ฝากปัจจัยไปทำบุญ

วันที่ 24 มค. พ.ศ.2551

 

คำถาม.....เคยชวนญาติมาทำบุญด้วยกันที่วัด แต่เขาไม่ยอมมา ได้แต่ฝากปัจจัยมาทำบุญด้วยทุกครั้ง เพราะเขาคิดเอาเองว่า ถึงตัวเขาจะมาหรือไม่มา เขาก็ได้บุญอยู่แล้ว เพราะเงินนั้นเป็นเงินของเขา จะอธิบายให้ญาติเข้าใจได้อย่างไร

 

คำตอบ.....เจริญพร...ความจริง การที่ฝากเงินใครไปทำบุญ ถามว่า “ได้บุญไหม” คำตอบคือ “ได้บุญ” แต่ว่าได้เต็มที่หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่ฝากเงินใคร ฝากของใคร ไปทำบุญ ถามว่า “บุญเกิดขึ้น หรือไม่” ตอบว่า “เกิด” แต่เกิดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

 

1.ของที่เขาเอามาทำบุญ หรือ เงินนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยน้ำพักน้ำแรง หรือ เป็นทรัพย์บริสุทธิ์

2.เจตนาของเขา ต้องการจะทำบุญจริงๆ ไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง เป็นเจตนาบริสุทธิ์

3.ตัวเขาก็เป็นคนมีศีล ก็ถือว่า เป็นบุคคลบริสุทธิ์

4.พระที่รับปัจจัยไทยธรรมที่เขาทำมา ก็ตั้งใจอยู่ในศีลในธรรมวินัยอย่างดี เป็นพระที่บริสุทธิ์

 

เมื่อ 4 องค์ประกอบดังกล่าวพร้อมแล้ว ก็ถือว่า “ได้บุญ” ตรงนี้ชัดเจนลงไปก่อน แต่ว่าบุญที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นระยะๆตั้งแต่

 

1. เกิดเมื่อตอนคิดจะทำ แค่คิดก็เกิดแล้ว แต่เกิดไม่มาก

2. เมื่อลงมือทำ หรือกำลังทำ

3. เมื่อตอนตามระลึกถึง

 

.....พูดง่ายๆว่า บุญ นั้น เวลาเราทำ ไม่ใช่ว่า บุญจะเกิดแวบเดียวเหมือนฟ้าแลบ เวลาเราทำบุญ บุญจะไหลต่อเนื่องกันไป เหมือนอย่างกับสายน้ำ

 

.....แต่ว่ามีข้อแม้ กล่าวคือ เมื่อตอนคิดจะทำ พอคิดจะทำเราดีใจแล้วว่า เมื่อก่อนนี้อยากจะทำบุญ ปัจจัยหรือเงินไม่มีก็ไม่ได้ทำ หรือมีเงินมีทอง แต่หาพระที่เหมาะสมจะมารับบุญ รับทานตรงนี้ก็ไม่พบ วันนี้เราเองทรัพย์มี ปัจจัยมี เงินทองมี พระที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างดี ก็มาเป็นเนื้อนาบุญให้ องค์ประกอบมาครบแล้ว วันนี้ก็เลยฝากปัจจัยให้คนอื่นมาทำบุญ อย่างนี้ ได้บุญแล้ว

 

.....แต่ทว่าว่าเนื่องจากไม่ได้มาทำบุญด้วยตัวเอง ไม่ได้เห็นพระ เพราะฝากเขามาทำบุญ ความปลื้มใจ ขณะทำ มันจึงหย่อนไป เพราะฉะนั้น บุญจึงเกิดแป๊บหนึ่ง เมื่อตอนส่งปัจจัยให้คุณมาทำแทน ที่เกิดแป๊บหนึ่งนั้นเหมือนฟ้าแลบ แล้วจากนั้นก็ไม่ได้มีภาพแห่งการทำบุญประทับอยู่ในใจนึกภาพของพระก็ไม่ออก นึกภาพว่า ปัจจัยนั้นเอาไปทำอะไร ก็นึกก็ไม่ออก

 

