ให้หมั่นเจริญเมตตา

วันที่ 22 กย. พ.ศ.2557

ให้หมั่นเจริญเมตตา



    การแสดงออกทางกาย วาจา ที่อ่อนโยนนุ่มนวล ที่ให้ความแช่มชื่นให้ความเย็นใจแก่ผู้พบเห็น ล้วนออกมาจากใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุข เปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ และรอยยิ้มพิมพ์ใจอันประดุจพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ใครได้พบเห็นก็อิ่มอกอิ่มใจ 

ส่วนผู้ที่มีจิตใจพยาบาทอาฆาตมาดร้าย ย่อมเป็นบุคคลไม่น่าเข้าใกล้หรือไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย เพราะใจที่มีแต่ความผูกโกรธ มีความฟุ้งซ่านพลุ่งพล่านไปด้วยไฟพยาบาท ใจขุ่นมัวขัดเคือง คิดแต่จะปองร้าย คิดแต่จะเบียดเบียน เปรียบเสมือนกับน้ำที่เดือดพล่าน มีควันมีไอพวยพุ่งอยู่ หรือเหมือนภูเขาไฟพร้อมที่จะระเบิดออกมาใส่สรรพสิ่งที่อยู่ใกล้เคียงให้พินาศไปในพริบตา

คนที่มีใจเช่นนี้ เพราะขาดสติคอยเหนี่ยวรั้ง และขาดเมตตากรุณาที่คอยกล่อมเกลาจิตใจ ซึ่งวิธีที่จะให้เกิดสติได้อย่างสมบูรณ์ คือต้องเจริญสมาธิภาวนา และหมั่นเจริญเมตตาให้ใจมีความละเอียดอ่อนอยู่เสมอ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน โกธวรรควรรณนา ความว่า

“อกฺโกเธน ชิเน โกธํ   อสาธุ ํ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน    สจฺเจนาลิกวาทินํ

พึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหลด้วยการกล่าวคำจริง”

บุคคลผู้เปี่ยมด้วยความโกรธจะไปแห่งหนตำบลใดย่อมไม่มีความสุข แม้จะอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ทาน้ำหอมชั้นดีมากมายเพียงไร แต่งตัวสวยงาม มีเครื่องประดับประดางดงามปานใดก็ตาม ถ้ายังมีจิตใจที่หมองมัว มากด้วยความโกรธ หน้าตาก็ไม่ผ่องใส ผิวพรรณก็ไม่สดชื่น หน้านิ่วคิ้วขมวด สีหน้าแววตาไม่อ่อนโยน กล้ามเนื้อที่บริเวณใบหน้า ที่แขน ที่มือ ที่หัวใจจะเกร็งไปหมด เพราะเลือดสูบฉีดด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรง

ความงามภายนอกจึงไม่อาจปิดบังความไม่งามภายในใจได้ ซึ่งหากไม่รีบขจัดแก้ไขแล้ว ความไม่พอใจต่างๆ ที่สั่งสมมากเข้าจะกลายเป็นความผูกโกรธ จนกระทั่งกลายเป็นความพยาบาทอาฆาต สิ่งเหล่านี้เป็นนิวรณ์ขัดขวางการทำความดี ทำให้ใจเป็นทุกข์ เหมือนไฟเผารนอยู่เป็นนิตย์

ส่วนความเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข มีความรักที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นความรักที่บริสุทธิ์ประดุจมารดารักบุตรของตน ความเมตตาจึงมีอานุภาพ ส่งผลให้เกิดความสุขใจ และความเย็นใจทั้งผู้รับและผู้ให้ กระแสอันชุ่มเย็นนี้ สามารถพลิกใจของผู้ไม่ปรารถนาดีให้กลับตัวได้

ความคิดร้ายผูกพยาบาทจะขวางกั้นหนทางบุญ และขัดขวางไม่ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่หากทำใจให้บริสุทธิ์ มีสติ หมั่นเจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ หมั่นแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทำให้เกิดความเย็นกายเย็นใจ ใจจะมีพลัง มีอานุภาพ มีดวงปัญญาสว่างไสว ปลอดโปร่ง แช่มชื่น เบิกบาน ผ่องใส

สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลเมื่อรักษาคนอื่น ชื่อว่ารักษาตนเอง” ดังนั้น ผู้รักตน ปรารถนาให้ตนมีความสุข พึงมีจิตประกอบด้วยเมตตาเช่นกัน


บทคัดย่อ เรื่อง ตอบแทนด้วยความรัก จากหนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสาระธรรม 3

 


พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร