มหาวิบัติของสังคมจากทิศเบื้องบน (ตอน ๓)

วันที่ 01 ธค. พ.ศ.2547


 

 

.....๓) ทำลายตนเองและส่วนรวม เนื่องจากผู้ที่จมอยู่กับอบายมุขจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเงินเป็นประจำ ทำให้กลายเป็นคนหิวเงินอยู่ตลอดเวลา จึงพยายามคิดแสวงหาเงินทางลัดโดยไม่เลือกงาน คือจะเป็นงานอะไรก็ได้ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรนัก แม้จะเป็นงานที่ผิดศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย ก็ไม่รังเกียจ ไม่เกรงกลัว เช่น ถ้าเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือนักการเมือง ก็คอยจ้องหาโอกาสคอรัปชั่น รับสินบน ค้ายาเสพติด ฯลฯ

ถ้าเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ก็จะดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอบายมุขโดยตรง เช่น เปิดบ่อนเถื่อน เป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน ฯลฯ หรือบางรายอาจเปิดบาร์ เปิดไนท์คลับบังหน้า แต่เบื้องหลังนั้นค้ายาเสพติด

ส่วนบุคคลทั่วไปหรือวัยรุ่น ทั้งยังไม่สามารถทำธุรกิจใหญ่ได้ก็อาจใช้วิธีตัดช่องย่องเบาตามวัดวาอารามบ้าง ตามบ้านประชาชนบ้าง ขายยาเสพติดบ้าง ถ้าเป็นเด็กสาวก็ “ ขายเนื้อสด” บ้าง ขายยาเสพติดบ้างเป็นต้น

งานดังกล่าวล้วนเป็นมิจฉาอาชีวะ ซึ่งนอกจากผู้ทำจะผิดศีล ผิดกฎหมาย เป็นการทำลายตนเองแล้ว ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจและสังคมส่วนรวมอีกด้วย

๔. คฤหัสถ์ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ และต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ

ถ้าพระภิกษุขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของท่านให้สมบูรณ์ ผลเสียที่จะเกิดประการที่ ๔ คือ คฤหัสถ์ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ และต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ

ก. คฤหัสถ์ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อทิศ ๖ คือขาดปฏิสัมพันธ์อันดีกับทิศ ๖ ของตน ซึ่งจะเกิดเป็นลักษณะนิสัย และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างน้อย ๓ ประการ คือ

๑) ขาดความเคารพ ความเคารพ หมายถึง ความตระหนักซาบซึ้งถึงคุณความดีที่มีอยู่จริงของบุคคล สิ่งของและเหตุการณ์ต่างๆ ถ้าได้ตระหนักถึงคุณงามความดีของใครหรือสิ่งใดแล้ว คนเราก็จะเกิดความคิดยอมรับนับถือ ไม่ดูเบา และปฏิบัติตามหรือนำคุณความดีเหล่านั้นมาปฏิบัติ นี่คือความหมายที่สมบูรณ์ของคำว่า “ เคารพ” ซึ่งครอบคลุมตลอดทั้งความเคารพ การทำความเคารพ ความเป็นผู้มีความเคารพตามสมควรในบุคคลต่างๆ มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ความเคารพนี้จะเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติไปสู่สุคติ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ บุคคลกระทำความเคารพผู้ที่ควรเคารพสักการะผู้ที่ควรสักการะนับถือผู้ที่ควรนับถือ บูชาผู้ที่ควรบูชา เพราะกรรมนั้น ที่ยึดถือไว้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาย่อมถึงสุคติโลกสวรรค์ หากเขาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นผู้มีตระกูลสูงในประเทศที่กลับมาเกิด”

อนึ่ง พระธรรมเทศนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องความเคารพไว้ในพระสูตรต่างๆ นั้น ปรากฏว่ามีธรรมะอยู่ ๗ ประการ ที่บุคคลพึงให้ความเคารพ คือ ๑) พระพุทธเจ้า ๒) พระธรรม ๓) พระสงฆ์ ๔) การศึกษา ๕) การเจริญสมาธิภาวนา ๖) ความไม่ประมาท ๗) การปฏิสันถาร

ได้กล่าวแล้วว่า ถ้าทิศเบื้องบนขาดอริยวินัย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ผู้คนในอีก ๕ ทิศ ก็จะตกเป็นทาสของมิจฉาทิฏฐิ มีสภาพเหมือนอยู่ในความมืดแห่งอำนาจกิเลส เพราะไม่มีผู้มาจุดประทีปส่องทางสว่าง ให้แลเห็นทางดำเนินชีวิต อันเป็นมาตรฐานของอริยชน ความคิดมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งในใจของผู้คนเหล่านี้คือ ขาดความเคารพในธรรม ๗ ประการ ดังกล่าวแล้ว เป็นต้นว่า

