซ้ำเติมผู้ที่พลาดพลั้ง เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็จะพูดจาแบบยกตนขึ้นเหนือลมจนเป็นนิสัย

๓) มีพฤติกรรมมิตรเทียม แม้บุคคลประเภทนี้ จะรังเกียจพฤติกรรมเลวร้ายของมิตรเทียม แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะไม่มีพฤติกรรมแบบมิตรเทียมเสียเลย สบโอกาสเมื่อใด เขาก็จะแสดงธาตุแท้ของมิตรเทียมออกมาทันที เช่น เอารัดเอาเปรียบเพื่อนฝูง ก้าวก่ายแทรกแซงหน้าที่การงานของเพื่อนร่วมงาน เอาชนะคู่แข่งด้วยการเปิดเผยจุดอ่อนของฝ่ายนั้น ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น หรือของรัฐตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน คราใดที่ระแวงว่าจะถูกญาติพี่น้อง สามี ภรรยา หรือเพื่อนที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาทรยศหักหลัง เขาก็จะหาทางคิดบัญชีฝ่ายนั้นเสียก่อน เป็นต้น โดยสรุปก็คือ คนประเภทนี้แล้งน้ำใจ ขาดความจริงใจ และความเมตตากรุณา บางครั้งก็มีพฤติกรรมอำมหิต บุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมดังกล่าวแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่เขามีเพื่อนซึ่งขาดอริยวินัย พฤติกรรมมิตรเทียมนี้ย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตของเขาเองในปัจจุบันชาติ และแน่นอนว่าเขาได้ก่อผังอันตรายให้ตนเอง รอไว้ในปรโลกแล้ว …