.....แต่ถ้ามาทำบุญด้วยตัวเอง ตั้งแต่ออกจากบ้านมา ใจก็นึกว่า “มาทำบุญ” ใจก็เป็นบุญเป็นกุศลตลอดระยะทางที่มาจากบ้านมาถึงวัด สมมุติว่า 1 ชั่วโมงใจนั้นเป็นบุญเป็นกุศลต่อเนื่องกันมาทั้งชั่วโมง อย่างนี้ บุญเกิดต่อเนื่องไหลเป็นสาย(ถ้าอยู่ที่บ้านตัวเอง ช่วงเวลาแป๊บหนึ่งที่บุญเกิดขึ้น ขณะที่ฝากปัจจัยให้มาทำบุญ พอหลังจากวินาทีนั้นแล้วมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกให้วุ่นวายไปหมด จึงได้บุญแค่เหมือนฟ้าแลบแป๊บเดียว)

 

.....ครั้นพอถึงเวลาถวายปัจจัยด้วยมือตัวเอง ก็จะเห็นว่า พระรูปนี้ พระกลุ่มนี้ พระวัดนี้ ช่างมีจริยาวัตรงดงามดีเหลือเกิน ทั้งหมู่ ทั้งคณะ ทั้งวัดงามพร้อมกันหมดทั้งวัด แถมท่านยังเทศน์ให้ฟังเสียอีก แล้วท่านก็บอกด้วยว่า ทรัพย์นี้จะเอาไปทำอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ท่านพรรณนา ท่านบรรยายสรรพคุณให้เสร็จ

 

.....สิ่งเหล่านี้ที่เราได้เห็น เสียงที่ท่านบอกเรา มันฝังเข้าไปอยู่ในใจ แล้วมันยังติดไปอีกนานแสนนาน เมื่อเป็นอย่างนี้ นึกถึงเมื่อไหร่ บุญก็เกิดขึ้นใหม่ เป็นสายขึ้นอีกแล้ว ภาพพระงามๆก็เกิด วัดงามๆ ก็เกิด สิ่งที่จะเอาไปสร้างก็รู้ มี Model ให้ดูเสียอีก มันประทับอยู่ในใจนาน ยิ่งกว่านั้น ผ่านจากวันนั้นแล้ว วันหลังกลับมาเยี่ยมก็นึกออกว่า วันนั้น เรามาทำบุญ สร้างสิ่งนั้น สิ่งนี้ เช่น เอามาสร้างเป็นอาคารเรียนของพระภิกษุสามเณร พอเห็น บุญเกิดต่อเนื่องทันที เกิดใหม่ขึ้นอีกแล้ว จากบุญที่เราเคยทำครั้งนั้น

 

.....แต่ถ้าหากว่า เป็นชนิดที่ตัวเองแค่ฝากมา ที่จะไหลเป็นสายต่อเนื่องนั้นไม่มีหรอก มันมีแวบเดียวเหมือนฟ้าแลบตอนที่ฝากเขามาทำบุญนั้นมันเลยน่าเสียดาย เพราะฉะนั้น วันหลังละก็เวลาเขาจะฝากเงินมาทำบุญทำทาน ถ้าดูแล้วเขาก็พอมีเวลาว่างนะ คว้าข้อมือดึงขึ้นรถมาเลย ให้มาทำด้วยตัวเอง เขาจะได้บุญตั้งแต่คิดจะทำ ลงมือทำ และเมื่อตามระลึกถึง แหม...บุญสายนี้ไหลยาวเหยียดอย่างกับแม่น้ำเจ้าพระยานั่นแน่ะ แต่ถ้าไม่อย่างนั้น ฝากเขามาทำบุญ ก็จะได้บุญเหมือนได้น้ำค้างหยดไม่กี่หยด มันต่างกันเยอะไปคว้าข้อมือมาให้ได้นะ

 

.....ทว่าถ้าเขาไม่ว่างจริงๆ ก็รับมาเถอะ มาทำแทนเขา แล้วก็ถ้าจะให้ดีนะ ถ่ายภาพ อัดเสียง ที่พระให้พร ภาพที่พระท่านรับปัจจัยเอาไปฝากให้เขาดู ก็พอจะช่วยกันไปได้แหละคุณโยม ก็พอจะทำให้เขาได้บุญเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เท่าตัวเองมาทำบุญด้วยตนเอง ก็ไปพิจารณากันดูนะ ว่าควรจะเลือกอย่างไร