- ขาดความเคารพพระรัตนตรัย ผู้ที่ขาดความเคารพพระรัตนตรัยย่อมขาดหิริโอตตัปปะ จึงทำกรรมชั่วได้ทุกอย่างเมื่อมีโอกาส

- ขาดความเคารพพ่อแม่ ทั้งนี้เพราะพ่อแม่เองก็มีอวิชชา คือไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความสำคัญของความเคารพ อีกทั้งตนเองก็ไม่เคยมีความเคารพนับถือใครๆ หรือธรรมใดๆ จึงสอนลูกไม่เป็น ลูกหลานในตระกูลจึงขาดความกตัญญูกตเวที ไม่ช้าไม่นานตระกูลก็จะล่มสลายไปเอง

- ขาดความเคารพครูอาจารย์ ศิษย์ที่ขาดความเคารพนับถือครูอาจารย์ อาจเป็นเพราะครูอาจารย์เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จักสอนศิษย์ให้มีความเคารพ หรือตัวครูอาจารย์เองก็มีพฤติกรรมน่ารังเกียจ ศิษย์จึงไม่ให้ความเคารพนับถือ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้สรรพวิทยาการต่างๆ อันทรงคุณค่าอันตรธานหายไปจากโลก

- ขาดความเคารพบุคคลรอบข้าง บุคคลที่ไม่ตระหนักถึงความดีของผู้อื่น ก็เพราะคิดว่าตนเองมีความสามารถสูงกว่า มีฐานะดีกว่า หรือมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่น โดยสรุปก็คือ คิดว่าตนเองดีวิเศษกว่าผู้อื่นด้วยประการทั้งปวง ความคิดมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ ย่อมแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมเลวร้ายทางกายและวาจา ซึ่งในที่สุดก็จะนำอันตรายนานัปการมาสู่ทั้งตนเองและสังคมโดยรวม

ถ้าผู้คนในสังคมต่างขาดความเคารพเสียแล้ว สังคมก็จะมีปัญหาเลวร้ายต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา จนหาความสงบสุขไม่ได้เลย

๒) มีวจีทุจริต คนมิจฉาทิฏฐิ คดว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมจะอวดวิเศษด้วยวาจายกตนข่มท่านบ้าง ลบหลู่ดูถูกเหยียดหยามเยาะเย้ยถากถางผู้อื่นบ้าง หรือมิฉะนั้นก็ท้าทาย ท้าตีท้าต่อยด้วยถ้อยคำระคายหูบ้าง หรือบางครั้งก็อาจหลอกลวงผู้อื่นเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตนบ้าง

นอกจากนี้บางคนอาจกล่าวแสดงความสงสัยเกี่ยวกับพระรัตนตรัย หรือคุณของพระรัตนตรัย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้คนปัญญาน้อยเห็นคล้อยตามแล้วไม่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิตามไปด้วย

ในบ้างครั้งที่มีข่าวพระสงฆ์บางรูปประพฤติผิดพระธรรมวินัย คนมิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ก็อาจจะกล่าววิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง หยาบคายและก้าวล่วงไปถึงวงการสงฆ์ ทำให้ภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์พลอยมัวหมองไปด้วย

บางคนอาจกล่าวถึงโทษภัยของการเจริญสมาธิภาวนาอย่างผิดๆ ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยมีประสบการณ์ตรง นับว่าเป็นการตัดหนทางแห่งปัญญาของผู้ฟังที่มีปัญญาน้อย ด้วยอวิชชาของตนโดยแท้

บางคนเมื่อทำผิดก็ไม่ยอมรับผิด พยายามโต้เถียงพ่อแม่ครูอาจารย์ อย่างไม่มีลดราวาศอก โต้เถียงกับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ภรรยา/สามี ตลอดจนผู้คนรอบข้าง เพื่อแสดงว่าตนเป็นฝ่ายถูก ผู้อื่นเป็นฝ่ายผิด

โดยสรุปก็คือ คนที่ขาดความเคารพ จะชอบแสดงวจีทุจริต มีแต่คำพูดที่ไม่สร้างสรรค์ บั่นทอนกำลังใจผู้คน สร้างความร้าวฉานและร้าวรานในหมู่พวกและสังคม อย่างยากที่จะหาความสงบสุข